นายกฯ เตรียมส่งเครื่องบินพาณิชย์ 4 ลำ อพยพคนไทย ขอทุกฝ่ายร่วมมือกัน

สรุปแนวทางภารกิจช่วยคนไทยกลับจากอิสราเอล นายกฯ เตรียมส่งเครื่องบินพาณิชย์ 4 ลำ อพยพคน ชี้ความปลอดภัยต้องมาก่อน ขอทุกฝ่ายร่วมมือกัน
(12ต.ค.66) นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง กล่าวภายหลังการประชุมร่วมกับศูนย์ประสานงานสถานการณ์ฉุกเฉินต่อสถานการณ์ความไม่สงบในอิสราเอล เพื่อเตรียมการอพยพคนไทย ว่า ตนมีความกังวลในเรื่องนี้ เรื่องจากความรุนแรงขยับเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ขณะเดียวกันมีคนไทยที่อยากอพยพจากพื้นที่ความขัดแย้ง ซึ่งมีการแสดงเจตจำนงค์มาแล้วกว่า 6,000 คน แม้วันนี้จะมีคนไทยเดินทางกลับเข้าประเทศไทยแต่เป็นจำนวนน้อย
"สำหรับการเดินไปรับคนไทยโดยเครื่องบินกองทัพอากาศ ซึ่งกองทัพอากาศได้เตรียมเครื่องบิน C130 และแอร์บัส 340 ที่จะเดินทาง วันที่ 14 ต.ค. และจะมีการขนเสบียงไปให้กับคนไทยในอิสราเอลด้วย อีกทั้งจะรับคนไทยกลับมา 140 คน โดยการอพยพถือว่าน้อยมาก" นายเศรษฐา กล่าว
นายเศรษฐา กล่าวอีกว่า ทั้งนี้ที่ประชุมเห็นพ้องต้องกันว่าให้มีการเตรียมเครื่องบินไว้ให้พร้อมตั้งแต่วันนี้ โดยมีสายการบิน นกแอร์ 2 ลำ แอร์เอเชีย 2 ลำ ส่วนการบินไทยให้คำตอบพรุ่งนี้ว่า จะสนับสนุนได้เท่าไร แต่ทั้งนี้การบินออกไปเลยก็ไม่ใช่ เนื่องจากเป็นเที่ยวบินพิเศษต้องผ่านน่านฟ้า 10 ประเทศ ในเวลาปกติใช้เวลาประสานงานเป็นเดือน ในการขอบินผ่านน่านฟ้าได้ แต่กระทรวงการต่างประเทศจะเร่งดำเนินให้ได้ภายใน 2 วัน และเมื่อบินออกไปต้องใช้เวลาเจรจาทันที เร็วสุด 48 ชั่วโมงก่อนจะบินออกได้
นายเศรษฐา กล่าวว่า ตนเองจึงสั่งการไปว่าขอให้มีการเตรียมพร้อมเครื่องบิน 4 ลำนี้ และเพิ่มการบินไทยไว้ โดยขอให้ทุกคนมองเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญสูงสุด ทั้งนี้ทูตไทยประจำอิสราเอลแจ้งมาว่า จะสามารถนำคนไทยออกมาจากจุดเสี่ยงได้วันละ 200 คน ดังนั้นเครื่องบินหนึ่งลำจะสามารถนำคนไทยออกมาได้ และหากลำเลียงออกมาวันละลำ ใช้เวลานานนับเดือน ดังนั้นจึงต้องคิดวิธีทำให้รวดเร็วขึ้น
นายเศรษฐา กล่าวต่อไปอีกว่า ที่สำคัญงานเอกสารที่บางคนทำหล่นหาย ตนเองจึงได้สั่งการให้ทูตมองว่าเรื่องงานเอกสารเป็นเรื่องรอง แต่เน้นเรื่องความปลอดภัยให้ได้สูงสุด ซึ่งนายปานปรีย์ พหิทธานุกร รองนายกรัฐมนตรีและรมว.ต่างประเทศ ได้เสนอแนะว่า หากนำไปยังประเทศที่ 3 ที่อยู่ใกล้และนำคนไทยออกมาก่อน แล้วขนย้ายกลับมาไทย ซึ่งวิธีนี้ถือว่าทำได้ ซึ่งทีมงานกำลังพิจารณากันอยู่ แต่ก็มีเรื่องยากเกี่ยวกับเกี่ยวกับเอกสารเดินทางที่จะเข้าประเทศได้หรือไม่ ซึ่งเป็นเรื่องหนึ่งที่มีความละเอียดอ่อนทางการทูต ซึ่งต้องมีการพิจารณาอย่างรอบคอบ
