“อนุทิน” แถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภา ชูแก้วิกฤตพลังงาน–ยกเครื่องเศรษฐกิจ ดัน “คนละครึ่งพลัส”

ข่าวเวิร์คพอยท์
“อนุทิน” แถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภา ชูแก้วิกฤตพลังงาน–ยกเครื่องเศรษฐกิจ ดัน “คนละครึ่งพลัส”

ประเทศไทยมั่นคง ประชาชนตั้งตัวได้! “อนุทิน” แถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภา ชูแก้วิกฤตพลังงาน–ยกเครื่องเศรษฐกิจ ดัน “คนละครึ่งพลัส” ตั้งทหารอาสา 1 แสนนาย เดินหน้าแก้ปัญหาชายแดนไทย–กัมพูชา

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี แถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรีต่อรัฐสภา ภายหลังได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2569 และแต่งตั้งคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2569 โดยยืนยันว่ารัฐบาลจะยึดหลักสำคัญ 3 ประการ ได้แก่ การพิทักษ์สถาบันหลักของชาติ การยึดมั่นระบอบประชาธิปไตย และการบริหารราชการแผ่นดินตามหลักนิติธรรมและธรรมาภิบาล

นายกรัฐมนตรีระบุว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญความไม่แน่นอนจากปัจจัยภายนอก โดยเฉพาะสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ส่งผลให้ราคาพลังงานโลกผันผวนอย่างรุนแรง กระทบต่อเศรษฐกิจและค่าครองชีพของประชาชน รัฐบาลจึงเร่งดำเนินมาตรการดูแล ทั้งด้านการจัดหาพลังงานให้เพียงพอ ควบคุมต้นทุนการผลิต และลดภาระของประชาชนและภาคธุรกิจ พร้อมทั้งเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานชีวภาพ เพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้า

ในด้านเศรษฐกิจ รัฐบาลตั้งเป้าฟื้นฟูและปรับโครงสร้างเศรษฐกิจควบคู่กัน โดยเน้นการสร้างโอกาสให้ประชาชนทุกกลุ่ม ลดภาระหนี้สิน เพิ่มรายได้ และลดค่าครองชีพ ผ่านมาตรการสำคัญ เช่น โครงการ “คนละครึ่งพลัส” การสนับสนุน SMEs การเข้าถึงแหล่งทุน และการพัฒนาทักษะแรงงานให้สอดคล้องกับเศรษฐกิจยุคใหม่ รวมถึงการผลักดันอุตสาหกรรมเป้าหมาย เช่น ดิจิทัล AI พลังงานสะอาด และการแพทย์ เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

ขณะเดียวกัน รัฐบาลยังให้ความสำคัญกับการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศ โดยเร่งเปิดตลาดใหม่ ลดการพึ่งพาตลาดเดิม และผลักดันไทยเข้าสู่การเป็นสมาชิก OECD เพื่อยกระดับมาตรฐานเศรษฐกิจไทยสู่สากล พร้อมวางเป้าให้ไทยเป็นศูนย์กลางความมั่นคงทางอาหารของโลก ผ่านการเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรและการพัฒนาเกษตรสมัยใหม่

ด้านสังคม รัฐบาลเดินหน้าพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชน ทั้งการศึกษา “เรียนฟรีมีจริง เรียนฟรีมีงานทำ” การยกระดับระบบสาธารณสุขให้เข้าถึงได้ทุกที่ การดูแลผู้สูงอายุ และการลดความเหลื่อมล้ำ โดยใช้เทคโนโลยีและข้อมูลเป็นฐานในการออกแบบนโยบายให้ตรงจุด

นอกจากนี้ รัฐบาลยังประกาศยกระดับบทบาทไทยในเวทีโลก เสริมความมั่นคงชายแดน ปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ และเร่งปฏิรูประบบราชการสู่ “รัฐบาลดิจิทัล” ลดขั้นตอน เพิ่มความโปร่งใส และอำนวยความสะดวกให้ประชาชนและภาคธุรกิจ พร้อมทั้งเดินหน้าปฏิรูปกฎหมายที่ล้าสมัย เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

ขณะที่ในด้านความมั่นคง รัฐบาลพร้อมเดินหน้าผลักดัน “ทหารอาสา” จำนวน 100,000 อัตรา เปิดรับสมัครชายไทยเข้ารับราชการในรูปแบบสัญญาจ้าง พร้อมค่าตอบแทนและโอกาสพัฒนาทักษะ เพื่อยกระดับกองทัพและปฏิรูประบบเกณฑ์ทหารในระยะยาว

ขณะเดียวกัน รัฐบาลให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาชายแดนไทย–กัมพูชา โดยยืนยันเดินหน้าคลี่คลายสถานการณ์ด้วยสันติวิธี ผ่านกลไกทวิภาคี และเร่งศึกษาแนวทางยกเลิกบันทึกความเข้าใจปี 2544 (MOU44) ที่เกี่ยวข้องกับพื้นที่ทับซ้อนทางทะเล เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประเทศอย่างรอบด้าน

นายกรัฐมนตรีระบุว่า รัฐบาลจะบริหารประเทศภายใต้กรอบวินัยการเงินการคลัง ใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า และเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน โดยย้ำว่าท่ามกลางความผันผวนของโลก

.

“กระผมในฐานะนายกรัฐมนตรี ขอเรียนพี่น้องประชาชนชาวไทยทุกคนว่า ความท้าทายและความผันผวนที่ประเทศกำลังเผชิญในวันนี้และอนาคตอันใกล้เป็นความจริงที่ต้องยอมรับ หากหยุดนิ่งยิ่งจะทำให้ประเทศถดถอย รัฐบาลพร้อมจะเติมเต็มและทุ่มเทสรรพกำลังที่มีอยู่อย่างเต็มความสามารถ เพื่อแก้ไขปัญหาและนำพาประเทศก้าวสู่การพัฒนาอย่างเต็มศักยภาพ เพื่อให้ประชาชนทุกคนมีส่วนร่วมและเป็นพลังขับเคลื่อนการเจริญเติบโตของประเทศในระยะยาว กระผมจะทำทุกวิถีทางเพื่อขับเคลื่อนให้ประเทศไทยมั่นคงจากภายใน คนไทยตั้งตัวได้ เศรษฐกิจแข่งขันได้ และโลกเชื่อมั่นประเทศไทย”

ข่าวที่เกี่ยวข้อง