หลังรัฐบาลเดินหน้านโยบายดิจิทัลวอลเล็ต โดยจะออก พรบ.เงินกู้ 5 แสนล้านบาท วันนี้นายธนาธร บรรยายว่า หากมีเงิน 5 แสนล้านบาท จะทำอะไรได้บ้าง

AdminNews
หลังรัฐบาลเดินหน้านโยบายดิจิทัลวอลเล็ต โดยจะออก พรบ.เงินกู้ 5 แสนล้านบาท วันนี้นายธนาธร บรรยายว่า หากมีเงิน 5 แสนล้านบาท จะทำอะไรได้บ้าง

'ธนาธร' โชว์วิสัยทัศน์ เปลี่ยนประเทศ 5 ด้าน เปิดบรรยายสาธารณะ หัวข้อ “ประเทศไทยควรได้อะไร หากต้องใช้ 5 แสนล้าน” ชี้เศรษฐกิจไทยไม่ถึงขั้นวิกฤต

หลังรัฐบาลเดินหน้านโยบายดิจิทัลวอลเล็ต โดยจะออก พรบ.เงินกู้ 5 แสนล้านบาท วันนี้นายธนาธร บรรยายว่า หากมีเงิน 5 แสนล้านบาท จะทำอะไรได้บ้าง

17 พ.ย. 66 นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า บรรยายสาธารณะ หัวข้อประเทศไทยควรได้อะไร หากต้องใช้ 5 แสนล้าน โดยระบุว่า หากนำเงิน 5 แสนล้านบาท มาทำนโยบายประเทศ 5 ด้าน คือ ด้านสาธารณสุข ใช้งบประมาณไม่ถึง 5 แสนล้านบาท ในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ ให้สังคมไทยได้ขบคิดว่า ภายใต้งบประมาณที่มีอยู่จำกัด เสนอเป็นทางเลือกอาหารสมองในการแลกเปลี่ยนประเด็นกันในระบอบประชาธิปไตย

ผู้สื่อข่าวสอบถามถึงโครงการดิจิทัลวอลเล็ตที่จะกู้เงิน 5 แสนล้านบาทนั้น นายธนาธร ระบุว่า ประเทศไทยไม่ได้เกิดวิกฤตเศรษฐกิจขนาดนั้น แน่นอนเศรษฐกิจไม่ดี แต่ยังไม่จำเป็นที่จะต้องกู้เงิน 5 แสนล้านบาท ผมคิดว่าไม่เห็นด้วยกับการกู้ครั้งนี้ และมุมมองไม่มีความจำเป็นต้องกู้เงินมาใช้ในโครงการนี้ หากจำได้ในช่วงโควิดที่ผ่านมา รัฐบาลกู้มาแล้ว 1.5 ล้านล้านบาท ทำให้วันนี้หนี้ครัวเรือน หนี้สาธารณะสูงมาก 

อยากให้ทั้งหมดกลับมาที่จุดเดิมที่ตนได้นำเสนอ ปัญหาเศรษฐกิจมันเกิดจากขีดความสามารถในการแข่งขันกับต่างประเทศ เราไม่มีการลงทุนที่เพียงพอ ดังนั้นหากจะทำให้ประเทศไทยแข่งขันได้ในอีก 5-10 ปีข้างหน้า จำเป็นต้องลงทุนเพิ่งขีดความสามารถในการแข่งขัน โดยย้ำว่า ประเทศไทยไม่มีความจำเป็นที่จะต้องกู้ 

นายธนาธร ยืนยันว่าการออกมาบรรยายครั้งนี้เป็นการเสนอแนะความคิดเห็น ไม่ได้ disrupt เสนอให้เป็นทางเลือกกับพรรคเพื่อไทยในฐานะรัฐบาลที่ฟังความเห็นจากพวกเราแล้ว ถ้าพรรคเพื่อไทยสนใจสามารถมานั่งพูดคุย เราพร้อมที่จะนำเสนอข้อมูลนี้ให้เพราะเรามีประสบการณ์ตรงมาแล้ว 

