“หมออ๋อง” แจงตั้งงบดูงานตามกรอบแต่ใช้จ่ายจริงไม่ถึง ยืนยันคุ้มค่าใช้จ่ายที่จ่ายไป

“หมออ๋อง” แจงยิบงบดูงานสิงคโปร์ไม่ถึงที่ตั้งไว้ ตั๋วเครื่องบิน 2.8 หมื่น ค่าห้อง 9 พัน เบี้ยเลี้ยงไม่ได้จ่ายเต็มทุกวัน ยืนยันกลับมาต้องได้งานพร้อมแจงค่าใช้จ่ายหลังจบทริป
(20 ก.ย. 66) นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 1 และ สส.พรรคก้าวไกล ได้แถลงต่อสื่อมวลชนเพื่อชี้แจงประเด็นร้อนที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อยู่ในขณะนี้ เกี่ยวกับการเดินทางไปดูงานรัฐสภาสิงคโปร์ ที่มีผู้ตั้งข้อสังเกตทั้งเรื่องการตั้งงบประมาณที่สูงเกินไปหรือไม่ สัดส่วนของคณะที่เดินทางไปมี สส.ของพรรคก้าวไกลถึง 5 คน รวมทั้งมีอดีตผู้ร่วมก่อตั้งพรรคอนาคตใหม่เดินทางไปด้วย
โดยนายปดิพัทธ์ ชี้แจงว่าการดูงานในครั้งนี้เป็นแผนงานที่ได้วางไว้ก่อนหน้านี้แล้วของคณะกรรมการขับเคลื่อนสภาสมรรถนะสูงและโปร่งใส โดยในคณะกรรมการนี้ก็มีการแบ่งแยกย่อยลงไปเป็น 4 อนุกรรมการ คือ อนุกรรมการข้อมูลโปร่งใส, อนุกรรมการสภาเพื่อประชาชน, อนุกรรมการสภาเพื่อเด็กและเยาวชน, และอนุกรรมการเกี่ยวข้องกับการสื่อสารอย่างมีกลยุทธ์
เมื่อได้ประชุมกันก็พบว่ามีโจทย์งานที่คณะกรรมการและอนุกรรมการต้องการขับเคลื่อน ซึ่งต้องการเห็นภาคปฏิบัติตัวอย่างการทำงานของต่างประเทศ แต่ในคณะกรรมการฯ ก็เห็นตรงกันว่าการไปดูงานในประเทศที่อยู่ห่างไกล อย่างในยุโรปหรือสหรัฐอเมริการนั้นไม่จำเป็น จึงได้มองมาที่สิงคโปร์ที่เป็นพันธมิตรในภูมิภาคอาเซียน และเป็นตัวอย่างที่ประสบความสำเร็จในการบริหารงานสภา จึงตัดสินใจเลือกและติดต่อเตรียมงานร่วมกับทางสิงคโปร์
ประเด็นเรื่องของงบประมาณที่ถูกตั้งคำถามว่าสูงเกินไปหรือไม่ นายปดิพัทธ์ชี้แจงว่าตัวเลขตามเอกสารที่มีการเผยแพร่นั้นเป็นการตั้งงบประกอบการขออนุมัตโครงการ โดยตั้งตามกรอบไปก่อนเพราะตอนที่ยื่นเสนอโครงการนั้นยังไม่มีการติดต่อจองโรงแรม หรือจองตั๋วเครื่องบิน
ซึ่งค่าใช้จ่ายจริงนั้นจะต่ำกว่ากรอบงบประมาณที่ขอไป เช่นค่า ตั๋วเครื่องบิน ที่ตั้งไว้ 51,250 บาท จองจริงได้ประมาณ 28,000 บาท หรือค่าโรงแรมห้องละ 12,500 บาทต่อคืน จองจริงอยู่ที่ประมาณ 9,000 บาทต่อคืน คณะของตนพยายามจัดการค่าใช้จ่ายส่วนนี้ให้ประหยัดที่สุด แต่ในการดำเนินหน้าที่ในฐานะเป็นทูตของสภาผู้แทนราษฎร ที่ต้องเยี่ยมคารวะการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เลี้ยงรับรองคณะบุคคลต่างๆ ที่มาพบมาเจอ ก็จะรับรองให้สมเกียรติกับประเทศไทย
ส่วนเรื่องของเบี้ยเลี้ยงวันละ 3,100 บาท หากวันไหนในโปรแกรมมีการจัดเลี้ยงอาหารโดยสถานทูตหรืออื่นๆ ก็จะมีการหักเบี้ยเลี้ยงออก ไม่ได้จ่ายเต็ม 3,100 บาททุกวัน ส่วนของงบรับรอง ก็จะมีการนำไปใช้เวลาพบปะคณะบุคคลต่างๆ รวมถึงแรงงานไทย และนักศึกษาไทยในสิงคโปร์ ซึ่งค่าใช้จ่าตลอดทั้งทริปก็พร้อมที่จะนำมาเปิดเผยให้ทราบหลังกลับจากการดูงานแล้ว
