พรรคประชาชนเปิดตัว “เพียงพนอ” ชูธงปฏิรูปรัฐ กู้คืนความเชื่อมั่น

พรรคประชาชนเปิดตัว “เพียงพนอ” ชูธงปฏิรูปรัฐ กู้คืนความเชื่อมั่น

พรรคประชาชน” เปิดตัว “เพียงพนอ บุญกล่ำ” นักกฎหมายธุรกิจตัวแม่ อดีตรองกรรมการผู้จัดการใหญ่ฝ่ายกฎหมาย ปตท. ที่มีประสบการณ์ยาวนานกว่า 38 ปี กับภารกิจกอบกู้ความเชื่อมั่นของประเทศผ่านการปฏิรูปรัฐ - ชูโมเดล Operation 18 กิโยติกฎหมาย หั่นขั้นตอนภาครัฐ ให้เห็นผลจริงภายใน 18 เดือน

(9 ม.ค. 69) พรรคประชาชนเปิดตัวทีมบริหารรัฐบาลประชาชน คนที่ 5 เพียงพนอ บุญกล่ำ ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายและธรรมาภิบาลที่มีประสบการณ์ยาวนานกว่า 38 ปี อดีตรองกรรมการผู้จัดการใหญ่ฝ่ายกฎหมาย ปตท. ตัดสินใจก้าวเข้าสู่เส้นทางการเมืองกับพรรคประชาชน โดยเธอระบุว่าภารกิจนี้คือความท้าทายที่สุดในชีวิตเพื่อกอบกู้ความเชื่อมั่นของประเทศที่กำลังวิกฤต จากปัญหาการทุจริตที่ฝังรากลึกและความไร้ประสิทธิภาพของระบบราชการ ซึ่งกลายเป็น 'โจทย์หิน' ในการดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติในปัจจุบัน 

.

เธอยังได้สะท้อนความจริงอันน่าเจ็บปวดจากการทำงานร่วมกับนักลงทุนต่างชาติว่า สิ่งที่เขากังวลไม่ใช่เรื่องภาษี แต่คือความไม่แน่นอนของกฎหมายที่คาดเดาไม่ได้ จนได้รับคำวิจารณ์ว่า “Your country is too complicated” (ประเทศของคุณซับซ้อนเกินไป) ส่งผลให้นักลงทุนหลายรายเลือกที่จะเลี่ยงการใช้กฎหมายไทยหรือการขึ้นศาลไทย โดยขอไปใช้อนุญาโตตุลาการที่สิงคโปร์แทน ซึ่งถือเป็นความจริงที่น่ากระอักกระอ่วน (Inconvenient Truth) ที่ตอกย้ำว่าไทยกำลังสูญเสียความสามารถในการแข่งขันให้แก่ประเทศเพื่อนบ้านอย่างเวียดนามและอินโดนีเซียอย่างต่อเนื่อง 

.

สาเหตุสำคัญที่ทำให้การปฏิรูปภาครัฐของไทยไม่สำเร็จตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา เพียงพนอมองว่าเกิดจาก “การขาดเจตจำนงทางการเมือง” (Political Will) ที่แน่วแน่ ทำให้แผนงานต่างๆ มักถูกพับเก็บเข้าแฟ้มหลังจากทำรายงานเสร็จ เธอจึงมุ่งหวังจะนำความเป็นมืออาชีพมาผสานกับเจตจำนงของพรรคประชาชน เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงแบบ ‘Big Bang’ ที่เน้นความโปร่งใสและยึดประโยชน์ส่วนรวมเป็นที่ตั้ง โดยย้ำว่าพรรคเปิดโอกาสให้เธอใช้ความรู้ความสามารถอย่างเป็นอิสระโดยไม่ต้องรับใช้ผลประโยชน์ของกลุ่มใด 

.

หนึ่งในนโยบายเร่งด่วนที่เธอเสนอคือการทำ “กิโยตินกฎหมาย” เพื่อยกเลิกกฎหมายและใบอนุญาตที่ล้าสมัย โดยเสนอโมเดล ‘Operation 18’ เพื่อหั่นขั้นตอนภาครัฐให้เห็นผลภายใน 18 เดือน ซึ่งหากทำสำเร็จจะช่วยเพิ่ม GDP ของประเทศได้ถึงร้อยละ 0.8 หรือคิดเป็นมูลค่ากว่า 130,000 ล้านบาท นอกจากนี้ยังต้องปฏิรูปการจัดซื้อจัดจ้าง ปลดล็อกมาตรา 157 ที่สร้างความกลัวจนข้าราชการไม่กล้าตัดสินใจ และยกระดับการกำกับดูแลตลาดทุนเพื่อป้องกันการฉ้อโกงที่ทำลายความเชื่อมั่นนักลงทุน 

.

ภายใต้วาระ “ไทยไม่เทา ไทยเท่ากัน ไทยทันโลก” เธอเล็งเป้าไปที่การจัดการปัญหาที่กัดเซาะความเชื่อมั่นอย่าง 'สแกมเมอร์' และการฉ้อโกงในตลาดทุน โดยเปรียบเทียบมาตรฐานการอายัดทรัพย์สินและการบังคับใช้กฎหมายของไทยที่ยังล่าช้าและไม่เป็นสากล

.

นอกจากนี้ยังต้องแก้ปัญหาการผูกขาดเพื่อเปิดโอกาสให้ SMEs เข้มแข็งขึ้น เปลี่ยนบทบาทของรัฐจาก ‘ตัวขวาง’ มาเป็น ‘หุ้นส่วนทางธุรกิจ’ และเตรียมความพร้อมให้คนรุ่นใหม่สามารถแข่งขันในระดับสากลได้ โดยเธอทิ้งท้ายว่าประเทศไทยมีเวลาเหลืออีกไม่เกิน 5 ปีในการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างนี้ ก่อนที่ภาระหนี้และวิกฤตความเชื่อมั่นจะรุนแรงเกินเยียวยา การตัดสินใจครั้งนี้จึงเป็นการส่งมอบพลังช็อตสุดท้ายเพื่อสร้างอนาคตที่โปร่งใสและมีความหวังให้แก่ประเทศไทยสืบไป

ข่าวที่เกี่ยวข้อง