ศาลปกครองสูงสุดไม่รับรื้อคดี “แหวนแม่ นาฬิกาเพื่อน” ให้ ป.ป.ช. เปิดข้อมูลคดี

ข่าวเวิร์คพอยท์
ศาลปกครองสูงสุดไม่รับรื้อคดี “แหวนแม่ นาฬิกาเพื่อน” ให้ ป.ป.ช. เปิดข้อมูลคดี

ศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งยืนตามศาลปกครองกลาง สั่ง ป.ป.ช. เปิดเผยข้อมูลคดี “นาฬิกาเพื่อน” ของ พล.อ.ประวิตร ไม่รับคำขอให้พิจารณาคดีใหม่ของสำนักงาน ป.ป.ช. เหตุไม่เข้าหลักเกณฑ์

(20 ต.ค. 66) ศาลปกครองสูงสุดไม่รับคำร้องจาก ป.ป.ช. ที่ขอให้มีการพิจารณาคดีใหม่ในคดีที่ นายวีระ สมความคิด ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้องสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และคณะกรรมการ ป.ป.ช. กรณีไม่เปิดเผยข้อมูลข่าวสารที่เกี่ยวข้องกับการกล่าวหา พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี ถูกกล่าวหาว่าจงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินอันเป็นเท็จ หรือที่มีการเรียกกันว่าคดี “แหวนแม่ นาฬิกาเพื่อน”

โดยก่อนหน้านี้คณะกรรมการ ป.ป.ช. เคยได้ยืนให้ศาลปกครองกลางพิจารณาแล้วครั้งหนึ่ง แต่ศาลปกครองกลางมีความเห็นว่าเหตุที่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้ง 2 กล่าวอ้างเพื่อขอพิจารณาคดีใหม่ มิใช่เหตุประการใดประการหนึ่งตามมาตรา 75 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 ศาลจึงไม่อาจรับคำขอพิจารณาคดีใหม่ไว้พิจารณาได้

และในครั้งนี้ศาลปกครองสูงสุด มีคำพิพากษายืนตามศาลปกครองกลาง โดยเห็นว่าคำขอให้พิจารณาคดีใหม่ดังกล่าว ไม่อยู่ในหลักเกณฑ์ที่ศาลจะรับไว้พิจารณาได้

โดยคดีดังกล่าวมีรายละเอียดดังนี้ คดีหมายเลขดำที่ พม.48/2566 คดีหมายเลขแดงที่ พม.62/2566 ระหว่าง นายวีระ สมความคิด (ผู้ฟ้องคดี) กับ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ที่ 1 กับพวก รวม 2 คน (ผู้ฟ้องคดี) คดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครอง หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ หรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร (คำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับคำขอให้พิจารณาคดีใหม่)

คดีนี้ผู้ฟ้องคดีฟ้องว่า สำนักงาน ป.ป.ช. ที่ 1 กับพวก รวม 2 คน (ผู้ถูกฟ้องคดี) ละเลยต่อหน้าที่ตามกฎหมาย กรณีคณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารสาขาสังคม การบริหารราชการแผ่นดิน และการบังคับใช้กฎหมาย มีคำวินิจฉัยให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 เปิดเผยข้อมูลข่าวสาร กรณีการกล่าวหา พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ จงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบ จำนวน 3 รายการ

ได้แก่ 1.รายงานการแสวงหาข้อเท็จจริงและรวบรวมพยานหลักฐานเอกสารทั้งหมด 2.ความเห็นของพนักงานเจ้าหน้าที่ ป.ป.ช.ทุกคน ที่รับผิดชอบในเรื่องกล่าวหาดังกล่าว และ 3.รายงานการประชุมของคณะกรรมการ ป.ป.ช.ที่เกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 เพิกเฉย จึงนำคดีมาฟ้อง

ศาลปกครองกลางมีคำสั่งไม่รับคำขอดังกล่าวไว้พิจารณา เนื่องจากไม่เข้าหลักเกณฑ์ที่จะขอพิจารณาดดีใหม่ได้ตามมาตรา 72 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาดดีปกครอง พ.ศ. 2542 ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองยื่นอุทธรณ์ตำสั่งตังกล่าวต่อศาลปกครองสูงสุดศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งที่ 1461/2566 และคำสั่งที่ 1562/2566 ยืนตามคำสั่งของศาลปกครองกลาง โดยวินิจฉัยว่า ความเป็นผู้ได้รับความเดือดร้อนเสียหาย หรืออาจจะเดือดร้อนเสียหาย โดยมิอาจหลีกเสี่ยงได้จากการกระทำหรืองดเว้นการกระทำของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐตามมาตรา 42 วรรคหนึ่ง แห่ง พรบ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาดดีปกดรอง พ.ศ.2542 ถือเป็นเงื่อนไขหนึ่งอันแสดงให้เห็นว่าผู้นั้นเป็นผู้มีสิทธิฟ้องคดีต่อศาลปกครอง ซึ่งศาลปกครองชั้นต้นได้ดำเนินกระบวนพิจารณาในเรื่องดังกล่าวในชั้นตรวจคำฟ้องก่อนที่จะมีคำสั่งรับคำฟ้องไว้พิจารณาแล้ว