ทั้งนี้ นายธนาธร เลี่ยงที่จะตอบว่า โครงการดิจิทัลวอลเล็ตนั้นคุ้มค่าหรือไม่ ขอให้พรรคเพื่อไทยเป็นผู้ตอบ 

หลังรัฐบาลเดินหน้านโยบายดิจิทัลวอลเล็ต โดยจะออก พรบ.เงินกู้ 5 แสนล้านบาท วันนี้นายธนาธร บรรยายว่า หากมีเงิน 5 แสนล้านบาท จะทำอะไรได้บ้าง

ผู้สื่อข่าวถามว่า รัฐบาลทำโครงการดิจิทัลวอลเล็ตเพราะว่าได้หาเสียงไว้ นายธนาธร ระบุว่า หากพรรคเพื่อไทยบอกประชาชนอย่างตรงไปตรงมา ผมคิดว่า ประชาชนพร้อมเข้าใจ ส่วนผมมีมุมมองคนละมุม มองว่าสถานะทางเศรฐกิจไม่ได้จำเป็นที่ต้องกู้เงิน แต่ทางพรรคเพื่อไทยบอกว่าเศรษฐกิจไทยสาหัสมากแล้ว แล้วการกู้งบประมาณแผ่นดินก็ปกติกู้อยู่แล้ว 

แต่พอมองคนละจุดก็พูดกันลำบาก ผมเสนอว่าถ้ามี 5 แสนล้านจะนำไปใช้ที่ตนเสนอ ส่วนพรรคเพื่อไทยจะเอาไปใช้หรือไม่ คงเป็นสิทธิ์ของพรรคเพื่อไทย แต่ถ้าพูดว่ามีความเป็นไปได้จะนำมาใช้ ก็ยินดี ซึ่งเป็นประโยชน์กับประชาชน

อย่างไรก็ตาม การพัฒนาประเทศไม่สามารถทำเสร็จได้ภายใน 1 ปี ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาระบบขนส่งของประเทศ ระบบสาธารณสุข เพื่อให้สอดคล้องความเป็นจริง ยกตัวอย่างน้ำประปาต้องใช้เวลา 8 ปี ถ้า 3 ปี เป็นไปไม่ได้ เพราะเรามองว่าเป็นวิกฤตเศรษฐกิจที่ต้องอัดเงินขนาดใหญ่ในครั้งเดียว เรามองว่าไม่มีความจำเป็นต้องใช้งบประมาณครั้งเดียว และมีหนทางอื่นในการสร้าง digital tranformation 

ธนาธร ระบุว่าหากดูจากตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศไทย ในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา จะเห็นว่าเศรษฐกิจไทยเติบโตทุกปี แต่โตในอัตราต่ำ โตช้ากว่าเมื่อเทียบกับเพื่อนบ้าน รวมถึงมีปัญหาความเหลื่อมล้ำสูงขึ้นทุกปี หากเราจะต้องใช้เงิน 5 แสนล้านเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ การอัดเม็ดเงินเพื่อกระตุ้นการบริโภค จะไม่สามารถดันเศรษฐกิจให้โตขึ้นได้อย่างยั่งยืน แต่จำเป็นต้องสร้างศักยภาพการแข่งขันของประเทศอย่างเป็นระบบ โดยธนาธรเสนอว่าหากมีเงิน 5 แสนล้าน สิ่งที่ควรจะทำก็คือการกระจายเงินไปลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน 5 ด้าน นอกเหนือจากงบประมาณประจำที่รัฐต้องจ่ายอยู่แล้ว โดย 5 ด้านที่ว่านี้ ได้แก่ การสาธารณสุข การคมนาคม น้ำประปาดื่มได้ การจัดการขยะ และการศึกษา

