เรืองไกร ยื่น ป.ป.ช. สอบบัญชีทรัพย์สิน ไอซ์ รักชนก

ข่าวเวิร์คพอยท์
เรืองไกร ยื่น ป.ป.ช. สอบบัญชีทรัพย์สิน ไอซ์ รักชนก

เรืองไกร ยื่น ป.ป.ช. สอบบัญชีทรัพย์สิน ไอซ์ รักชนก ชี้ 7 จุดต้องสงสัย

(21มิ.ย.69) นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ อดีตสมาชิกพรรคพลังประชารัฐ และอดีตสมาชิกวุฒิสภา ด้วยการสรรหาสว. เปิดเผยว่า วันนี้ได้ส่งหนังสือทางไปรษณีย์ EMS เพื่อขอให้ ป.ป.ช. ตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของนางสาวรักชนก ศรีนอก สส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชนว่า มีการยื่นบัญชีด้วยข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบ และมีพฤติการณ์อันควรเชื่อได้ว่ามีเจตนาไม่แสดงที่มาแห่งทรัพย์สินหรือหนี้สินนั้น อันอาจจะเข้าข่ายฝ่าฝืนพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 114 วรรคหนึ่ง หรือไม่

สำหรับคำร้องได้สรุปเป็นข้อ ๆ ดังนี้ 

ข้อ 1. เว็บไซต์ ป.ป.ช. เปิดเผยบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของนางสาวรักชนก ศรีนอก กรณีพ้นจากตำแหน่ง สส. วันที่ 12 ธ.ค. 2568 ซึ่งแจ้งทรัพย์สินไว้ 6 รายการ รวมมูลค่า 7,160,773.46 บาท แจ้งหนี้สินไว้ 2 รายการ รวมมูลค่า 2,788,279.77 บาท แจ้งรายได้ 1 รายการ คือ เงินเดือน สส. 1,200,000 บาท แจ้งรายจ่าย 5 รายการ รวม 697,380 บาท และแจ้งเงินได้พึงประเมินตามประมวลรัษฎากร 340,680 บาท 

ข้อ 2. ก่อนหน้านี้ เว็บไซต์ ป.ป.ช. เปิดเผยบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของนางสาวรักชนก ศรีนอก กรณีเข้ารับตำแหน่ง สส. วันที่ 4 ก.ค. 2566 ซึ่งแจ้งทรัพย์สินไว้ 6 รายการ รวมมูลค่า 5,840,477.67 บาท แจ้งหนี้สินไว้ 2 รายการ รวมมูลค่า 1,814,816.54 บาท แจ้งรายได้ 2 รายการ คือ เงินเดือน สส. 1,362,720 บาท กับเบี้ยประชุม 153,600 บาท แจ้งรายจ่าย 5 รายการ รวม 787,380 บาท และแจ้งเงินได้พึงประเมินตามประมวลรัษฎากร 180,000 บาท

ข้อ 3. จากการตรวจสอบถึงความเปลี่ยนแปลงของทรัพย์สินและหนี้สินตามความใน พรป. ป.ป.ช. มาตรา 110 ประกอบกับรายได้และรายจ่าย และการเสียภาษีเงินได้ ตามความในมาตรา 116 พบข้ออันควรสงสัยจากบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของนางสาวรักชนก ศรีนอก กรณีพ้นจากตำแหน่ง สส. วันที่ 12 ธ.ค. 2568 ดังนี้ รายได้เงินเดือน สส. 1,200,000 บาท ต่ำกว่าที่เคยแจ้งไว้ที่ 1,320,720 บาท ส่วนรายได้เบี้ยประชุมไม่แจ้ง ทั้งที่เคยแจ้งไว้ครั้งก่อนเป็นเงิน 153,600 บาท

