เปิดสถิติจำนวนทหารเกณฑ์ 10 ปีย้อนหลัง พริษฐ์ แนะ 2 ทางเลือกรัฐบาล "ยกเลิกเกณฑ์ทหาร"

"พริษฐ์" ร่ายยาว 2 ทางเลือก "ยกเลิกเกณฑ์ทหาร" รอดูท่าทีรัฐบาลเลือกแบบไหน เผยสถิติจำนวนทหารเกณฑ์ 10 ปีย้อนหลัง
(6ก.ย.66) ที่ รัฐสภา นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส. พรรคก้าวไกล กล่าวถึงทางเลือกของรัฐบาลใหม่เกี่ยวกับนโยบายยกเลิกบังคับเกณฑ์ทหารว่า เกณฑ์ทหาร คือการบังคับคนที่ไม่อยากเป็นทหารเข้าไปรับราชการทหาร โดยปัจจุบันประเทศไทยมีกฎหมายที่เปิดช่องให้รัฐสามารถบังคับคนไปเป็นทหารได้ คือ พ.ร.บ. รับราชการทหาร 2497 หากจำนวนคนที่สมัครใจเป็นทหารกองประจำการในแต่ละปีมีจำนวนที่น้อยกว่ายอดกำลังพลหรือจำนวนคนที่กองทัพต้องการให้มาทำหน้าที่ทหารกองประจำการในแต่ละปี
หากเราย้อนไปดูสถิติ 5 - 10 ปีที่ผ่านมา เราจะเห็นว่ายอดกำลังพลที่กองทัพขอในแต่ละปีจะอยู่ที่ประมาณ 90,000 คนโดยเฉลี่ย , จำนวนคนที่สมัครใจเป็นทหารในแต่ละปีจะอยู่ที่ประมาณ 30,000 คนโดยเฉลี่ย ดังนั้นโดยเฉลี่ยในแต่ละปี จะมีคนที่ไม่อยากเป็นทหารที่ถูกบังคับไปเป็นทหารผ่านกระบวนการจับใบดำ - ใบแดง ประมาณปีละ 50,000 - 60,000 คน
นายพริษฐ์ กล่าวต่อไปว่า เชื่อว่าทุกฝ่ายตระหนักว่าการมีอยู่ของการบังคับเกณฑ์ทหารมีราคาที่ต้องจ่าย เพราะการเกณฑ์ทหารไม่เพียงแต่ส่งผลกระทบต่อเสรีภาพในการประกอบอาชีพของปัจเจกบุคคลจนทำให้หลายคนต้องสูญเสียโอกาสความก้าวหน้าทางการงานหรือเวลาที่ได้อยู่กับครอบครัว แต่การบังคับเกณฑ์ทหารยังส่งผลต่อโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศเพราะเป็นการดึงทรัพยากรมนุษย์ออกจากตลาดแรงงานในวันที่ประเทศไทยเผชิญกับสังคมสูงวัยและมีสัดส่วนคนวัยทำงานที่ลดลง
"แม้ฝ่ายที่สนับสนุนการเกณฑ์ทหารมักหยิบยกเหตุผลเรื่องความมั่นคง แต่ผมและพรรคก้าวไกลยืนยันว่าการยกเลิกการบังคับเกณฑ์ทหารสามารถกระทำได้โดยไม่กระทบต่อการรักษาความมั่นคงของประเทศต่อเมื่อ 2 เงื่อนไขต่อไปนี้เป็นจริง" นายพริษฐ์ กล่าว
- กองทัพลดจำนวนพลทหารที่ถูกใช้กับภารกิจที่ไม่จำเป็นต่อการรักษาความมั่นคง เช่น กำจัดยอดผีหรือคนที่ปรากฎชื่อในทะเบียนพลทหาร แต่ไม่ได้ทำหน้าที่เป็นทหาร, ยกเลิกพลทหารรับใช้ประจำบ้านของนายทหาร , ลดงานที่จำเป็นน้อยลงในบริบทของภัยคุกคามยุคใหม่ที่เปลี่ยนรูปแบบไปจากอดีต
- กองทัพยกระดับคุณภาพชีวิตพลทหาร เพื่อนำไปสู่ยอดคนที่สมัครเข้ามาเพิ่มขึ้น เช่น รับประกันรายได้และสวัสดิการที่สอดคล้องกับค่าครองชีพ และ โอนตรง-โอนครบ-ไม่หัก-ไม่ทอน , เพิ่มโอกาสในการเรียนโรงเรียนนายร้อย-นายสิบ และโอกาสในการเลื่อนขั้นสู่นายทหารชั้นสัญญาบัตร, คุ้มครองสิทธิมนุษยชนและความปลอดภัยของพลทหารจากความรุนแรงในค่าย
