"ศิธา" ชี้บาร์โคดระบุตัวตนบนบัตรเลือกตั้ง คือความเสี่ยงทางกฎหมาย

ข่าวเวิร์คพอยท์
"ศิธา" ชี้บาร์โคดระบุตัวตนบนบัตรเลือกตั้ง คือความเสี่ยงทางกฎหมาย

ย้อนรอยโมฆะปี 49! "ศิธา" ชี้บาร์โคดระบุตัวตนบนบัตรเลือกตั้ง คือความเสี่ยงทางกฎหมาย

(13 ก.พ. 69) น.ต.ศิธา ทิวารี อดีตสมาชิกพรรคไทยสร้างไทย โพสต์ข้อความระบุว่า ถ้าบาร์โคดบนบัตรเลือกตั้ง เป็นไปตามที่ กกต.ชี้แจง แสดงว่ากกต. รับรู้รับทราบ ในการจัดทำบาร์โคดลงบนบัตรเลือกตั้ง แต่ละใบแบบนี้ เหตุผลที่ กกต.ชี้แจงคือ การทำบาร์โคดที่บัตรเลือกตั้งทุกใบ เป็นมาตรการรักษาความปลอดภัย ทำให้สามารถรู้ล็อตในการจัดพิมพ์ เป็นข้อมูลที่ไปที่มาว่า พิมพ์เมื่อไหร่ อย่างไร แจกจ่ายไปเขตไหน โดยยืนยันว่า เป็นมาตรการในการควบคุมบัตรเลือกตั้งของ กกต.

อีกนัยหนึ่งแปลว่า กกต. ยอมรับว่าวัตถุประสงค์ในการจัดทำบาร์โคดนี้ มีไว้เพื่อให้มีการสแกนบาร์โคดอ่านข้อมูลเพื่อการตรวจสอบย้อนกลับในภายหลังได้ รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 มาตรา 85 กำหนดไว้ว่า ให้การเลือกตั้ง สส.เป็น

“การออกเสียงลงคะแนนโดยตรงและลับ” พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. พ.ศ. 2561 มาตรา 96 กำหนดว่า “ห้ามมิให้ผู้ใดจงใจทําเครื่องหมายเพื่อเป็นที่สังเกตโดยวิธีใดไว้ที่บัตรเลือกตั้ง” 

กรณีนี้จึงต้องดูว่า บาร์โคดของหน่วยเดียวกันหรือเขตเดียวกัน เป็นบาร์โคดเดียวกันทั้งหมดหรือไม่ และการตรวจสอบย้อนหลัง สามารถลงลึกสุดได้แค่ระดับหน่วยเลือกตั้งเดียวกัน โดยไม่สามารถเชื่อมโยงให้ทราบ ถึงรายละเอียดตัวบุคคล ที่เป็นผู้ลงคะแนนในบัตรนั้นใช่หรือไม่?

ถ้าใช่ บาร์โคดนี้อาจตีความได้ว่าไม่ละเมิดรัฐธรรมนูญ เพราะไม่สามารถตรวจสอบย้อนกลับ เพื่อระบุคนที่กาบัตรลงคะแนนใบนั้นๆ ได้ แต่หากตรวจพบว่าบัตรแต่ละใบ บาร์โคดมีลักษณะเฉพาะของมันเอง (Unique Running Number) โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากสแกนบาร์โคดแล้ว หมายเลขบัตรลงคะแนน เชื่อมโยงกับหมายเลขบนต้นขั้ว ที่มีการลงชื่อผู้ลงคะแนนอยู่ด้วย ถ้าเป็นแบบนี้อาจเป็นปัญหาต่อข้อกำหนดตามรัฐธรรมนูญได้

เทียบกับบรรทัดฐานเดิม ตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ให้การเลือกตั้ง 2เมษายน 2549 เป็นโมฆะ จากการที่มีหน่วยเลือกตั้ง หันหน้า หันหลังผิดทาง โดยเหตุผลหลักคือ:

“การจัดคูหาบางแห่ง ไม่สามารถรักษาความลับของผู้ลงคะแนนได้ จึงไม่เป็นไปตามหลักการลงคะแนนโดยตรงและลับตามรัฐธรรมนูญ”

โดยศาลไม่ได้พิจารณาว่า

“มีผู้ใดรู้การลงคะแนนลับนั้นหรือไม่” แต่บรรทัดฐานที่พิจารณาคือ “โครงสร้างระบบ เปิดโอกาสให้ความลับถูกละเมิดได้หรือไม่”

สาระสำคัญคือ: ระบบต้องไม่เปิดช่องให้ตรวจสอบย้อนกลับ ไประบุตัวผู้ลงคะแนนได้ เทียบกับระบบในปัจจุบัน คือระบบที่ใช้คำว่า zero Knowledge, Zero Knowledge Proof, zero Knowledge Encryption คือต้องไม่มีความรู้ใดในโลก ที่จะสามารถใช้เพื่อ ตรวจสอบย้อนกลับไปถึงต้นทางได้

ในการเลือกตั้งครั้งนี้ หากพบว่าบาร์โคดของบัตรเลือกตั้งเป็น Unique Runing Number ที่ตรงกับต้นขั้นที่มีรายชื่อผู้ลงคะแนน แสดงว่าไม่มีบัตรเลือกตั้งแม้แต่ 1ใบ ที่เป็น Zero Knowledge หมายความว่า บัตรทุกใบสามารถสแกนบาร์โคด ตรวจสอบย้อนหลังได้จนถึงต้นขั้วที่มีรายชื่อ ว่าใครเป็นผู้ลงคะแนน งานช้างเข้าเต็มๆ ตัวใหญ่ขนาดนี้ จะมุดออกรูไหน ยังนึกไม่ออกเลย

ข่าวที่เกี่ยวข้อง