นายเศรษฐา กล่าวด้วยว่า ซึ่งฝ่ายความมั่นคงและกระทรวงการต่างประเทศ จะมีการส่งเจ้าหน้าที่ไปทำงานเพิ่มเติม และมีเจ้าหน้าที่จากสถานทูตใกล้เคียงพยายามเข้าไปช่วย ดำเนินงานด้านเอกสาร แต่ยืนยันว่างานด้านเอกสารจะไม่เป็นประเด็นขัดขวางการอพยพคนไทยกลับมาประเทศ ทั้งนี้ตนเองยังได้สั่งการในระดับสูงสุดว่าเรื่องการอพยพคนไทยกลับมาประเทศไทยเป็นเรื่องสำคัญที่สุด และทุกหน่วยงานรับทราบ
"ยังมีการพิจารณาการลำเลียงคนไทยในทางบก แต่เจอปัญหาใหญ่เพราะต้องผ่านดินแดนกาซา ซึ่งไม่สามารถผ่านออกไปได้ แต่จะมีการติดตามสถานการณ์ ส่วนทางเรือก็ต้องเดินทางทางรถออกมาก่อน ถือเป็นเรื่องใหญ่และต้องคำนึงถึงตลอดเวลา" นายเศรษฐา กล่าว
นายเศรษฐา ยังวิงวอนหากสายการบินเอกชนพอจะช่วยได้ ให้มาร่วมด้วยช่วยกัน ซึ่งกระทรวงการต่างประเทศพร้อมที่จะประสานการบินผ่านน่านฟ้าในหลายประเทศ เพราะถือว่ายังอยู่ในภาวะสงคราม และสถานการณ์ยังไม่ดีขึ้น ซึ่งรัฐบาลให้ความเป็นห่วงและสำคัญอย่างยิ่งสำหรับเรื่องนี้
ส่วนการประสานเจรจาขอปล่อยตัวประกัน คนไทยนั้น นายเศรษฐา ระบุว่า มีการดำเนินการเจรจาตลอดเวลาและใช้ทุกช่องทางเท่าที่จะเป็นไปได้ ขอให้มั่นใจแต่เนื่องจากเป็นความมั่นคงจึงไม่ขอพูดหรือเผยแพร่อะไร
ทั้งนี้มีสัญญาณที่ดีต่อการเจรจาหรือไม่นั้น นายเศรษฐา ระบุว่า เราต้องมีความหวัง ต้องมีความพยายามต้องกดดันจริง ๆ แล้วเราไม่ได้อยู่ในประเทศที่มีความขัดแย้งและต้องยอมรับว่าเมื่อมาดูจากตารางผู้เสียชีวิตทั้งหมดเป็นเรื่องที่น่าเศร้าใจทั้งที่ประเทศไทยไม่ได้มีความขัดแย้ง แต่มีผู้เสียชีวิตที่สูงสุด กว่า 20 คนแล้ว
"เชื่อว่าหลายประเทศก็ให้ความเห็นใจ เพราะฉะนั้นการที่เราจะได้รับการผ่านน่านฟ้า ตนจึงขอวิงวอนและอ้อนวอนว่าเราทำเต็มที่และพยายามให้เสร็จโดยเร็ว" นายเศรษฐา กล่าว
ส่วนข้อติดขัดของการบินไทยเหตุใดยังไม่มีข้อสรุปว่าจะช่วยลำเลียงคนไทยได้กี่ลำนั้น นายเศรษฐา กล่าวว่า ก็น่าเห็นใจการบินไทย เนื่องจากไม่มีเครื่องบินที่บินตรงไปเทลอาวีฟ เป็นเรื่องงานเอกสารมากกว่า หรือตั๋วเครื่องบินถูกประกันไว้หรือไม่ จึงขอเอาใจช่วยในเรื่องการบินไปประเทศใกล้เคียงแทนแล้วให้สายการบินอื่นบินรับออกมาส่งได้ซึ่งมีหลายช่องทาง
"เชื่อว่าการบินไทยเองมีความตระหนักดี ถึงความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนทุกคน เมื่อสักครู่ได้มีการสั่งการทางอ้อมไปแล้วเพราะสั่งตรงไม่ได้ว่าให้คำนึงเรื่องนี้เป็นพิเศษ และทุกฝ่ายทำงานอย่างเต็มที่และอิดโรยกันพอสมควร แต่เรื่องนี้เป็นเรื่องแรงบันดาลใจว่าคนติดอยู่ที่อิสราเอลกว่า 5000 คน และยังมีคนต้องการความช่วยเหลืออีก เชื่อว่าคณะทำงานและกระทรวงการต่างประเทศทำงานอย่างเต็มที่" นายเศรษฐา กล่าว