• สร้างระบบแพทย์ทางไกล หรือเทเลเมดิซีน ทั่วประเทศ 60,900 ล้านบาท

• รถเมล์ไฟฟ้าทุกจังหวัด 88,000 ล้านบาท 

• น้ำประปาดื่มได้ทั่วประเทศ 67,000 ล้านบาท 

• ลงทุนเพิ่มศักยภาพโรงเรียน 121,000 ล้านบาท 

• จัดการขยะอย่างถูกสุขลักษณะทั่วประเทศ 120,000 ล้านบาท 

รวม 456,900 ล้านบาท 

หลังรัฐบาลเดินหน้านโยบายดิจิทัลวอลเล็ต โดยจะออก พรบ.เงินกู้ 5 แสนล้านบาท วันนี้นายธนาธร บรรยายว่า หากมีเงิน 5 แสนล้านบาท จะทำอะไรได้บ้าง

ในด้านการสาธารณสุข ธนาธรเสนอว่าการทำเทเลเมดิซีน หรือการแพทย์ทางไกล (telemedicine) เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง เช่นเบาหวาน ความดันสูง โรคหัวใจ ไม่ต้องรอคิวตรวจที่โรงพยาบาลนานหลายชั่วโมง โดยมีเครื่องตรวจวัดความดัน ค่าน้ำตาลในเลือด สัญญาณชีพต่างๆ ในทุกหมู่บ้าน เก็บขึ้นคลาวด์อย่างเป็นระบบ สามารถพบแพทย์ได้ผ่านหน้าจอ หากอาการป่วยไม่เปลี่ยนแปลงมากนัก เทเลเมดิซีนไม่เพียงทำให้ประชาชนมีความสะดวกสบาย ประหยัดค่าใข้จ่ายและเวลาในการเดินทางไปโรงพยาบาล แต่ยังจะทำให้ไทยมีระบบจัดเก็บข้อมูลสุขภาพของประชาชนที่สามารถใช้คาดการณ์งบประมาณด้านสาธารณสุข และเตรียมบุคลากรการแพทย์ให้เพียงพอกับความต้องการในอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพอีกด้วย ธนาธรระบุว่าคณะก้าวหน้าได้ทำเทเลเมดิซีนสำเร็จใช้งานจริงแล้วที่เทศบาลตำบลหนองแคน โดยประชาชนเข้ารับการตรวจได้ที่เครื่องเทเลเมดิซีนทุกหมู่บ้าน โดยใช้บัตรประชาชนเพียงใบเดียว ซึ่งสิ่งนี้สามารถเกิดได้ทั่วประเทศ มีเครื่องเทเลเมดิซีนทุกหมู่บ้าน โดยใช้งบเพียง 60,900 ล้านบาท

ในด้านคมนาคม ธนาธรเสนอว่าควรมีการจัดทำบริการรถเมล์ไฟฟ้าทุกจังหวัด ซึ่งไม่เพียงตอบโจทย์การลดฝุ่นละออง PM2.5 ลดการใช้พลังงานฟอสซิล ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ลดการใข้พลังงานโดยประชาชนจะใช้รถส่วนตัวน้อยลง ยังเป็นการเพิ่มโอกาสทางการศึกษา การทำงาน การประกอบธุรกิจของประชาชนครั้งใหญ่ ที่สำคัญ ยังเป็นการสร้างระบบอุตสาหกรรมรถเมล์ไฟฟ้า เพราะในอนาคตเทรนด์โลกคือการใช้รถไฟฟ้าอยู่แล้ว รถเมล์ในไทยจะถูกทยอยเปลี่ยนเป็นรถไฟฟ้าทั้งหมด หากเราไม่พัฒนาอุตสาหกรรมไว้รองรับ สุดท้ายก็จะต้องซื้อจากจีน แทนที่จะสร้างงานและอุตสาหกรรมให้กับคนไทย โดยการทำรถเมล์ไฟฟ้าทุกจังหวัด จะใช้งบประมาณ 88,000 ล้านบาท 

