ศึกร้อนการเมืองระอุ 2566

ข่าวเวิร์คพอยท์
ศึกร้อนการเมืองระอุ 2566

ย้อนดูสมรภูมิปี 2566 สุดระอุ “เพื่อไทย-ก้าวไกล” จากพรรคร่วมฝ่ายค้านหันมาเป็นคู่แข่งชิงดำศึกเลือกตั้งทั่วไป แต่สุดท้ายไม่มีใครไปถึงฝัน เพื่อไทยพลาดแลนด์สไลด์ ส่วนก้าวไกลพลาดตำแหน่งนายกฯ ซ้ำการกลับมาของ “ทักษิณ” คนจากแดนไกล ก็สร้างแรงกระเพื่อมให้เรื่องราวยิ่งน่าติดตามมากขึ้น

ปี 2566 ที่กำลังจะจบลงเป็นอีกปีที่ร้อนแรงสำหรับแวดวงการเมืองไทย ตลอดทั้งปีเต็มไปด้วยเหตุการณ์ที่ชวนให้ติดตามและคอยลุ้น ไปพร้อมๆ กับข่าวลือที่มีมาไม่เว้นแต่ละวัน และความเปลี่ยนแปลงชั่วข้ามคืน ข่าวเวิร์คพอยท์23ออนไลน์ จะชวนย้อนกลับไปดูเหตุการณ์น่าจดจำตลอดช่วงปีที่ผ่านมา

“ประยุทธ์” ยุบสภา-พรรคการเมืองพาเหรดชิงชัยสนามเลือกตั้ง

ปี 2566 เปิดปีมาด้วยแรงกดดันให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีในขณะนั้นเร่งประกาศความชัดเจนเรื่องการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึง ว่าจะมีการอยู่ในตำแหน่งครบวาระ หรือจะมีการยุบสภาก่อนหมดวาระ ความไม่ชัดเจนทำให้ช่วงปลายเทอมของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ เกิดปรากฏการณ์ “สภาล่ม” อย่างต่อเนื่อง ก่อนที่ในที่สุด พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จะออกมาประกาศยุบสภาในวันที่ 20 มี.ค. 66 ก่อนที่ กกต. จะเคาะวันเลือกตั้งทั่วไปในวันอาทิตย์ที่ 14 พ.ค. 66

ศึกร้อนการเมืองระอุ 2566

หลังการประกาศพรรคการเมืองต่างๆ ก็เริ่มเดินหน้าหาเสียงกันอย่างคึกคัก 2 พรรคที่ได้รับการจับตาเป็นอย่างมาก และพลิกจากการเป็นแนวร่วมฝ่ายค้านมาเป็นคู่แข่งในสนามเลือกตั้ง ก็คือ พรรคก้าวไกลที่ชู 300 นโยบายเปลี่ยนประเทศ ครอบคลุม 9 มิติ พร้อมเสนอชื่อ พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีเพียงหนึ่งเดียวของพรรค

กับพรรคเพื่อไทย เจ้าของสถิติแลนด์สไลด์ ที่คราวนี้ชูนโยบายด้านเศรษฐกิจที่เป็นจุดแข็งของพรรคเหมือนเดิม เพิ่มเติมคือสร้างเสียงฮือฮาด้วยการเปิดตัว เศรษฐา ทวีสิน มหาเศรษฐี-นักธุรกิจอสังหาเจ้าของบริษัทดัง และ แพทองธาร ชินวัตร ลูกสาวคนเล็กของอดีตนายกรัฐมตรีทักษิณ ชินวัตร ขึ้นแท่นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรค พร้อมเสริมทัพด้วย ชัยเกษม นิติสิริ เป็นมือ 3 ของพรรค

นอกจาก 2 พรรคอดีตพันธมิตรแล้ว ในขั้วรัฐบาลเดิมก็ได้รับความสนใจเช่นกัน ทั้งพรรคภูมิใจไทย ที่ในการเลือกตั้งปี 2562 ได้ตำแหน่ง King’s Maker ไปครองจากการตัดสินใจไม่จับมือกับแนวร่วมพรรคเพื่อไทย และเลือกพลังประชารัฐ จนทำให้สามารถจัดตั้งรัฐบาลเสียงข้างมากได้สำเร็จ หรือพรรคพลังประชารัฐ-รวมไทยสร้างชาติ 2 พรรคจาก 2 ป. ประวิตร-ประยุทธ์ ที่ถูกจับตาอย่างหนักว่านี่เป็นการแตกคอกันจริงๆ หรือแค่ยุทธศาสตร์แตกแบงค์เพื่อแบ่งกันเก็บเกี่ยวชัยชนะในพื้นที่ต่างๆ กันแน่