นายเศรษฐา ระบุอีกว่า หน้าที่หลักคือการพาคนไทย ออกมาโดยเร็วและปลอดภัยที่สุดเพราะการเดินทางในอิสราเอลก็ยังไม่ปลอดภัยถนนหลายสายก็ถูกปิด ต้องมีการเชื่อมต่อและพูดคุยกันระหว่างหน่วยงานความมั่นคงต้องอำนวยความสะดวกให้มีความละเอียดอ่อนเยอะมากและผบ.สูงสุดก็พยายามเต็มที่ ซึ่งการขอรถจากกองกำลังอิสราเอลเพื่อลำเลียงคนออกจากพื้นที่เสี่ยงถือว่ามีสัญญาณที่ดีมาต่อเนื่อง
ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีเชื่อว่าครอบครัวที่สูญเสียญาติพี่น้องไปนั้นมีความกังวลเรื่องเมื่อไหร่จะรับศพกลับมาบำเพ็ญกุศลที่บ้านได้ นายเศรษฐา บอกว่า ซึ่งเรื่องนี้รัฐบาลก็ไม่ได้นิ่งนอนใจกระทรวงการต่างประเทศก็พยายามอย่างเต็มที่ ในที่ประชุมก็ได้พูดคุยกับทูตไทยประจำกรุงเทลอาวีฟ ได้รายงานว่าก็กำลังเร่งและกดดันทางการอิสราเอล แต่เรื่องการชันสูตรพลิกศพและการพิสูจน์อัตลักษณ์บุคคลหากมีการสูญเสียชีวิตเนื่องจากภาวะสงครามทางรัฐบาลอิสราเอลก็จะมีเงินชดเชยให้ส่วนหนึ่งด้วย
"แต่หากมีการนำศพกลับออกมาก่อนและไม่มีเอกสารหลักฐาน อาจจะไปเคลมเงินได้ช้ากระทรวงการต่างประเทศดูครบทุกมิติพยายามทำให้ดีที่สุด" นายเศรษฐา กล่าว
ทั้งนี้การจะพูดคุยกับทูตอิสราเอลประจำประเทศไทยในวันพรุ่งนี้ นายกฯจะหารือในประเด็น ขอความเห็นใจเรื่องการขอความช่วยเหลือทางด้านไหนบ้าง อย่างที่เราบอกว่าไม่ใช่ส่วนหนึ่งของความขัดแย้งแต่มีการสูญเสียสูงที่สุด ต้องขอความช่วยเหลือการลำเลียงศพออกมา การเจรจาเรื่องตัวประกัน ขอให้ทางการอิสราเอลช่วยลำเลียงคนงานที่ต้องการจะกลับให้มาถึงสถานที่ปลอดภัย และมาถึงสนามบินโดยเร็วที่สุด รวมถึงการเปิดน่านฟ้าให้เครื่องบินเราเข้าไปได้จะมีการพูดคุยกันทุกเรื่องโดย
"เชื่อว่าความลำบากและความสูญเสียในความรุนแรงนี้ทุกคนรู้ดีว่าไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้นและอยากให้เกิดการแก้ปัญหาโดยสันติวิธีและรวดเร็วที่สุด" นายเศรษฐา กล่าว
นายเศรษฐา บอกด้วยว่า นอกจากนี้ยังมีการขอทางการอิสราเอลเรื่องสายการบินตีกลับไปรับคนยังประเทศที่สาม และยังมีอีกหลายวิธี ซึ่งสิ่งที่ภาวนาคือไม่อยากให้เหตุการณ์รุนแรงเร็วร้ายลงไปกว่านี้ทำให้น่านฟ้าปิด และมีการรุนแรงเกิดขึ้นมากกว่านี้ที่เป็นอยู่ซึ่งปัจจุบันนี้ก็แย่อยู่แล้ว
ผู้สื่อถามว่าแรงงานไทยที่อยู่ในพื้นที่สีแดง และยังถูกนายจ้างบังคับให้ทำงานอยู่ นายเศรษฐา กล่าวว่า จะพูดคุยกันในวันพรุ่งนี้ เรื่องนี้ก็ถือเป็นเรื่องที่สำคัญอีกเรื่องหนึ่ง เพราะเป็นเรื่องของสิทธิมนุษยชน ซึ่งเรื่องรายได้ก็ไม่ได้คำนึงถึงมากกว่าคำนึงถึงความปลอดภัย
"ขอให้มั่นใจรัฐบาลทำให้ดีที่สุดและมีการสั่งการขั้นสูงสุดเรื่องการอพยพคนไทยเป็นเรื่องสำคัญเรื่องเงินเรื่องเอกสารเป็นเรื่องรอง" นายเศรษฐา กล่าว
ส่วนแรงงานไทยที่ออกค่าใช้จ่ายเดินทางกลับมาเองนั้นจะได้รับการช่วยเหลือค่าใช้จ่าย 15,000 บาทด้วยหรือไม่นั้น นายกรัฐมนตรี กล่าวว่าเป็นไปตามหลักเกณฑ์กฎหมาย




