ปธ.ศาลรัฐธรรมนูญยัน ไม่ใช่เครื่องมือทำลายศัตรูทางการเมือง

ข่าวเวิร์คพอยท์
ปธ.ศาลรัฐธรรมนูญยัน ไม่ใช่เครื่องมือทำลายศัตรูทางการเมือง

“ปธ.ศาลรัฐธรรมนูญ” ยอมรับศาลรัฐธรรมนูญถูกท้าทายจากกระแสสังคม คำตัดสินของศาลสุดท้ายต้องเลือกข้าง ยัน ไม่ใช่เครื่องมือทำร้ายฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง แต่ต้องชี้ขาด “ข้างผิด-ข้างถูก” วิวัฒนาการ ศาลรธน.จะเกิดขึ้นอยู่กับวุฒิภาวะสังคมและการเมือง วิกฤตศรัทธาเกิดจากวุฒิภาวะการเมืองไทยยังไม่ถึงจุดยอมรับกติกาการเข้าสู่อำนาจ-ลงจากอำนาจ

(30 มี.ค. 69) ศาสตราจารย์นครินทร์ เมฆไตรรัตน์   ประธานศาลรัฐธรรมนูญ เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการศาลรัฐธรรมนูญพบสื่อมวลชน ประจําปี พ.ศ.2569 ตอบคำถามบรรณาธิการข่าวเวิร์คพอยท์ คุณพรทิพย์ โม่งใหญ่ กรณีภาพลักษณ์ของศาลรัฐธรรมนูญในมุมมองของประชาชน นักวิชาการ กระแสสังคม ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่า ศาลรัฐธรรมนูญอาจเป็นเครื่องมือหนึ่งในการใช้ระบบนิติรัฐทำร้ายฝ่ายตรงข้ามหรือไม่  และจะกอบกู้ภาพลักษณ์ความเป็นกลางอย่างไร 

.

ศาสตราจารย์นครินทร์ กล่าวว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องวิวัฒนาการของศาลรัฐธรรมนูญเป็นองค์กรที่เกิดขึ้น  เพื่อตัดสินวินิจฉัยข้อพิพาททางรัฐธรรมนูญ  คนที่ยื่นเรื่องต่อศาลส่วนใหญ่มีทุกฝ่าย  ไม่ว่าเสียงส่วนใหญ่หรือเสียงส่วนน้อย  เมื่อมีข้อพิพาทก็จะยื่นเรื่องมาที่ศาล มันออกได้ทางใดทางหนึ่ง

.

เพราะฉะนั้นคำตัดสินของศาลเป็นที่ยอมรับหรือไม่ สุดท้ายก็ต้องเลือกข้าง ข้างใดข้างหนึ่ง  ระหว่างข้างผิดข้างถูก และการตัดสินใจก็ไม่เป็นที่ถูกใจใครทั้งหมด  วิวัฒนาการภาพลักษณ์ของศาลเกิดขึ้นเมื่อสังคม การเมือง มีวุฒิภาวะเพียงพอ แปลว่าการแก้ไขปัญหาทางการเมืองบางเรื่อง ควรมีกติกาเป็นที่ยอมรับในสังคมและวุฒิภาวะของสังคมต้องมีในระดับสูงที่มากพอ 

.

ศาสตราจารย์นครินทร์ กล่าวว่า  “วุฒิภาวะสังคมแปลว่า กติการของการเข้าสู่อำนาจ  การลงจากอำนาจ ต้องอยู่ในระดับที่ยอมรับกันได้  ศาลรัฐธรรมนูญจากทุกประเทศ ถ้าดูจากภาพรวม จะมีปัญหาในระยะแรกๆ เกือบทั้งหมด  ในช่วงก่อตั้งคนมักจะมึน  ว่าศาลรัฐธรรมนูญเกิดและก่อตั้งมาเพื่ออะไร    เพราะเมื่อเกิดข้อพิพาทแล้ว เชื่อว่าก็จะใช้กรณีอื่นๆในการแก้ไขปัญหา แต่ในปัจจุบันของสังคมไทย   พอมีปัญหาทางรัฐธรรมนูญ คิดว่าศาลรัฐธรรมนูญจะเป็นที่พึ่ง  ตนเชื่อว่าคำตัดสินของศาลจะมีคำอธิบาย ให้สังคมไทยเข้าใจได้มากพอ   ว่าคำว่าการเลือกตั้งเป็นความลับทางรัฐธรรมนูญแปลว่าอะไร” 

.

ศาสตราจารย์นครินทร์   ยังกล่าวว่า  “ศาลรัฐธรรมนูญในประเทศต่างๆ ก็มีปัญหาใกล้เคียงกับเรา  เช่นกรณีประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ถึงการเก็บภาษีสินค้าต่างประเทศ  ศาลฎีกาสหรัฐอเมริกา  ชี้ว่าเรื่องภาษีเป็นอำนาจของรัฐสภา ประธานาธิบดีไม่มีอำนาจ คิดว่าศาลช่วยใคร ช่วยคนส่วนน้อยหรือคนส่วนมาก  นอกจากนี้ในประเทศเกาหลีใต้หนักกว่านี้  ประธานาธิบดีออกกฎอัยการศึก สุดท้ายถูกรัฐสภาโหวตให้ประธานาธิบดี พ้นจากตำแหน่ง  แต่การพ้นจากตำแหน่งต้องขึ้นศาลรัฐธรรมนูญเพื่อให้ตรวจสอบอีกครั้ง  ว่าการดำเนินการของรัฐสภาชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือไม่ สุดท้ายก็เอาออก  ดังนั้นเสียงข้างมากเสียงข้างน้อยอยู่ข้างไหนกันแน่  นี่คือปัญหาแบบเดียวกันที่เกิดขึ้นในประเทศไทย ถ้าเราใช้อารมณ์คิดก็จะเป็นอีกแบบหนึ่ง  แต่ถ้าเราใช้เหตุผลคิด ก็จะเห็นว่าปัญหามันซับซ้อนมาก  พอเรื่องขึ้นศาลมันก็จะต้องออกมาข้างใดข้างหนึ่ง”

ข่าวที่เกี่ยวข้อง