แม้ประเด็นการเป็นผู้มีสิทธิฟ้องคดีหรือไม่ เป็นเงื่อนไขการฟ้องคดีปกครอง จะเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วย ความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้คู่กรณีไม่ได้ยกขึ้นว่ากล่าวในชั้นอุทธรณ์ ตาลปกครองสูงสุดย่อมมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ ตามข้อ 92 ประกอบข้อ 116 แห่งระเบียบของที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุด ว่ด้วยวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 ก็ตาม

แต่เมื่อคดีนี้ไม่มีประเด็นปัญหาเกี่ยวกับการเป็นผู้มีสิทธิฟ้องคดีของผู้ฟ้องคดี และผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองเองก็มิได้ยกขึ้นโต้แยังทั้งในกระบวนพิจารณาของตาลปกครองชั้นต้นและศาลปกครองสูงสุด ประกอบกับมาตรา 69 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติ จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคตีปกครอง พ.ศ. 2542 มิได้บัญญัติให้ดำพิพากษาหรือคำสั่งขี้ขาดของศาล จะต้องระบุถึงความเป็นผู้เดือดร้อนหรือเสียหายหรืออาจจะเตือตร้อนหรือเสียหายโดยมิอาจหลีกเลี่ยงได้จะมีสิทธิฟ้องคดีของผู้ฟ้องคดีแต่อย่างใด เมื่อคดีนี้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองไม่ได้โด้แย้งการเป็นผู้มีสิทธิฟ้องคดีของผู้ฟ้องคดี ทั้งในกระบวนพิจารณาของศาลปกครองชั้นตันและศาลปกครองสูงสุดตามที่กล่าวมา ศาลจึงไม่จำต้องยกขึ้นวินิจฉัยและระบุไว้ในคำพิพากษา กรณีดังกล่าวจึงไม่อาจถือได้ว่าคำพิพากษาของศาล มีสาระสำคัญไม่ครบถ้วนตามมาตรา 64 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ตามที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 กล่าวอ้างซึ่งจะทำให้ศาลฟังข้อเท็จจริงผิดพลาดหรือมีพยานหลักฐานใหม่ อันอาจทำให้ข้อเท็จจริงที่ฟังเป็นยุติแล้วนั้นเปลี่ยนแปลงไปในสาระสำคัญ หรือมีข้อบกพร่องสำคัญในกระบวนพิจารณาพิพากษาที่ทำให้ผลของคดีไม่มีความยุติธรรม ตามมาตรา 75 วรรคหนึ่ง (1) และ (3) แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน

ส่วนกรณีที่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองอ้างว่า เอกสารที่ผู้ฟ้องคดีมีคำขอให้เปิดเผยเป็นข้อมูลข่าวสารที่ห้ามมิให้เปิดเผย ตามมาตรา 36 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกัน และปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2662 และตามมาตรา 15(2) (3) และ (4) แห่งพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ.2540 อีกทั้ง ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองไต้อ้างพยานหลักฐานคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด คดีหมายเลขแดงที่ อ. 683/2560 และคดีหมายเลขแดงที่ อร. 47/2564 โดยมิได้พิจารณา คดีหมายเลขแดงทื่ อ. 683/2564 ซึ่งมีข้อเท็จจริงเช่นเดียวกับคดีนี้ และการไต่สวนของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 เป็นการใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยที่กำหนดไว้เป็นการเฉพาะ และเป็นการดำเนินงานตามกระบวนการยุติธรรมทางอาญานั้น

เห็นว่า ข้อกล่าวอ้างในการขอพิจารณาคดีใหม่ของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองดังกล่าว ศาลปกดรองสูงสุดในคดีหมายเลขแดงที่ อ.224/2560ได้วินิจฉัยไว้แล้ว กรณีจึงเป็นการโต้แย้งการใช้ตุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐาน การพิจารณาข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายในการพิจารณาพิพากษาคดีของศาลเท่านั้น กรณีดังกล่าวจึงไม่อาจถือได้ว่ามีข้อบกพร่อง สำคัญในกระบวนการพิจารณาพิพากษาทำให้ผลคดีไม่มีความยยุติธรรม ตามมาตรา 75 วรรคหนึ่ง (3) แห่งพ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 ตามที่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองกล่าวอ้างแต่อย่างใด ดังนั้น คำขอให้พิจารณาคดีใหม่ของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสอง จึงไม่อยู่ในหลักเกณฑ์ที่ศาลจะรับไว้พิจารณาได้

ข่าวที่เกี่ยวข้อง