ศึกร้อนการเมืองระอุ 2566

ในระหว่างการหาเสียงพรรคเพื่อไทยตกเป็นเป้าของการตั้งคำถามถึงจุดยืนการจับมือกับขั้วอำนาจเดิมหลายต่อหลายครั้ง เพราะมีข่าวลือมาหนาหูถึงซูเปอร์ดีล-ซูเปอร์เกี้ยเซี๊ยะที่จะเกิดขึ้น โดยเฉพาะเมื่อ ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ประกาศออกมาหลายครั้งว่ากำลังจะ “กลับบ้าน”

เลือกตั้ง’66 สารพันปัญหา-หักปากกาเซียน

การเลือกตั้งทั่วไปปี 2566 นี้ เป็นการเลือกตั้งครั้งที่มีการทำโพลหลายครั้ง จากหลายสำนัก และด้วยวิธีการเก็บข้อมูลที่หลากหลาย ทั้งออฟไลน์และออนไลน์ โดยคะแนนนิยมของพรรคเพื่อไทยนำโด่งแทบทุกสำนัก แต่คะแนนนิยมของแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีกลับสูสีกันระหว่างแพทองธารและพิธา

เมื่อถึงวันเลือกตั้งล่วงหน้า 7 พ.ค. 66 ก็พบกับปัญหาหลายประการ โดยเฉพาะเรื่องการกรอกเอกสารหน้าซองใส่บัตรเลือกตั้งของผู้ลงทะเบียนเลือกตั้งนอกเขต ที่มีบางรายพบว่าเจ้าหน้าที่กรอกข้อมูลหน้าซองของตนเองผิด และบัตรถูกหย่อนลงกล่องเรียบร้อยแล้ว จนเกิดความกังวลว่าคะแนนของตนจะไม่ถูกส่งไปถึงผู้สมัครที่ต้องการเลือกอย่างแท้จริง ขณะเดียวกันเมื่อบัตรเลือกตั้งนอกเขตทั้งหมดถูกส่งไปยังไปรษณีย์ไทยเพื่อคัดแยกและส่งไปรวมตามเขตปลายทางต่างๆ ก็มีข่าวจากทางไปรษณีย์ไทยว่ามีซองใส่บัตรเลือกตั้งจำนวนหลักหมื่น ที่เจ้าหน้าที่ไปรษณีย์ไทยอ่านลายมือที่หน้าซองไม่ออก ต้องรอเจ้าหน้าที่จาก กกต. มาช่วยวินิจฉัย

จนกระทั่งในวันเลือกตั้ง 14 พ.ค. 66 ก็มีปัญหาเกิดขึ้น ทั้งเรื่องการติดประกาศรายชื่อผู้สมัครไม่ครบ รวมไปถึงการนับคะแนนที่หลายหน่วยต้องมีการโต้แย้งการนับคะแนนหลายรอบ และในปีนี้ กกต. ไม่มีการรายงานผลแบบเรียลไทม์ ทำให้สื่อมวลชนสำนักต่างๆ ต้องรวมตัวรายงานผลการเลือกตั้งกันเอง

ซึ่งผลการเลือกตั้งที่ออกมาในคืนวันที่ 14 พ.ค. 66 ก็ทำให้กูรูการเมืองจำนวนมากต้องอึ้ง เมื่อเพื่อไทยถูกดับฝัน “แลนด์สไลด์” ด้วยการพลิกขึ้นมาเป็นผู้ชนะการเลือกตั้งของพรรคก้าวไกล ที่กวาดชัยชนะได้ในหลายจังหวัด ทั้งแบบเขตและบัญชีรายชื่อ ได้มาทั้งสิ้น 151 ที่นั่ง เฉือนเอาชนะพรรคเพื่อไทยไปได้ 10 ที่นั่ง ส่วนพรรคภูมิใจไทยการเลือกตั้งครั้งนี้ได้คะแนนเพิ่มเป็น 71 ที่นั่ง ขยับขึ้นมาเป็นพรรคอันดับที่ 3 ทันที