ในด้านการทำประปา ธนาธรยืนยันว่าประเทศที่เจริญแล้วล้วนมีน้ำประปาที่ดื่มได้ เพื่อลดรายจ่ายของประชาชน โดยจากข้อมูลของ Rocket Media Lab คนไทยต้องทำงานถึง 27 นาทีเพื่อซื้อน้ำกิน 1 วัน แต่คนฝรั่งเศสใช้เวลาเพียง 9 นาทีเท่านั้นในการทำงานเพื่อให้ได้เงินมาซื้อน้ำกิน 1 วัน น้ำประปาอาจสามารถสามารถทำให้ดื่มได้ใน 99 วัน และยังมีการพัฒนาต่อยอดติดตั้งสมาร์ทมิเตอร์ เพื่อตรวจวัดคุณภาพน้ำ และออกบิลค่าน้ำอัตโนมัติ ไม่ต้องใช้คนเดินจดมิเตอร์ สิ่งนี้สามารถเกิดได้ทั่วประเทศ โดยใช้งบ 67,000 ล้านบาท ทำให้คนไทยสามารถเข้าถึงน้ำประปาสะอาดระดับดื่มได้ทั่วประเทศ และยังก่อเกิดอุตสาหกรรมชิปและสมาร์ทมิเตอร์อีกด้วย 

ในด้านการจัดการขยะ ธนาธรกล่าวว่า การจัดการขยะเป็นสิ่งที่เราลงทุนน้อยเกินไปมาก เมื่อเทียบกับการจัดการเมืองด้านอื่น ทำให้ขยะกลายเป็นปัญหาใหญ่ในทุกพื้นที่ทั่วประเทศ ในเทศบาลตำบลหนองพอก ร้อยเอ็ด คณะก้าวหน้าได้ทำให้เห็นแล้วว่า หากท้องถิ่นจริงจังในการแยกขยะเปียกจากขยะแห้งและขยะรีไซเคิล จะสามารถลดปริมาณขยะได้ทันทีอย่างน้อย 50% และสามารถฝังกลบหรือเผาขยะ และขายขยะต่อได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะฉะนั้น ธนาธรเสนอให้ใช้งบประมาณ 120,000 ล้าน เพื่อลงทุนซื้อรถขยะที่มีประสิทธิภาพ สร้างบ่อขยะและโรงเผาขยะที่สะอาดปลอดภัยได้มาตรฐานสากล ไม่ปล่อยมลภาวะหรือสารพิษปนเปื้อน โดยการลงทุนขนาดใหญ่หลักแสนล้าน จะสามารถสร้างบ่อขยะและโรงขยะที่ดีเทียบเท่าญี่ปุ่นหรือเดนมาร์ก ที่มีระบบการจัดการขยะดีที่สุดในโลก และคณะก้าวหน้าได้เคยไปดูงานมาแล้ว โดยการสร้างโรงขยะจะต้องไม่เป็นเครื่องมือแสวงหาผลประโยชน์ของนายทุนหรือนักการเมือง แต่ต้องดึงต่างชาติอย่างญี่ปุ่นหรือกลุ่มประเทศสแกนดิเนเวียมาร่วมทุนในการสร้าง และไทยเรียนรู้เทคโนโลยีจากประเทศเหล่านี้ เพื่อนำมาต่อยอดสร้างโรงขยะที่ปลอดภัยเองในอนาคต 

ด้านสุดท้ายคือด้านการศึกษา ธนาธรยืนยันว่าการลงทุนในการศึกษาเป็นสิ่งที่จำเป็นและคุ้มค่าอย่างสูงสุด เพราะในยุคเทคโนโลยีดิสรัปต์ คนรุ่นใหม่จำเป็นต้องเรียนทักษะของอนาคต เท่าทันเทคโนโลยี เพื่อให้รอดจากภาวะ AI และระบบ automation เข้ามาแทนที่มนุษย์ ที่ผ่านมาเราให้ความสำคัญกับอาชีวะศึกษาน้อยเกินไป เพราะมัวแต่คิดว่าเด็กอาชีวะต้องตีกัน ทั้งที่ในประเทศพัฒนาแล้ว ทักษะและวิชาชีพช่าง เป็นสิ่งที่มีเกียรติมีศักดิ์ศรีอย่างสูงและได้รับการสนับสนุนอย่างมากโดยรัฐ เราสามารถเพิ่มการลงทุนในโรงเรียนและอาชีวะศึกษาได้ โดยอัดฉีดเม็ดเงินเพื่อปรับปรุงอาคารสถานที่ อุปกรณ์การเรียนการสอนที่ทันสมัย ให้กับโรงเรียน แห่งละ 500,000 - 3 ล้านบาท ตามขนาดของโรงเรียน และสถานศึกษาระดับอาชีวะ แห่งละ 20 ล้านบาททุกแห่งทั่วประเทศ รวม 121,000 ล้านบาท