สำหรับคณะผู้เดินทางร่วมไปด้วย ที่มีข้อกังขาว่าคัดเลือก สส.จากพรรคก้าวไกลไปมาก นายปดิพัทธ์ชี้แจงว่ามีแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ กรณีของนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ และนายวรภพ วิริยะโรจน์ สส.พรรคก้าวไกล ตนเชิญไปเนื่องจากต้องการให้ไปดูเรื่องของระบบสารสนเทศระบบฐานข้อมูลโปร่งใส
ส่วนที่ 2 ตอนแรกตนตั้งใจให้เป็นโควตาของคณะกรรมาธิการกิจการสภาฯ โดยให้ประธาน กมธ. 1 ท่าน และที่เหลือให้ทางประธาน กมธ. เป็นผู้เลือกว่าจะมีใครบ้าง แต่เนื่องจากยังไม่มีการตั้ง กมธ.กิจการสภาฯ จึงได้คัดเลือกจาก สส.ของก้าวไกล 3 คนแรกที่ลงชื่อว่าประสงค์จะทำงานใน กมธ.ดังกล่าว และมีการเชิญไปที่ 2 พรรคใหญ่ คือเพื่อไทย และภูมิใจไทย ให้ส่งชื่อผู้เข้าร่วมอีกพรรคละ 2 ท่าน ซึ่งมีแค่พรรคเพื่อไทยที่มีการตอบรับกลับมา
ส่วนของนายไกลก้อง ไวทยการ อดีตนายทะเบียนพรรคอนาคตใหม่นั้น นายปดิพัทธ์ระบุว่าเป็นการเดินทางด้วยงบประมาณส่วนตัว โดยนายไกลก้องนั้นเป็นอดีต กมธ.กิจการสภา และมีความสนใจในประเด็นของ Smart Open Parliament(การบริหารสภาอย่างเปิดกว้างด้วยเทคโนโลยีทันสมัย) โดยคณะดูงานของตนมีผู้ติดตามเพียงคนเดียวคือนายไกลก้อง
ส่วนที่ 3 ที่มีการตั้งข้อสังเกตคือไปดูงานของรัฐสภา แต่ทำไมถึงไปวันเสาร์-อาทิตย์ด้วย นายปดิพัทธ์ระบุว่าเพราะตนจะต้องอยู่เพื่อรอการประชุม สส. ในวันพุธและพฤหัสเสียก่อน เผื่อในกรณที่ประธานสภามอบหมายให้ทำหน้าที่ในที่ประชุม จึงวางแผนการเดินทางไว้ว่าเดินทางเย็นวันพฤหัส เมื่อไปถึงเช้าวันศุกร์ สามารถเข้าพบและพูดคุยกับทางรัฐสภาได้เลย เนื่องจากรัฐสภาของของสิงคโปร์เองก็จัดวันศุกร์และวันจันทร์ไว้สำหรับกำหนดการเรื่องการเยี่ยมคารวะและติดต่อราชการ ส่วนวันเสาร์และอาทิตย์เป็นโปรแกรมที่ให้ทางสถานทูตช่วยประสานให้ พร้อมกันนี้นายปดิพัทธ์ยืนยันระหว่างการแถลงข่าวด้วยว่าไม่มีการวางโปรแกรมเพื่อไปเที่ยวแน่นอน เพราะสิงคโปร์ไม่ใช่ประเทศที่เป็นปลายทางที่ขึ้นชื่อด้านการท่องเที่ยว
ในการดูงานครั้งนี้นอกจากเรื่องการบริหารงานสภา เรื่องการจัดทมำพิพิธภัณฑ์รัฐสภาที่งทางรัฐสภามีโครงการว่าอยากจัดทำแล้ว ยังมีเรื่องของการจัดการฝุ่นพีเอ็ม 2.5 ที่สิงคโปร์เป็นต้นแบบที่ประสบความสำเร็จ หลังกลับจากดูงานจะมีการทำรา่ยงานผลการศึกษาส่งไปยัง 3 ภาคส่วน คือ รัฐบาล จะส่งไปที่ทุกกระทรวงที่เกี่ยวข้อง, พรรคการเมืองต่างๆ จะส่งข้อมูลให้เรื่องของกฎหมายที่ต้องมีเพื่อการจัดการเรื่องปัญหาฝุ่น, และจะมีการส่งไปที่ภาคประชาชน โดยเดือนตุลาคมนี้วางแผนไว้ว่าจะมีสภาสัญจรพบประชาชน จะไปพูดคุยกับสภาลมหายใจ ที่จ.เชียงใหม่ ซึ่งเคลื่อนไหวด้านปัญหาฝุ่นพีเอ็ม 2.5
โดยนายปดิพัทธ์ระบุว่าหลังเดินทางกลับในวันที่ 24 ก.ย. จะขอเวลาอีกสักพักในการจัดทำรายงานต่างๆ และจะได้นำมาเสนอผลการดำเนินงานของการดูงานในครั้งนี้ต่อสาธารณะ รวมถึงจะมีการเปิดเผยค่าใช้จ่ายทั้งหมดด้วย