ประกาศตั้งรัฐบาล 8 พรรค - ความพยายามของก้าวไกล

หลังเสร็จสิ้นการเลือกตั้ง พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกลประกาศความพร้อมในการเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลทันที โดยย้ำจุดยืนที่ชูมาตั้งแต่ช่วงหาเสียงว่า “มีลุง ไม่มีเรา” ไม่จับมือกับพรรคพลังประชารัฐ และพรรครวมไทยสร้างชาติ ก่อนที่จะต่อสายหาหลายพรรค รวมถึงพรรคเพื่อไทย เพื่อชวนให้เข้าร่วมเป็นพันธมิตรกันอีกครั้ง

ศึกร้อนการเมืองระอุ 2566

จากนั้นวันที่ 18 พ.ค. 66 ได้มีการแถลงข่าวอย่างเป็นทางการครั้งแรกถึงการจัดตั้งรัฐบาลประชาธิปไตยของประชาชน โดยมีพรรคก้าวไกลร่วมด้วย พรรคเพื่อไทย พรรคประชาชาติ ไทยสร้างไทย พรรคเสรีรวมไทย เพื่อไทรวมพลัง พรรคเป็นธรรม พรรคพลังสังคมใหม่ จำนวนที่นั่งในสภารวมแล้ว 313 เสียง และในวันที่ 22 พ.ค. 66 ตัวแทนทั้ง 8 พรรค ได้จัดแถลงข่าวอีกครั้งเพื่อเซ็น MOU ข้อตกลงร่วม 23 ข้อในการจัดตั้งรัฐบาล ว่าทั้ง 8 พรรคจะมีการขับเคลื่อนนโยบายด้านใดร่วมกันบ้าง พร้อมทั้งแบ่งคณะทำงานเพื่อเตรียมความพร้อมในเนื้องานด้านต่างๆ เพื่อที่จะได้สามารถเริ่มงานได้ทันทีหาก พิธา ได้รับการโหวตรับรองในที่ประชุมสภาร่วม

แต่หลังจากการลงนามในข้อตกลงร่วมแล้วเส้นทางของรัฐบาล 8 พรรค กลับไม่สดใสอย่างที่คิด ภายในพันธมิตร 8 พรรคเริ่มเกิดรอยร้าวขึ้นเล็กๆ หลัง นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรคเพื่อไทย และ น.ต.ศิธา ทิวารี แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีจากพรรคไทยสร้างไทย มีการโต้คารมกันผ่านสื่อไปมา รวมถึงกระแสข่าวลือเรื่องดีลลับระหว่างพรรคเพื่อไทยกับ พรรค 2 ลุง ก็หนาหูขึ้น จน นพ.ชลน่าน ต้องออกมายืนยันพร้อมนายพิธาว่าไม่มีดีลลับ มีเพียงดีลรักระหว่าง 8 พรรคร่วมเท่านั้น

เวลาผ่านพ้นไปกว่า 1 เดือนหลังการเลือกตั้ง ในที่สุด กกต. ก็ประกาศรับรองรายชื่อ สส.ครบทั้ง 500 รายชื่อ การกระทบกระทั่งกันระหว่างพรรคก้าวไกลกับพรรคเพื่อไทยก็ปะทุขึ้นในศึกชิงตำแหน่งประธานสภาฯ โดยทางเพื่อไทยมองว่าหากก้าวไกลได้ทั้งตำแหน่งนายกรัฐมนตรีและตำแหน่งประธานสภาฯ ถือว่าไม่เหมาะสม โดยที่มี สส.บางคนของพรรคเพื่อไทยออกมากดดันด้วยการขู่ที่จะปล่อยฟรีโหวตในวันเลือกประธานสภาฯ

ศึกร้อนการเมืองระอุ 2566

หลังการพูดคุยกันอย่างเคร่งเครียด พรรคก้าวไกลและพรรคเพื่อไทยบรรลุข้อตกลงที่จะเสนอชื่อ วันมูหะมัดนอร์ มะทา จากพรรคประชาชาติเป็นประธานสภาผู้แทนราษฎร แลกกับการที่เพื่อไทยจะให้ความสนับสนุนในกฎหมายนิรโทษกรรมคดีแสดงออกทางการเมือง และการแก้ไขกฎหมายเกี่ยวกับการปฏิรูปกองทัพ ที่พรรคก้าวไกลจะเป็นคนเสนอผ่านกลไกนิติบัญญัติ