"เมื่อเป็นเช่นนี้ ยุทธศาสตร์ในการยกเลิกการเกณฑ์ทหาร จึงมี 2 วิธีใหญ่ ๆ ได้แก่ วิธีที่ 1 เลิกแบบต้องลุ้นปีต่อปี หรือ ค่อยลด ๆเ พื่อหวังเลิก โดยไม่แก้กฎหมาย คือการทำเงื่อนไขที่ (1) และเงื่อนไขที่ (2) ควบคู่ไปเรื่อย ๆ เพื่อพยายามลดช่องว่างระหว่างยอดกำลังพลที่กองทัพขอกับยอดจำนวนคนที่สมัครใจเป็นทหาร" นายพริษฐ์ กล่าว
นายพริษฐ์ กล่าวว่า สมมุติกองทัพลดยอดกำลังพลที่ขอจาก 90,000 เหลือ 60,000 และกองทัพยกระดับคุณภาพชีวิตพลทหารจนทำให้ยอดคนสมัครเพิ่มจาก 30,000 เป็น 50,000 จำนวนคนที่ถูกเกณฑ์ไปเป็นทหารก็จะลดจาก 60,000 เป็น 10,000 โดยหากดำเนินการต่อไป ก็อาจทำให้ช่องว่างนั้นลดเหลือศูนย์ในที่สุด และทำให้วันหนึ่งการเกณฑ์ทหารถูกเลิกไปโดยปริยาย เพราะยอดสมัครจะสูงกว่ายอดกำลังพลที่กองทัพขอ
นายพริษฐ์ กล่าวต่อไปว่า วิธีนี้เป็นวิธีที่กองทัพประกาศว่ากำลังดำเนินการอยู่ตามแผนปฏิรูปกองทัพ 2566 - 70 ของสภากลาโหม คำถามที่ตามมาว่ากองทัพจะสามารถลดจำนวนคนที่ถูกเกณฑ์ได้มากน้อยแค่ไหนในระยะสั้น และจะสามารถยกเลิกเกณฑ์ทหารทั้งหมดได้เร็วช้าแค่ไหน จึงขึ้นอยู่กับความสามารถของกองทัพในการขยับ 2 ตัวเลขดังกล่าว
นายพริษฐ์ กล่าวต่อไปอีกว่า วิธีที่ 2 เลิกแบบการันตีไม่มีเกณฑ์ โดยการแก้กฎหมาย คือการแก้ พ.ร.บ. รับราชการทหาร 2497 เพื่อตัดอำนาจกองทัพในการบังคับคนมาเป็นทหารในยามที่ไม่มีสงคราม เพื่อให้กองทัพประกอบไปด้วยกำลังพลที่สมัครใจเข้ามาเท่านั้น วิธีนี้เป็นวิธีที่พรรคก้าวไกลเสนอเพราะ 3 เหตุผล คือ
- เป็นการวางกรอบเวลาและเป้าหมายร่วมกันที่ชัดเจนว่าจะยกเลิกการบังคับเกณฑ์ทหารภายในเมื่อไร โดยจะเลิกทันทีหรือมีเวลาเท่าไรให้กองทัพปรับตัวในช่วงเปลี่ยนผ่าน สามารถกำหนดได้ผ่านบทเฉพาะกาลของกฎหมาย
- เป็นการรับประกันกับเยาวชนว่าเมื่อเลิกแล้ว จะไม่ต้องมาลุ้นปีต่อปีว่าจะถูกบังคับไปเป็นทหารหรือไม่ เพราะหากเป็นวิธีที่ 1 แม้ปีก่อนหน้าจะไม่มีการเกณฑ์ทหารเพราะยอดสมัครใจสูงกว่ายอดที่กองทัพขอ แต่ปีถัดไปก็ไม่ได้อะไรรับประกันว่ายอดที่กองทัพขอจะไม่กลับมาสูงกว่ายอดสมัครใจจนทำให้ต้องมีการบังคับคนไปเป็นทหารอีก
- เป็นการเพิ่มแรงกดดันกองทัพในการยกระดับคุณภาพชีวิตพลทหารอย่างเร่งด่วน เพราะการคงกฎหมายที่เปิดช่องให้กองทัพเกณฑ์ทหารได้หากยอดสมัครไม่พอ อาจทำให้กองทัพไม่มีแรงกดดันเพียงพอในการเอาจริงกับปัญหาเรื่องคุณภาพชีวิตพลทหารในค่ายเท่าที่ควร เพราะกองทัพรู้ว่าหากคุณภาพชีวิตพลทหารไม่ดีจนทำให้ยอดสมัครน้อย เช่น มีปัญหาความรุนแรงในค่าย กองทัพก็สามารถบังคับคนมาเป็นทหารให้เต็มยอดกำลังพลที่ขอได้อยู่เรื่อย ๆ แต่ในทางกลับกัน หากเราแก้กฎหมายเพื่อปิดช่องไม่ให้มีการเกณฑ์ทหาร กองทัพจะถูกเร่งให้ต้องทำทุกวิถีทางเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตพลทหาร มิเช่นนั้นจะไม่มีกำลังพลเพียงพอต่อการปฏิบัติหน้าที่
