เจ้าของร้านทุเรียนขอนแก่นโดนอายัดบัญชีหลังลูกค้าโอนเงินโยงบัญชีม้า
เจ้าของร้านทุเรียนขอนแก่นโดนอายัดบัญชีหลังลูกค้าโอนเงินโยงบัญชีม้า เตรียมถอนเงินสดออกจากธนาคารทั้งหมดตัดปัญหา ส่วนสแกนจ่ายเงินหน้าร้านกำลังพิจารณา
(14ก.ย.68) จากกรณีผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อ “Wiparat Khunart (ร้านทุเรียนพบรัก)”โพสต์ข้อความเล่าประสบการณ์ถูกอายัดบัญชีเพราะมีบัญชีม้าโอนเงินมาซื้อทุเรียน
ต่อมาผู้สื่อข่าวเดินทางไปที่ร้านทุเรียนพบรัก ตั้งอยู่ริมถนนมิตรภาพสายขอนแก่น-นครราชสีมา ต.ในเมือง อ.เมือง ข.ขอนแก่น โดยได้พูดคุยกับ น.ส.วิภารัตน์ ขุนอาจ อายุ 28 ปี เจ้าของร้านทุเรียนพบรัก และเป็นผู้ที่โพสต์เรื่องดังกล่าว
น.ส.วิภารัตน์ เปิดเผยว่า บัญชีธนาคารของตนเองนั้นโดนอายัดไปตั้งแต่ช่วงต้นเดือน มารู้ตัวหลังจากนั้นเพราะจะโอนจ่ายเงินค่าสั่งซื้อทุเรียน 300,000 บาท ซึ่งในแอปฯธนาคารมีเงินอยู่ในบัญชีประมาณ 400,000 บาท แต่ไม่สามารถโอนได้โดยมีข้อความจากระบบว่ายอดเงินของคุณไม่เพียงพอ
"พอเห็นแบบนั้นก็ตกใจรีบไปติดต่อธนาคารทันที โดยทางธนาคารแจ้งว่ายอดเงินในบัญชีถูกอายัดเอาไว้ เนื่องจากเงินในบัญชีมีส่วนเกี่ยวข้องกับบัญชีม้าที่โอนเข้ามาซื้อทุเรียน โดยบอกให้เรารอการตรวจสอบ 72 ชม. เมื่อครบ 72 ชั่วโมงจะปลดอายัดให้หากตรวจสอบแล้วพบว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง" น.ส.วิภารัตน์ กล่าว
น.ส.วิภารัตน์ เล่าต่อไปว่า พอได้ฟังก็ไม่ได้คิดอะไรมากถึงกับนิ่งนอนใจเพราะเชื่อมั่นว่าเราไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องอย่างแน่นอน มองว่าเงินที่ได้รับมานั้นบริสุทธิ์ทั้งหมด แต่พอครบ 72 ชั่วโมง ยอดเงินก็ยังไม่ถูกปลดอายัด จึงเดินทางไปสอบถามที่ธนาคารอีกครั้ง ทางธนาคารจึงทำการตรวจสอบยอดเงินในบัญชีให้ดู ว่าเป็นยอดไหนที่เกี่ยวข้องกับบัญชีม้า และตนเองก็พยายามสอบถามทุกอย่างว่าทำไมถึงโดน ทำไมมีส่วนเกี่ยวข้องกับบัญชีม้า ซึ่งพอธนาคารตรวจสอบก็แจ้งว่าจะมียอดเงินจากบัญชีม้าโอนเข้ามาในบัญชีตนเองจำนวน 16,000 บาท และก็ยิ่งสงสัยเข้าไปอีกว่าในเมื่อธนาคารรู้อยู่แล้วว่าบัญชีม้าโอนเข้ามา 16,000 บาท ทำไมจึงไม่ล็อกแค่เงินจำนวนนั้น แต่ทำไมถึงล็อกยอด 160,000 บาท
น.ส.วิภารัตน์ กล่าวอีกว่า ซึ่งธนาคารชี้แจงว่าเงินจำนวน 160,000 มีความเชื่อมโยงกัน พร้อมทั้งให้เบอร์ตำรวจไซเบอร์มา ซึ่งตนเองพยายามติดต่อไปแต่ก็โทรไม่ติดสายไม่ว่างตลอด และตอนนี้ยังไม่ได้คุยกับทางตำรวจแต่อย่างใด และหลังจากที่ทราบว่ายอด 16,000 ทำให้ถูกอายัดนั้นตนเองก็ได้ทำการตรวจสอบในบัญชีลูกค้าที่โอนมาเพราะมีไม่กี่รายที่จะโอนเงินหลักหมื่น โดยเป็นลูกค้าชาว สปป.ลาว ซึ่งเป็นลูกค้าประจำด้วยจะสั่งทุเรียนเดือนละ 1 - 2 ครั้ง เพื่อนำไปจำหน่ายที่ประเทศลาว
น.ส.วิภารัตน์ บอกด้วยว่า พร้อมกันนี้ธนาคารยังบอกอีกว่ากรณีการถูกอายัดเงินนั้น อย่างเร็วสุดก็จะประมาณเจ็ดวัน พอครบเจ็ดวันก็ยังไม่ปลดอายัดให้จึงได้โพสต์ข้อความดังกล่าวออกไปในโซเชียล และก็น่าจะมีคนที่โดนแบบตนเองด้วยต่างเข้ามาแสดงความคิดเห็นและแชร์ออกไปเป็นจำนวนมาก