จากนั้น วันที่ 13 ก.ค. 66 เป็นวันนัดประชุมร่วมทั้ง 2 สภาเพื่อลงมติรับรอง พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 30 ของประเทศไทย ก่อนหน้าถึงวันลงมติ พรรคก้าวไกลแสดงออกถึงความมั่นใจว่าการพูดคุยกับบรรดาวุฒิสมาชิกในการขอเสียงสนับสนุนนั้นไปได้ด้วยดี เมื่อถึงเวลาเปิดประชุม นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว ได้เสนอชื่อ พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เป็นผู้ลงชิงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีแต่เพียงผู้เดียว

ในการประชุมที่ดำเนินไปหลายชั่วโมง ทั้ง สส.ของขั้วรัฐบาลเดิม และ สว. ต่างก็อภิปรายถึงนโยบายของพรรคก้าวไกลอย่างเผ็ดร้อน โดยเฉพาะเรื่องของการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ก่อนที่จะมีการเปิดลงมติและพบว่าพิธาได้รับความเห็นชอบเพียง 324 เสียง ในจำนวนนี้เป็นเสียงจาก สว.เพียง 13 เสียงเท่านั้น ไม่ถึง 375 เสียง ตามที่กฎหมายรัฐธรรมนูญกำหนด ทำให้ต้องมีการนัดลงมติอีกครั้งในวันที่ 19 ก.ค. 66

ในการลงมติครั้งที่ 2 แนวร่วม 8 พรรคยังคงตัดสินใจว่าจะเสนอชื่อของ พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ อีกครั้ง แต่เมื่อการประชุมเริ่มต้นขึ้น กลับมีการคัดค้านว่าไม่สามารถเสนอชื่อของนายพิธา ซ้ำเป็นครั้งที่ 2 เพราะเข้าข่ายเป็นการเสนอญัตติซ้ำ การอภิปรายลากยาวหลายชั่วโมง ก่อนที่ วันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา จะเปิดให้ลงมติ ผลปรากฏว่ามีผู้ที่เห็นด้วยว่าไม่สามารถเสนอชื่อซ้ำได้มากถึง 395 เสียงและนายวันมูหะมัดนอร์ได้สั่งปิดประชุมทันที

เพื่อไทยสะบั้น MOU - โหวตนายกฯ ครั้งที่ 3

ในระหว่างการประชุมเพื่อลงมติเลือกนายกรัฐมนตรีครั้งที่ 2 นั้น ศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำสั่งออกมาให้ พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หยุดปฏิบัติหน้าที่เป็นการชั่วคราว ในระหว่างการพิจารณาคดีถือครองหุ้นสื่อ ทำให้ต้องเกิดความเปลี่ยนแปลงในพันธมิตรพรรคร่วมรัฐบาลทั้ง 8 พรรคอีกครั้ง โดยพรรคก้าวไกลได้ส่งไม้ต่อให้กับพรรคเพื่อไทย ซึ่งเป็นพรรคอันดับ 2 ได้เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล

ก่อนที่จะเกิดปรากฏการณ์ “ช็อกมินต์” ที่ช็อกฝ่ายผู้ต่อต้านขั้วอำนาจเก่าของพรรคร่วมรัฐบาลเดิม เมื่อพรรคเพื่อไทยตัดสินใจส่งเทียบเชิญพรรคใหญ่-กลาง ที่อยู่นอกกลุ่มพันธมิตร 8 พรรค มาหารือที่พรรคเพื่อไทย ทั้ง พรรคภูมิใจไทย พลังประชารัฐ รวมไทยสร้างชาติ ชาติพัฒนากล้า และชาติไทยพัฒนา เกี่ยวกับการจัดตั้งรัฐบา พร้อมทั้งมีซีนชนแก้วเครื่องดื่มช็อกมินต์โชว์ความกลมเกลียวให้นักข่าวเห็น ตบท้ายด้วยการแถลงร่วมที่ทุกพรรคต่างระบุตรงกันว่าพร้อมที่จะจับมือกับเพื่อไทย แต่ในรัฐบาลต้องไม่มีพรรคที่ขับเคลื่อนเรื่องการแก้ไข ม.112 รวมอยู่ด้วย

