ปชน.เปิดตัว “ณัฐยา” ชูธงปฏิรูป พม. ไม่ต้อง “แบก” อย่างโดดเดี่ยว

พรรคประชาชนเปิดตัว “ณัฐยา บุญภักดี” สส.บัญชีรายชื่อ เป็น 1 ในทีมบริหารรัฐบาลประชาชน ชูธงปฏิรูปการทำงานกระทรวง พม. ให้ไม่ต้อง “แบก” อย่างโดดเดี่ยว สะท้อนปัญหาการแยกกันทำงานของหน่วยงานราชการ ทำให้ 1 ในกฎหมายของไทยที่ถือว่าทันสมัยยที่สุดในโลกฉบับหนึ่ง กลับไม่สามารถนำไปบังคับใช้ได้จริงอย่างเต็มประสิทธิภาพ - พร้อมเล็งดึงภาคประชาชนเป็นหุ้นส่วนรัฐ เสริมความเข้มแข็ง
(8 ม.ค. 69) พรรคประชาชนทยอยเปิดตัวบุคคลที่จะเป็นทีมบริหารภายใต้แคมเปญ The Professional โดยก่อนหน้านี้เปิดตัวไปแล้ว 3 คน ที่จะมาดูแลงาน 3 ด้าน คือ ยุติธรรม, การต่างประเทศ, และการศึกษา ในวันนี้เป็นการเปิดตัวทีมบริหารคนที่ 4 ที่จะเข้าไปดูแลงานด้านคุณภาพชีวิตและสวัสดิการรัฐ ซึ่งคราวนี้เป็น 1 ในผู้สมัคร สส.ของพรรคเอง คือ ณัฐยา บุญภักดี ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน อดีตผู้บริหารระดับสูง สสส. และผู้ทำงานด้านเด็ก เยาวชน ครอบครัว และสิทธิสตรีมากว่า 30 ปี
.
ระบุว่า กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) เป็นกระทรวงที่ต้องดูแลประชาชนตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดาจนถึงวาระสุดท้ายของชีวิต แต่กลับถูกมองข้าม ได้รับงบประมาณจำกัด และต้องทำงานท่ามกลางโครงสร้างราชการแบบแยกส่วน ทำให้ไม่สามารถตอบโจทย์ “ความมั่นคงของมนุษย์” ได้อย่างแท้จริง
.
ณัฐยาชี้ว่า ปัญหาสังคมไทยมีความซับซ้อนเกินกว่าที่รัฐจะรับมือเพียงลำพัง โดยเฉพาะในยุคสังคมสูงวัยระดับสุดยอด เด็กเกิดน้อย และความเหลื่อมล้ำเชิงโอกาสที่ยังฝังรากลึก ทางออกจึงไม่ใช่การเพิ่มภาระงบประมาณ แต่ต้องปรับโครงสร้างการบริหารใหม่ เปิดพื้นที่ให้ภาคประชาชนเข้ามาเป็น “ภาคส่วนที่ 3” ร่วมทำงานกับรัฐและเอกชน พร้อมจัดสรรงบประมาณในรูปแบบใหม่ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด
.
หนึ่งในนโยบายเร่งด่วนที่ณัฐยาระบุว่า หากได้ร่วมบริหารประเทศจะผลักดันทันที คือ “เงินอุดหนุนเด็กเล็กถ้วนหน้า” โดยชี้ว่า ในขณะที่ผู้สูงอายุและผู้พิการได้รับสวัสดิการแบบถ้วนหน้า เด็กเล็กกลับยังต้องผ่านการคัดกรองความจน ทั้งที่เป็นกลุ่มเปราะบางที่สุด และมีจำนวนไม่ถึง 4 ล้านคนจากประชากรกว่า 60 ล้านคน พร้อมย้ำว่าการลงทุนในช่วงต้นของชีวิตให้ผลคุ้มค่าสูงสุดต่อการพัฒนาทุนมนุษย์ของประเทศ
.
พร้อมเสนอการสร้าง ‘นิเวศการเรียนรู้’ ที่เชื่อมโยงบ้าน โรงเรียน และชุมชนเข้าด้วยกัน เช่น การมีสนามเด็กเล่นใกล้บ้านในระยะ 5-10 นาที และโครงการ ‘Learn to Earn’ หรือธนาคารหน่วยกิต ที่เปิดโอกาสให้เยาวชนเรียนรู้ทักษะจากผู้ประกอบการจริงในชุมชนและสะสมเป็นคะแนนการศึกษาได้
.