"ทีแรกว่าจะไปแจ้งตำรวจเพื่อลงบันทึกประจำวันเอาไว้ในวันจันทร์ที่จะถึงนี้ แต่หลังจากโพสต์ไปประมาณ 18 ชั่วโมง ในเวลา 10.40 น. มีเจ้าหน้าที่ธนาคารโทรมาแจ้งว่ายอดเงินที่อายัดได้ทำการปลดให้แล้ว พร้อมกับขอโทษที่ไม่ได้แจ้งล่วงหน้าก่อนทำการอายัด และยืนยันกับตนเองว่าทุกอย่างที่อายัดเป็นไปตามกระบวนการ" น.ส.วิภารัตน์ กล่าว
น.ส.วิภารัตน์ ยังบอกอีกว่า ยอดเงิน 160,000 บาท นั้นจะเป็นยอดรวมขายปลีกและขายส่ง บัญชีธนาคารที่ถูกอายัดเป็นบัญชีสำหรับขายส่ง และบัญชีที่รับโอนเงินหน้าร้านเพื่อขายปลีกจะเป็นอีกธนาคารหนึ่ง โดยยอดเงิน 16,000 บาท ที่ลูกค้าชาว สปป.ลาวโอนมาเป็นบัญชีขายปลีกที่ตนเองจะโอนมารวมไว้ในบัญชีขายส่ง แต่บัญชีที่ลูกค้าชาว สปป.ลาวโอนเข้านั้นไม่ได้ถูกอายัด แต่อายัดอีกธนาคาร ก็ยิ่งทำให้งงให้สงสัย ว่าทำไมธนาคารรู้อยู่แล้ว ว่ายอด 16,000 บาทมีความเสี่ยงทำไมไม่อายัดยอดนั้นไปตรวจสอบ เพราะตนเองพร้อมที่จะแสดงความบริสุทธิ์
น.ส.วิภารัตน์ ระบุว่า ได้สอบถามทางธนาคารอยู่ว่ามีช่องทางที่จะสามารถชี้แจงได้หรือไม่ ต้องการเอกสารอะไรเราก็พร้อมที่จะส่งให้เพื่อให้ปลดล็อกบัญชีตรงนี้เพราะจำเป็นต้องใช้ เพราะหากสามวันเราก็ยังสามารถรอได้ และแก้ปัญหาด้วยการซื้อของน้อยลงตามเงินที่เรามี แต่ผ่านไปสามวันแล้วก็ยังไม่ปลดผ่านไปอีกเจ็ดวันก็ยังไม่ปลด ทำให้รู้สึกว่านานเกินไปเพราะเงินเราก็ต้องนำไปหมุนค้าขาย
"สิ่งที่เกิดขึ้นก็สร้างผลกระทบให้กับทางร้านจากที่จะซื้อทุเรียนเข้าร้านได้ในยอดจำนวน 500,000 ก็ซื้อได้แค่ 300,000 ทำให้ซื้อของมาขายได้น้อยลง รายได้ก็ลดลงไม่เพียงพอต่อรายจ่ายทั้งพนักงานในร้านและค่าใช้จ่ายอื่น ๆ" น.ส.วิภารัตน์ ระบุ
น.ส.วิภารัตน์ บอกว่า ตอนนี้ก็โล่งใจและดีใจที่ได้เงินคืนแต่ก็รู้สึกไม่สบายใจ ต่อไปก็คงจะลำบากขึ้น ซึ่งวันนี้ก็จะไปถอนเงินสดออกมาทั้งหมด เวลาจะสั่งซื้อของก็ต้องไปที่ธนาคารเพื่อโอนเงิน ทุกอย่างคงไม่ผ่านแอปฯอีกแล้ว คงต้องยอมรับในเรื่องความเสี่ยงที่จะเดินทางไปธนาคารเสียเวลาในการต่อคิวเพื่อทำธุรกรรมทางการเงินในธนาคาร เพราะเป็นวิธีเดียวที่ทำแล้วจะสบายใจ
น.ส.วิภารัตน์ ระบุว่า ในส่วนการสแกนจ่ายเงินที่หน้าร้านก็กำลังปรึกษากันในร้านอยู่ว่าจะยกเลิกหรือไม่ เพราะถ้าไม่รับสแกนจ่ายเงินหน้าร้านก็จะทำให้เกิดผลกระทบตามมา เพราะลูกค้าที่มาซื้อทุเรียนมีมากถึง 80% ที่ใช้วิธีการสแกนจ่ายผ่านแอปฯธนาคาร ถ้าไม่รับโอนก็อาจจะทำให้เสียลูกค้าไปเพราะลูกค้าบางคน ก็ไม่พกเงินสดติดตัว
"อยากจะฝากถึงทางเจ้าหน้าที่อยากให้มีการแจ้งล่วงหน้าก่อนทำการอายัด เพื่อไม่ให้เกิดความตกใจเหมือนตนเอง เพราะมารู้เองไม่ได้มีใครหรือเจ้าหน้าที่โทรมาบอกหากมีเจ้าหน้าที่โทรมาสักหน่อย หรือเปิดช่องทางให้สามารถชี้แจงได้ว่ามีส่วนเกี่ยวข้องให้นำเอกสารหลักฐานต่างๆมายื่นตรวจสอบกับทางเจ้าหน้าที่เพื่อแสดงความบริสุทธิ์ไม่ใช่ว่าพอเจ้าหน้าที่บอกว่าเชื่อมโยงกับบัญชีมาก็จะอายัดทันทีมันก็จะเกิดผลกระทบและเกิดความตระหนกตกใจ" น.ส.วิภารัตน์ กล่าว
ข่าวเวิร์คพอยท์23