ศึกร้อนการเมืองระอุ 2566

กระทั่งต้นเดือนสิงหาคม 66 พรรคเพื่อไทยได้ออกมาประกาศถอนตัว-สลายพันธมิตร 8 พรรคร่วมรัฐบาลเดิมที่พรรคก้าวไกลได้เจรจาไว้ ปิดฉาก MOU 23 ข้อ พร้อมจับขั้วจัดตั้งรัฐบาลใหม่ รวบรวมเสียงจาก 12 พรรค รวม 315 เสียง ประกาศชิงเก้าอี้นายกรัฐมนตรี ส่วนพรรคก้าวไกล พรรคไทยสร้างไทย พรรคเป็นธรรม และพรรคประชาธิปัตย์ ที่ไม่ได้เข้าร่วมพันธมิตรกับฝ่ายใดเลย กลายเป็นพรรคร่วมฝ่ายค้านโดยอัตโนมัติ

วันที่ 22 ส.ค. 66 นัดประชุมรัฐสภาเพื่อเลือกนายกรัฐมนตรีในครั้งที่ 3 คราวนี้ นพ.ชลน่าน หัวหน้าพรรคเพื่อไทยลุกขึ้นเสนอชื่อ เศรษฐา ทวีสิน เพียงชื่อเดียว ไร้ซึ่งคู่แข่งใดใด ก่อนที่จะมีการอภิปรายถึงความเหมาะสมของนายเศรษฐา ในฐานะนายกรัฐมนตรี และปิดท้ายด้วยการลงคะแนนเสียงมากถึง 482 เสียง ได้ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 30 ของประเทศไทย

ศึกร้อนการเมืองระอุ 2566

การกลับมาของ “ทักษิณ ชินวัตร”

แต่เรื่องฮือฮาของวันที่ 22 ส.ค. ไม่ได้มีแค่เรื่องนายกรัฐมนตรีคนใหม่ ในช่วงสายก่อนเริ่มการประชุมรัฐสภา ข่าวใหญ่ที่ครองทุกหน้าสื่อคือการเดินทางกลับถึงประเทศของ ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีจากพรรคไทยรักไทย ที่ถูกรัฐประหารในปี 2549 และต้องลี้ภัยการเมืองอยู่นอกประเทศนับตั้งแต่นั้น

การเดินทางกลับมาในครั้งนี้เป็นการกลับมาประเทศไทยอย่างถาวรในรอบ 17 ปี(เมื่อนับจากปี 2549 ทั้งนี้ทักษิณเคยเดินทางกลับเข้าเป็นเทศไทยเป็นช่วงเวลาสั้นๆ มาแล้วครั้งหนึ่งเมื่อปี 2551) มีนักการเมืองระดับสูง และแกนนำพรรคเพื่อไทยที่เคยทำงานร่วมกันมาตั้งแต่ครั้งยังเป็นพรรคไทยรักไทย รวมถึงมวลชนคนเสื้อแดง ไปรอรับอดีตนายกฯทักษิณกันอย่างเนืองแน่น

หลังผ่านกระบวนการตรวจคนเข้าเมือง และกระบวนการของตำรวจ ขบวนรถของเจ้าหน้าที่ก็นำตัวนายทักษิณไปส่งยังเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร โดยส่งตัวเข้าแดน 7 เพื่อกักโรคก่อน แต่ผ่านไปไม่ทันข้ามคืนมีรายงานว่านายทักษิณ มีอาการนอนไม่หลับ แน่นหน้าอก วัดความดันโลหิตสูง ระดับออกซิเจนปลายนิ้วต่ำ และถูกส่งตัวไปรับการรักษที่ชั้น 14 โรงพยาบาลตำรวจ เพื่อเฝ้าระวังโรคประจำตัว รวมถึงโรคหัวใจ

ศึกร้อนการเมืองระอุ 2566

การส่งตัวทักษิณไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลตำรวจถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักว่าเป็นการใช้อภิสิทธิ์ โดยสังคมเชื่อว่าทักษิิณไม่น่าจะมีอาการป่วยรุนแรงจนต้องส่งตัวออกมารักษาเช่นนี้ เนื่องจากก่อนที่จะเดินทางกลับประเทศไทย แพทองธาร ชินวัตร เคยโพสต์ภาพพาบิดาไปตรวจร่างกาย และผลออกมาแข็งแรงดี คำวิพากษ์วิจารณ์ขยายวงไปจนถึงว่านี่คือ “ซูเปอร์ดีล” ระหว่างเพื่อไทยและขั้วอำนาจเดิม ในการจัดตั้งรัฐบาลและพานายทักษิณกลับบ้าน โดยจนถึงสิ้นปี 2566 นี้ ทักษิณ ก็ยังคงรักษาตัวอยู่ในห้องพักที่ชั้น 14 ของโรงพยาบาลตำรวจเช่นเดิม