นอกจากนี้ รายจ่ายเงินบริจาคพรรคประชาชน 36,000 บาท ขัดแย้งกับรายการเงินบริจาคตามหนังสือที่ ปชน.หญ. 08.0010/2568 ลงวันที่ 9 ตุลาคม 2568 ระหว่างวันที่ 1 – 30 กันยายน 2568 ที่แจ้งต่อ กกต.ว่า ลำดับที่ 15 น.ส.รักชนก ศรีนอก บริจาคเงินให้พรรคประชาชน 2 รายการ คือ วันที่ 29 กันยายน 2568 จำนวน 200,000 บาท และวันที่ 30 กันยายน 2568 จำนวน 3,000 บาท

รายละเอียดประกอบทรัพย์สินอื่น รวม 967 รายการ มูลค่า 355,048 บาท  เพิ่มขึ้น 234 รายการ จำนวนเงิน 85,484 บาท (จากรายละเอียดประกอบทรัพย์สินอื่นที่แจ้งไว้เมื่อ 4 ก.ค. 66 รวม 733 รายการ มูลค่า 269,564 บาท) ซึ่งทรัพย์สินที่เพิ่มจำนวน 85,484 บาทนั้น ในรายจ่ายไม่มีระบุไว้

ส่วนรายละเอียดประกอบรายการเงินกู้จากธนาคารและสถาบันการเงินอื่น รวม 2 รายการ มูลค่า 1,360,085.53 บาท ประกอบด้วยเงินกู้จากธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) เมื่อวันที่ 29 ต.ค.61 จำนวนเงินกู้ตามสัญญา 4,490,000 บาท แสดงยอดหนี้คงเหลือ 1,214,015.53 บาท และเงินกู้จากบริษัท เงินให้ใจ จำกัด ไม่ระบุวัน/เดือน/ปี ที่ทำสัญญา และจำนวนเงินกู้ตามสัญญา แสดงยอดหนี้คงเหลือ 146,070 บาท  

รายละเอียดประกอบรายการหนี้สินอื่นที่มีหลักฐานเป็นหนังสือ รวม 2 รายการ มูลค่า 1,428,194.24 บาท ประกอบด้วยเงินกู้ยืม เมื่อวันที่ 8 ต.ค.68 จำนวนเงินกู้ตามสัญญา 1,000,000 บาท แสดงยอดหนี้คงเหลือ 1,009,178.08 บาท และเงินกู้ยืม เมื่อวันที่ 7 ก.พ.68 จำนวนเงินกู้ตามสัญญา 402,000 บาท แสดงยอดหนี้คงเหลือ 419,016.16 บาท

รายละเอียดของเอกสารประกอบ ไม่ระบุ จำนวนแผ่นของแต่ละรายการแต่มีการลงลายมือชื่อของผู้ยื่นบัญชีไว้  

ข้อ 4. จากการเปรียบเทียบรายการทรัพย์สิน หนี้สิน รายได้ รายจ่าย เงินได้พึงประเมิน รายละเอียดของเอกสารประกอบดังกล่าว จึงมีเหตุอันควรสงสัยที่จะขอให้ ป.ป.ช.ตรวจสอบว่า การยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน กรณีพ้นจากตำแหน่ง สส. วันที่ 12 ธ.ค. 2568 เข้าข่ายเป็นการยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินและเอกสารประกอบด้วยข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบ และมีพฤติการณ์อันควรเชื่อได้ว่ามีเจตนาไม่แสดงที่มาแห่งทรัพย์สินหรือหนี้สิน หรือไม่ ดังนี้