ทั้งหมดนี้รัฐสามารถเลือกได้ว่ารัฐจะทำเอง หรือให้เอกชนเข้ามาทำ ทำให้งบประมาณ 456,000 ล้านบาทในการยกระดับประเทศ 5 ด้าน อาจน้อยกว่านี้ เพราะตัวเลข 456,000 ล้าน หมายถึงรัฐลงทุนทำเอง 100% แต่รัฐสามารถใช้บริการเอกชน ดึงเอกชนมาร่วมลงทุน ก็จะลดค่าใข้จ่ายของรัฐลงไป แต่ธนาธรยืนยันว่าในการลงทุนร่วมกับเอกชน จะต้องไม่เป็นช่องทางให้เอกชนเข้ามาแสวงหาสัมปทาน เอากำไรเกินควรบนผลประโยชน์ของประชาชนทั้งประเทศ แต่รัฐต้องตัดสินใจบนพื้นฐานของการจัดงบประมาณที่สมเหตุผล และได้คุณภาพบริการสาธารณะที่ดีสำหรับประชาชน

ธนาธรกล่าวปิดท้ายว่า ประเทศไทยวันนี้ไม่มีวันก้าวไปข้างหน้าเป็นประเทศที่เจริญได้โดยปราศจากเทคโนโลยี การใช้งบประมาณที่คุ้มค่าสูงสุด จึงเป็นการเอาปัญหาของประชาชนมาแปรเป็นโจทย์ที่รัฐต้องแก้ เป็นความต้องการที่จะสร้างอุตสาหกรรมใหม่ สร้างงานที่มีคุณภาพ และสร้างเทคโนโลยีที่เราเป็นเจ้าของเอง ซึ่งการทำประปาดื่มได้ ทำรถเมล์อีวี ทำโรงขยะที่มีมาตรฐาน ล้วนแล้วแต่จะนำไปสู่การพัฒนาเทคโนโลยีที่เป็นของประเทศไทย

ธนาธรสรุปว่า การใช้เงินเกือบ 5 แสนล้านพัฒนาประเทศ 5 ด้านนี้ หากไม่ใช้เงินกู้ 5 แสนล้าน แต่ใช้งบประมาณแผ่นดินปกติ ทยอยทำ 8 ปี ก็จะตกปีละ 60,000 ล้าน ซึ่งตนเชื่อว่าสามารถหาได้โดยไม่จำเป็นต้องกู้เพิ่ม เพราะแต่ละโครงการต้องค่อยๆ ทยอยทำอยู่แล้ว ไม่สามารถเกิดขึ้นทีเดียวภายใน 2-3 ปีได้ และถึงแม้ 5 แสนล้านจะเป็นจำนวนเงินที่มาก แต่ตนถือว่าคุ้มค่าอย่างยิ่งหากนำมาใช้ยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนทั้งประเทศ และยกระดับอุตสาหกรรมของประเทศไทย เดินหน้าสู่การเป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจก้าวหน้าและมีรายได้สูง ไม่ใช่ประเทศกำลังพัฒนาอีกต่อไป

ชมคลิปการบรรยายที่นี่

หลังรัฐบาลเดินหน้านโยบายดิจิทัลวอลเล็ต โดยจะออก พรบ.เงินกู้ 5 แสนล้านบาท วันนี้นายธนาธร บรรยายว่า หากมีเงิน 5 แสนล้านบาท จะทำอะไรได้บ้าง

ข่าวที่เกี่ยวข้อง