อนึ่ง ในวันที่ 1 ก.ย. 66 มีพระบรมราชโองการ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานพระมหากรุณาอภัยลดโทษให้นักโทษเด็ดขาดชาย ทักษิณ ชินวัตร เหลือโทษจำคุกต่อไปอีก 1 ปี ทั้งนี้ด้วยเหตุผลว่าเพื่อได้ใช้ความรู้ ทำคุณประโยชน์แก่ประเทศชาติ

ลุ้นชะตา “พิธา-ก้าวไกล”

พรรคก้าวไกล หลังต้องพบกับความผิดหวัง ชนะเลือกตั้งแต่ไปไม่ถึงดวงดาว ยังต้องเผชิญกับปัญหาใหญ่ในคดีความทางการเมืองอีก 2 คดี ที่อาจนำไปสู่ปลายทางที่การยุบพรรคอีกครั้งหนึ่งก็เป็นได้

คดีแรกคือคดีการถือครองหุ้นสื่อไอทีวี จำนวน 42,000 หุ้น ของนายพิธา ซึ่งหุ้นจำนวนดังกล่าวได้รับมาเป็นมรดกของบิดาที่ถึงแก่กรรมไป โดยการถือหุ้นดังกล่าวนั้นมี นิกม์ แสงศิรินาวิน อดีตผู้สมัคร สส.อนาคตใหม่ และเป็นผู้สมัคร สส.ภูมิใจไทย ในการเลือกตั้งปี 2566 เป็นผู้ชี้เบาะแส จากนั้น เรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ ได้ยืนคำร้องต่อ กกต. ให้ตรวจสอบว่าขาดคุณสมบัติหรือไม่

ในวันที่ 9 มิ.ย. 66 กกต.ปัดตกคำร้องที่ส่งมาถึง แต่ในอีกราว 1 เดือนถัดมา วันที่ 12 ก.ค. 66 กกต. มีมติให้ส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าสมาชิกภาพ สส.ของ พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญมาตรา 98 (3) ประกอบมาตรา 101 (6) หรือไม่จากเหตุมีชื่อถือครองหุ้น บริษัท ไอทีวี และศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้นายพิธา หยุดการปฏิบัติหน้าที่ชั่วคราวตั้งแต่วันที่ 19 ก.ค. 66 ระหว่างที่มีการพิจารณาคดี

ศึกร้อนการเมืองระอุ 2566

ขณะเดียวกันนายพิธา และพรรคก้าวไกลก็เผชิญหน้ากับอีกคดีที่ใหญ่ไม่แพ้กัน วันที่ 12 ก.ค. 66 ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งรับคำร้องของ ธีรยุทธ สุวรรณเกษร อดีตทนายความของอดีตพระพุทธะอิสระ ที่ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ และพรรคก้าวไกล กระทำการล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 49 วรรคหนึ่ง หรือไม่ จากการที่พรรคก้าวไกลมีการชูนโยบายเรื่องการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา ซึ่งหากศาลรัฐธรรมนูญมีความเห็นว่าเข้าข่ายล้มล้างการปกครอง อนาคตของพรรคก้าวไกลก็คงจะไม่ต่างอะไรกับพรรคอนาคตใหม่ที่ถูกยุบไปก่อนหน้านี้

2 คดีนี้ยังคงต้องติดตามกันต่อไปในช่วงต้นปีหน้า ว่าศาลจะมีคำวินิจฉัยออกมาเช่นไร ทั้งนี้จากการให้สัมภาษณ์หลักการเข้าไต่สวนครั้งล่าสุดของทั้งนายพิธา และนายชัยธวัช ตุลาธน หัวหน้าพรรคก้าวไกลคนปัจจุบัน ต่างก็มองอย่างมีความหวังว่าสถานการณ์คงไม่แย่เกินไปนัก

ข่าวที่เกี่ยวข้อง