นายพริษฐ์ กล่าวต่ออีกว่า แม้คำสัมภาษณ์ของสุทิน คลังแสง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ดูสอดคล้องกับวิธีที่ 1 มากกว่าวิธีที่ 2 ที่พรรคก้าวไกลเสนอ ซึ่งทำให้ปีหน้าต้องลุ้นว่าตัวเลขจะบีบลงมาเหลือ 0 ได้หรือไม่ และแม้ปี 2567 สามารถลดลงให้เหลือ 0 นายจริง ๆ แต่ปีต่อ ๆ ไปก็ต้องลุ้นอีก จึงเป็นสิ่งที่ไม่ได้รับประกันให้กับเยาวชนที่ต้องวางแผนการใช้ชีวิต
นายพริษฐ์ กล่าวว่า อย่างไรก็ตาม เราคงต้องรอดูความชัดเจนอีกครั้งหลังการแถลงนโยบายของรัฐบาลต่อรัฐสภาที่จะเกิดขึ้นในเร็ว ๆ นี้ หากรัฐบาลยืนยันวิธีที่ 1 เราก็เพียงแต่หวังว่ารัฐบาลจะให้ความชัดเจนเรื่องตัวเลขและกรอบเวลา ว่าจะตั้งเป้าลดจำนวนคนที่ถูกเกณฑ์ปีละกี่คน และจะตั้งเป้าให้เลิกการเกณฑ์ได้ทั้งหมดภายในปีไหน แต่หากรัฐบาลเลือกวิธีที่ 2 เราก็หวังว่าทางรัฐบาลและพรรคก้าวไกลจะร่วมกันผลักดันการแก้ไขกฎหมายเพื่อยกเลิกการบังคับเกณฑ์ทหารให้ผ่านความเห็นชอบของสภาฯได้โดยเร็ว เนื่องจากร่าง พ.ร.บ. รับราชการทหาร ที่พรรคก้าวไกลยื่นไปที่สภาฯเมื่อ 2 เดือนที่แล้ว ตอนนี้กำลังรอเพียงการรับรองโดยนายกฯเศรษฐา เพื่อให้บรรจุเข้าสู่การพิจารณาในวาระของการประชุมสภาฯ
ผู้สื่อข่าวถามถึงนโยบาย"ยกเลิกเกณฑ์ทหาร"ที่ระบุในเอกสารคำแถลงนโยบายของรัฐบาลที่ถูกเผยแพร่ออกมา นายพริษฐ์ บอกว่า ในเอกสารล่าสุด ซึ่งต้องรอการยืนยันว่าเป็นเอกสารทางการหรือไม่ ตนเห็นมีประโยคสั้น ๆ ว่าเปลี่ยนจากรูปแบบการเกณฑ์เป็นระบบสมัครใจ ซึ่งหากใช้คำศัพท์เช่นนี้อาจจะตีความยากว่าเป็นแบบไหน ในมุมมองของตน หมายถึงการเปลี่ยนตัวระบบ คือการยกเลิกการอนุญาตให้มีการบังคับเกณฑ์ ซึ่งถ้าอ่านข้อความตรงนั้น ดูจะเป็นแบบที่ 2 มากกว่า จึงไม่อยากด่วนสรุปว่าท่าทีรัฐบาลจะเป็นแบบไหน เพียงแต่อยากให้ข้อมูลกับสังคมว่ามีการยกเลิก 2 วิธี และ 2 วิธีนี้มีนัยยะต่างกัน
ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีที่นายกรัฐมนตรีใช้คำว่า พัฒนาร่วมกัน แทนที่คำว่า ปฏิรูปกองทัพ นายพริษฐ์ บอกว่า คำว่าปฏิรูปไม่ได้มีความหมายเชิงลบ หมายถึงการทำให้องค์กรนั้นดีขึ้น ปัจจัยสำคัญในการปฏิรูปองค์กร คือการมีชุดความคิดที่ถูกอัดฉีดเข้าไปจากภายนอกองค์กร ซึ่งในระบอบประชาธิปไตยคือการที่รัฐบาลพลเรือนที่ได้รับความเห็นชอบจากประชาชนผ่านการเลือกตั้ง นำเอาความคิดจากประชาชนเข้าไปอัดฉีดเพื่อยกระดับการทำงานของกองทัพ
นายพริษฐ์ บอกอีกว่า แน่นอนว่าการปฏิรูปเรื่องใดก็ตาม ความร่วมมือของคนในองค์กรมีส่วนสำคัญ แต่ไม่ควรสร้างบรรทัดฐานที่ทำให้คนเกรงกลัวคำว่าปฏิรูป ยิ่งในบริบทที่ผ่านมา ยังมีข้อกฎหมายบางส่วนทำให้กองทัพมีอำนาจเหนือรัฐบาลพลเรือน เช่น พ.ร.บ.จัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม ที่บอกว่าการตัดสินใจหลายอย่าง เกี่ยวกับนโยบายหรืองบประมาณ ไม่ได้อยู่ในมือ รมว.กลาโหม แต่กลับไปอยู่ที่สภากลาโหม ซึ่งประกอบด้วยข้าราชการทหารเป็นหลัก ซึ่งขัดกับหลักการที่รัฐบาลพลเรือนควรอยู่เหนือกองทัพ” พริษฐ์กล่าว




