สำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR) ระดมทรัพยากร ทั่วภูมิภาคช่วยเหลือวิกฤติในตะวันออกกลาง

ข่าวเวิร์คพอยท์
สำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR) ระดมทรัพยากร ทั่วภูมิภาคช่วยเหลือวิกฤติในตะวันออกกลาง

สำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR) ระดมทรัพยากร ทั่วภูมิภาคช่วยเหลือวิกฤติในตะวันออกกลาง ที่ทวีความรุนแรงมากขึ้น

(5 มี.ค. 69) เจนีวา - เจ้าหน้าที่สำนักงานข้าหลวงใหญ่แห่งสหประชาติ (UNHCR) เร่งระดมทรัพยากรจากอิหร่าน และอัฟกานิสถานไปยังเลบานอน และซีเรีย เพื่อช่วยเหลือประชาชนที่ต้องพลัดถิ่นจากบ้านของตนเอง ท่ามกลางวิกฤติระดับภูมิภาคที่อยู่ในภาวะตึงเครียด

หลายประเทศที่ได้รับผลกระทบ เป็นประเทศที่มอบที่พักพิงแก่ผู้ลี้ภัยและผู้พลัดถิ่นภายในประเทศนับล้าน คน ด้วยบทบาทของ UNHCR ที่ดำเนินงานอยู่ในภูมิภาค เราจึงพร้อมที่จะเป็นผู้นำในการตอบสนองต่อสถานการณ์ฉุกเฉินอย่างทันท่วงที

UNHCR กำลังติดตามสถานการณ์ภายในอิหร่านอย่างใกล้ชิด โดยเราได้มีสำนักงานตั้งแต่ปี พ.ศ. 2527 และเป็นหน่วยงานขององค์การสหประชาชาติที่ใหญ่ที่สุดในพื้นที่ มีสำนักงานในกรุงเตหะราน และสำนักงานภาคสนามทั้งหมด 5 แห่ง ในขณะนี้เราไม่สามารถยืนยันจำนวนผู้คนที่กำลังโยกย้ายถิ่น ภายในประเทศได้ อย่างไรก็ตาม สถานการณ์มีความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดย UNHCR พร้อมให้ ความช่วยเหลือตามคำขอจากรัฐบาลของประเทศที่ได้รับผลกระทบทันที

สำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR) ระดมทรัพยากร ทั่วภูมิภาคช่วยเหลือวิกฤติในตะวันออกกลาง

อิหร่านเป็นประเทศที่รองรับผู้ลี้ภัยรวมถึงกลุ่มคนที่ต้องการความคุ้มครองระหว่างประเทศ กว่า 1.65 ล้าน คน UNHCR ยังคงให้ความช่วยเหลือและสนับสนุนพวกเขาอย่างต่อเนื่อง แม้จะเผชิญกับความท้าทายด้าน การขนส่งสิ่งของบรรเทาทุกข์ ศูนย์แรกรับผู้ลี้ภัยและสายด่วนยังคงเปิดให้บริการ โดยให้คำปรึกษา และความช่วยเหลือในด้านต่าง ๆ และยังคงสนับสนุนบริการที่สำคัญ อาทิ ด้านสาธารณสุข การศึกษา และการคุ้มครองทางสังคม ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ของเราทุกคนในประเทศปลอดภัย

แม้ก่อนเกิดความขัดแย้งครั้งนี้ ผู้ลี้ภัยในอิหร่านได้รับผลกระทบจากสถานการณ์เศรษฐกิจที่ฝืดเคืองของ ประเทศ อัตราเงินเฟ้อที่สูงและค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้นได้กัดกร่อนรายได้ให้เปราะบางยิ่งขึ้น ขณะที่การเข้าถึง ของแรงงานที่มีอยู่อย่างจำกัดทำให้หลายคนต้องดิ้นรนเพื่อให้ได้รับความต้องการขั้นพื้นฐานที่เพียงพอมาตรการควบคุมการอยู่อาศัยที่เข้มงวดยิ่งขึ้น และการส่งกลับประเทศต้นทางสร้างความวิตกกังวล ส่งผล ให้ชาวอัฟกานิสถานบางส่วนต้องตัดสินใจเดินทางกลับประเทศต้นทางภายใต้เงื่อนไขที่ยากลำบาก

เรากำลังทบทวนและเพิ่มความพร้อมที่จุดผ่านแดนสำคัญของอิหร่าน โดย UNHCR ขอเรียกร้องให้ทุก ประเทศเปิดพรมแดนรับผู้ที่ต้องหนีจากการโจมตี เนื่องจากการปฏิเสธไม่รับผู้ที่จำเป็นต้องหนีจากอันตราย ถึงชีวิตถือเป็นการผลักดันกลับซึ่งขัดต่อหลักการมอบความคุ้มครองระหว่างประเทศ

สำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR) ระดมทรัพยากร ทั่วภูมิภาคช่วยเหลือวิกฤติในตะวันออกกลาง

สื่อมวลชนรายงานว่ามีความเคลื่อนไหวบริเวณชายแดนระหว่างตุรกีกับอิหร่านในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา โดยในวันจันทร์จำนวนการเดินทางข้ามแดนยังอยู่ในระดับปกติ สถานการณ์บริเวณ Islam Qala ชายแดนระหว่างอัฟกานิสถานและอิหร่านยังคงมีเสถียรภาพ ขณะที่ความเคลื่อนไหวบริเวณชายแดน อาร์เมเนียนั้นค่อนข้างมีอย่างจำกัด

UNHCR มีความกังวลอย่างสูงต่อสถานการณ์ภายในประเทศอัฟกานิสถาน การคุ้มครองพลเรือน รวมถึงผู้ลี้ภัยและผู้เดินทางกลับประเทศ ต้องให้ความสำคัญเป็นลำดับต้น ตั้งแต่เดือนตุลาคม พ.ศ. 2566 มีชาวอัฟกานิสถานกว่า 5.4 ล้านคนเดินทางกลับจากอิหร่านและปากีสถาน โดยหลายคนไม่ได้กลับโดย สมัครใจ จนถึงขณะนี้ในปี พ.ศ. 2569 มีชาวอัฟกานิสถานมากกว่า 232,500 คน เดินทางกลับประเทศ อัฟกานิสถาน (146,206 คนจากปากีสถาน และ 86,253 คนจากอิหร่าน)

การเดินทางกลับประเทศต้นทางที่เร่งรีบและมีจำนวนมากนั้น ยิ่งเพิ่มความจำเป็นด้านการคุ้มครองอย่างมี นัยสำคัญ และเสี่ยงต่อการก่อให้เกิดความไม่มั่นคงเพิ่มเติมในอัฟกานิสถานและในระดับภูมิภาค รวมถึง การโยกย้ายถิ่นต่อไปยังพื้นที่อื่น

สำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR) ระดมทรัพยากร ทั่วภูมิภาคช่วยเหลือวิกฤติในตะวันออกกลาง

ขณะเดียวกัน ความขัดแย้งล่าสุดระหว่างอัฟกานิสถานและปากีสถานยังคงดำเนินต่อไป ส่งผลให้ประชาชน หลายพันคนต้องพลัดถิ่นในจังหวัดคูนาร์และนันการ์ฮาร์ โดยจังหวัดคูนาร์ได้รับผลกระทบจากแผ่นดินไหว เมื่อปีที่ผ่านมา และเป็นพื้นที่ที่มีผู้เดินทางกลับประเทศต้นทางอาศัยอยู่จำนวนมาก

UNHCR และองค์กรพันธมิตรด้านมนุษยธรรมพร้อมตอบสนองต่อการเพิ่มขึ้นของผู้เดินทางกลับประเทศ อย่างไรก็ตาม แม้ว่าทรัพยากรที่มีอยู่จะไม่เพียงพอต่อความต้องการ จากการกลับคืนถิ่นฐานจำนวนมาก ในช่วงที่ผ่านมาและการขาดแคลนงบประมาณ ความสามารถของ UNHCR ในการให้ความช่วยเหลือผู้เดินทางกลับประเทศต้นทางลดลงอย่างมากเนื่องจากการถูกตัดงบประมาณ ในปี พ.ศ. 2569 UNHCR ต้องการงบประมาณ 454.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อคุ้มครองและให้ความช่วยเหลือผู้ที่ถูกบังคับให้พลัดถิ่น ในอัฟกานิสถาน อิหร่าน ปากีสถาน และภูมิภาคเอเชียกลาง อย่างไรก็ตามเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ได้รับเงินสนับสนุนเพียงร้อยละ 15 เท่านั้น

ภายในอัฟกานิสถาน ศูนย์ผ่านแดนโอมาริใกล้ด่านตอร์คัม และศูนย์แรกรับตัขตะปุลใกล้จุดผ่านแดน Spin Boldak ได้รับผลกระทบจากการโจมตี ปัจจุบันด่านตอร์คัมปิดให้บริการ ขณะที่ด่าน Spin Boldak ยังเปิดให้สำหรับผู้เดินทางกลับชาวอัฟกานิสถาน UNHCR ยังคงปฏิบัติงานในพื้นที่เพื่อรับมือกับการพลัดถิ่นครั้งใหม่และการโยกย้ายถิ่นของผู้เดินทางกลับประเทศต้นทาง

สายด่วนของ UNHCR ในปากีสถานและอัฟกานิสถานยังคงเปิดให้บริการ โดยให้คำปรึกษาและข้อมูลแก่ ผู้ลี้ภัยและบุคคลอื่นที่ต้องการการคุ้มครองระหว่างประเทศ

สำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR) ระดมทรัพยากร ทั่วภูมิภาคช่วยเหลือวิกฤติในตะวันออกกลาง

ทั่วทั้งภูมิภาค มีการจัดเตรียมสิ่งของบรรเทาทุกข์ฉุกเฉินเพื่อตอบสนองอย่างทันท่วงทีจากคลังสำรองสิ่งของ บรรเทาทุกข์ทั้งในระดับภูมิภาคและระดับประเทศ รวมถึงที่เมืองเทอร์เมซ ประเทศอุซเบกิสถาน ซึ่งตั้งอยู่ ในทำเลยุทธศาสตร์ใกล้อิหร่าน สิ่งของบรรเทาทุกข์ประกอบด้วย เต็นท์สำหรับครอบครัว ผ้าห่ม เสื่อนอน ชุดเครื่องครัว ถังน้ำ และโคมไฟพลังงานแสงอาทิตย์

หากมีความจำเป็นต้องมีการตอบสนองที่ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น ความช่วยเหลือทางการเงินฉุกเฉินจะเป็น รูปแบบหลักของการสนับสนุนในหลายประเทศทั่วภูมิภาค ทั้งนี้ ได้มีการจัดเตรียมระบบเพื่อรองรับใน อัฟกานิสถาน อิหร่าน อิรัก ชายแดนตุรกี และปากีสถาน เพื่อให้สามารถขยายความช่วยเหลือได้อย่าง รวดเร็ว นอกจากนี้ UNHCR ยังมีเจ้าหน้าที่สำหรับการตอบสนองต่อเหตุฉุกเฉินทั่วโลก หากมีความ จำเป็นต้องระดมกำลังเพิ่มเติม

ขณะเดียวกัน มีรายงานการพลัดถิ่นจำนวนมากทั่วพื้นที่ทางตอนใต้ของเลบานอน หุบเขาเบก้า และเขตชานเมืองทางตอนใต้ของกรุงเบรุต หลังจากอิสราเอลออกคำเตือนให้ประชาชนอพยพมากกว่า 53 หมู่บ้าน ท่ามกลางการโจมตีทางอากาศอย่างหนักทั่วประเทศ

สำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR) ระดมทรัพยากร ทั่วภูมิภาคช่วยเหลือวิกฤติในตะวันออกกลาง

ในวันจันทร์ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2569 มีประชาชนราว 30,000 คน ได้รับการรองรับและลงทะเบียนอยู่ในศูนย์ พักพิงรวมที่รัฐบาลดำเนินการ ขณะที่ประชาชนจำนวนมากต้องนอนในรถของตนเอง ริมถนน หรือยังติดค้าง อยู่ในการจราจรบนเส้นทางที่มุ่งหน้าออกจากพื้นที่ทางตอนใต้

UNHCR มีความกังวลต่อสถานการณ์ที่ทวีความตึงเครียดบริเวณชายแดนระหว่างเลบานอน และอิสราเอล และเรียกร้องให้มีการคุ้มครองพลเรือน ขณะเดียวกันได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและประสานงาน กับหน่วยงานที่รับผิดชอบและองค์กรพันธมิตรเพื่อให้ความช่วยเหลือ ทีมงานของเรากำลังจัดส่งสิ่งของ บรรเทาทุกข์ที่จำเป็นแก่ครอบครัวผู้พลัดถิ่นที่เดินทางมาถึงศูนย์พักพิงที่รัฐบาลดำเนินการทั่วเลบานอน

นอกจากนี้ ยังมีรายงานการข้ามพรมแดนเข้าสู่ซีเรียจากเลบานอนที่เพิ่มขึ้นภายหลังคำสั่งอพยพของ อิสราเอล ตามข้อมูลของทางการซีเรีย ระบุว่าในวันจันทร์ที่ผ่านมามีประชาชนราว 11,000 คน เดินทางข้าม จากเลบานอน ซึ่งมีจำนวนสูงกว่าค่าเฉลี่ยรายวัน เจ้าหน้าที่ของเราประจำอยู่ตามแนวชายแดนซีเรีย และ UNHCR ได้เตรียมแผนรองรับกรณีมีผู้เดินทางเข้าจำนวนมากจากเลบานอน รวมถึงการจัดเตรียมสิ่งของ ช่วยเหลือล่วงหน้าไว้ภายในซีเรีย

สำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR) ระดมทรัพยากร ทั่วภูมิภาคช่วยเหลือวิกฤติในตะวันออกกลาง

ในอิรัก UNHCR ยังคงติดตามอย่างใกล้ชิด โดยประสานงานกับเจ้าหน้าที่บริเวณชายแดน แม้ขณะนี้ยัง ไม่พบการเปลี่ยนแปลง ทั้งนี้ UNHCR พร้อมให้ความช่วยเหลือพลเมืองอิหร่านและผู้ลี้ภัยชาวอัฟกานิสถาน รวมถึงสนับสนุนการดำเนินงานของรัฐบาลตามความจำเป็น

สนับสนุนการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมได้ที่ https://unh.cr/FEhTQu

ข่าวที่เกี่ยวข้อง