สำหรับการรองรับสังคมสูงวัยระดับสุดยอดที่มาพร้อมภาวะ ‘แก่ก่อนรวย’ ณัฐยาเสนอโมเดล ‘ศูนย์ครอบครัวเข้มแข็ง’ ซึ่งเป็นการรวมตัวของจิตอาสาและบุคลากรท้องถิ่นในชุมชนเพื่อทำงานเชิงรุก โดยทำหน้าที่เยี่ยมบ้าน ดูแลกลุ่มเปราะบาง และเชื่อมโยงผู้คนเข้าสู่สิทธิสวัสดิการ ขณะเดียวกันต้องส่งเสริมให้ผู้สูงอายุมีพื้นที่ ‘ติดสังคม’ แทนการ ‘ติดเตียง’ โดยการใช้ศักยภาพและประสบการณ์ที่มีมาช่วยงานชุมชนในฐานะจิตอาสา รวมถึงการพัฒนาระบบการดูแลแบบประคับประคองในระยะสุดท้ายของชีวิต (Palliative Care) ที่บ้าน เพื่อลดภาระของสถานพยาบาลและสร้างระบบนิเวศที่คนในชุมชนดูแลกันเองแบบเพื่อนบ้าน
.
นอกเหนือจากเรื่องสวัสดิการ ณัฐยายังเน้นย้ำถึงการปฏิรูปมิติเชิงวัฒนธรรมและการขจัดการเลือกปฏิบัติ โดยเฉพาะกลุ่มความหลากหลายทางเพศ (LGBTQ+) และกลุ่มชาติพันธุ์ ผ่านการผลักดันกฎหมายขจัดการเลือกปฏิบัติทุกรูปแบบ เธอชี้ให้เห็นว่าการเลือกปฏิบัติมักถูกตอกย้ำผ่านแบบเรียนและสื่อ ซึ่งทำลายศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ตั้งแต่วัยเด็ก ดังนั้นการรื้อสร้างวัฒนธรรมการยอมรับความหลากหลายจึงต้องทำควบคู่ไปกับกฎหมาย เพื่อให้คนทุกกลุ่มมีภาคภูมิใจในตนเอง พร้อมเปิดพื้นที่ให้เยาวชนมีส่วนร่วมกำหนดนโยบายสาธารณะผ่านช่องทางต่างๆ เช่น Youth Policy Lab หรือการปรับโฉมสมัชชาเด็กและเยาวชนแห่งชาติให้เป็นพื้นที่ตัดสินใจได้จริง
.
ท้ายที่สุด ณัฐยาเชื่อมั่นว่าความมั่นคงของมนุษย์จะเกิดขึ้นได้จริงก็ต่อเมื่อมีการกระจายอำนาจและงบประมาณลงสู่ท้องถิ่นอย่างทั่วถึง รวมถึงการทลายการทำงานแบบแยกส่วน (Silo) ของกระทรวงต่างๆ เธอยังสะท้อนบทเรียนจากการผลักดันกฎหมายสำคัญ เช่น พ.ร.บ.ป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น ที่แม้ออกแบบมาให้หลายหน่วยงานทำงานร่วมกัน แต่ล้มเหลวในทางปฏิบัติ เพราะระบบราชการยังทำงานแบบไซโล ขณะเดียวกันยังต้องเผชิญแรงต้านทางวัฒนธรรม โดยเฉพาะเรื่องเพศศึกษาและสิทธิของผู้หญิงและวัยรุ่น ทำให้กฎหมายที่ถือว่าทันสมัยที่สุดฉบับหนึ่งไม่สามารถบังคับใช้ได้จริง
.
ณัฐยาเน้นย้ำว่าในยามวิกฤต เช่น เหตุการณ์น้ำท่วม พลังจากภาคประชาชนคือตัวแปรสำคัญที่ทำงานได้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพ การเปลี่ยน mindset ของรัฐจากการเป็นผู้สั่งการมาเป็นผู้สนับสนุน และเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนเข้ามาเป็นหุ้นส่วน จะช่วยให้คนไทยสามารถใช้ชีวิตได้อย่างมั่นคงโดยไม่ต้องกังวลว่าอุบัติเหตุหรือเหตุการณ์ไม่คาดคิดจะทำให้ชีวิตต้องพังทลายลง