  • รายได้เงินเดือน สส. 1,200,000 บาท เข้าข่ายแจ้งด้วยความเท็จ หรือไม่
  • รายได้เบี้ยประชุม ที่ไม่แจ้ง ทั้งที่เป็นกรรมาธิการในปี 2568 เข้าข่ายปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบ หรือไม่
  • รายจ่ายเงินบริจาคพรรคประชาชนเดือนกันยายน 2568 จำนวน 200,000 บาท ที่ไม่แจ้ง เข้าข่ายปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบ หรือไม่
  • รายละเอียดประกอบทรัพย์สิน ที่เพิ่มขึ้น 234 รายการ จำนวนเงิน 85,484 บาท ที่ไม่มีระบุไว้ในรายจ่าย เข้าข่ายมีพฤติการณ์อันควรเชื่อได้ว่ามีเจตนาไม่แสดงที่มาแห่งทรัพย์สินอื่น หรือไม่
  • รายละเอียดประกอบรายการเงินกู้จากบริษัท เงินให้ใจ จำกัด ที่ไม่ระบุวัน/เดือน/ปี ที่ทำสัญญา และจำนวนเงินกู้ตามสัญญา แสดงยอดหนี้คงเหลือ 146,070 บาท เข้าข่ายมีพฤติการณ์อันควรเชื่อได้ว่ามีเจตนาไม่แสดงที่มาแห่งหนี้สิน หรือไม่
  • รายละเอียดประกอบรายการหนี้สินอื่นที่มีหลักฐานเป็นหนังสือ รวม 2 รายการ มูลค่า 1,428,194.24 บาท ที่แจ้งยอดคงเหลือสูงกว่าหนี้ตามสัญญานั้น ยอดหนี้ที่เพิ่มขึ้นจากสัญญา มีสาเหตุจากอะไร ผิดปกติ หรือไม่
  • รายละเอียดของเอกสารประกอบ ที่ไม่ระบุ จำนวนแผ่นของแต่ละรายการ แต่มีการลงลายมือชื่อของผู้ยื่นบัญชีไว้ เข้าข่ายเป็นการไม่แจ้งรายละเอียดของเอกสารประกอบบัญชีทรัพย์สิน และหนี้สินที่ยื่นให้ครบถ้วนอันเป็นการฝ่าฝืน มาตรา 105 หรือไม่

       ข้อ 5.ขอให้ ป.ป.ช. ทำการตรวจสอบคำร้องนี้ ตามแนวทางปฏิบัติที่ ป.ป.ช. ในฐานะเป็นผู้ร้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เช่น คดีหมายเลขแดงที่ อม.46/2568 ที่พิพากษาไว้ส่วนหนึ่ง ดังนี้

“พิพากษาว่า พ.ต.ท. ว. ผู้ถูกกล่าวหาจงใจไม่ยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินและเอกสารประกอบต่อผู้ร้อง และมีพฤติการณ์อันควรเชื่อได้ว่ามีเจตนาไม่แสดงที่มาแห่งทรัพย์สินและหนี้สิน กรณีพ้นจากตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้งตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 114 วรรคสอง (1) ให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของผู้ถูกกล่าวหาตลอดไปตามมาตรา 81 ประกอบมาตรา 114 วรรคสาม ...”

นายเรืองไกร กล่าวทิ้งท้ายว่า การตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินไม่ใช่มีเฉพาะแต่กรณีของนางสาวรักชนก ศรีนอก (ซึ่งเป็น สส. ที่ทำหน้าที่มีผลงานต่อสาธารณะหลายประการ เป็นที่สนใจของสังคม) เท่านั้น แต่มี สส. ที่พ้นจากตำแหน่งที่ ป.ป.ช. เปิดเผยบัญชีแล้วประมาณ 400 ราย (ยังเหลืออีกประมาณ 100 ราย ที่ ป.ป.ช. ยังไม่เปิดเผยบัญชี) รวมทั้งบัญชีทรัพย์สินของรัฐมนตรีแต่ละชุดด้วย ซึ่งแต่ละรายเมื่อเปรียบเทียบบัญชีแล้วมีข้อสังเกตที่ควรตรวจสอบแทบทั้งนั้น ซึ่งจะต้องใช้เวลาตรวจสอบแต่ละคนเพื่อส่งให้ ป.ป.ช. ดำเนินการต่อไป บางรายยื่น ป.ป.ช. ไปแล้ว แต่ไม่ได้แจ้งให้ทราบ ส่วนจะมีใครที่ถูกร้องไปแล้วบ้าง ก็คงต้องรอดูว่า ป.ป.ช. มีการขอให้ผู้ถูกร้องชี้แจงตามคำร้องแล้ว หรือไม่ 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง