“ฮุน มาเนต” ย้ำ พรมแดนเปลี่ยนด้วยกำลังไม่ได้

“ฮุน มาเนต” ย้ำ พรมแดนเปลี่ยนแปลงด้วยการใช้กำลังทหารบีบบังคับไม่ได้ จี้ไทยกลับสู่แถลงการณ์ร่วม 2 ฝ่าย เมื่อ 27 ธ.ค. 68 เดินหน้ากระบวนการ JBC ต่อ งานสำรวจและปักปันเขตแดนโดยเร็ว
(8 พ.ค. 69) เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2569 นายฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา แถลงหลังการหารือ 3 ฝ่ายร่วมกับไทยและฟิลิปปินส์ ณ เมืองเซบู ประเทศฟิลิปปินส์ โดยแสดงความขอบคุณประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ในฐานะประธานอาเซียนที่มีบทบาทเชิงสร้างสรรค์ในการส่งเสริมสันติภาพภูมิภาค พร้อมระบุว่าการพบกับนายกรัฐมนตรีอนุทินในครั้งนี้ มุ่งเน้นไปที่การลดความตึงเครียดและสร้างความไว้วางใจ เพื่อฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่างไทยและกัมพูชาให้กลับสู่ภาวะปกติอย่างยั่งยืน
นายกรัฐมนตรีกัมพูชาเน้นย้ำจุดยืนสำคัญว่า เส้นพรมแดนไม่สามารถเปลี่ยนแปลงหรือกำหนดได้ด้วยการใช้กำลัง หรือการบีบบังคับอย่างไม่เป็นธรรม พร้อมเรียกร้องให้มีการดำเนินการตามแถลงการณ์ร่วมวันที่ 27 ธันวาคม 2568 อย่างครบถ้วนและทันที โดยเฉพาะการผลักดันให้คณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (JBC) กลับมาเริ่มงานสำรวจและปักปันเขตแดนตามข้อตกลงที่มีอยู่โดยเร็ว เพื่อรับประกันหลักอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนตามกฎหมายระหว่างประเทศ
นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายได้หารือถึงการกลับมาเดินหน้ากลไกความร่วมมือชายแดนทุกระดับ ทั้งคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) และคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค (RBC) หลังจากรัฐบาลใหม่ของไทยเข้าปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างเต็มรูปแบบ พร้อมทั้งชื่นชมและขอให้เสริมสร้างบทบาทของคณะผู้สังเกตการณ์อาเซียนในการตรวจสอบและรับรองการปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิงให้มีความเข้มแข็งยิ่งขึ้น
ในส่วนของความร่วมมือด้านอื่น นายฮุน มาเนต ได้ให้ความสำคัญกับการแลกเปลี่ยนระดับประชาชนผ่านสมาคมมิตรภาพกัมพูชา–ไทย เพื่อเสริมสร้างความเข้าใจอันดี โดยได้มอบหมายให้รัฐมนตรีต่างประเทศของทั้งสองประเทศหารือรายละเอียดในลักษณะมุ่งผลสัมฤทธิ์ รวมถึงพิจารณาแนวทางจัดการข้อพิพาทพื้นที่ทางทะเลทับซ้อนภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล (UNCLOS) หลังไทยถอนตัวจาก MOU 2544 (2001)
นายกรัฐมนตรีกัมพูชาทิ้งท้ายด้วยการยืนยันว่า กัมพูชายึดมั่นต่อการแก้ไขข้อพิพาทโดยสันติบนพื้นฐานของกฎหมายระหว่างประเทศและปฏิญญาร่วมกัวลาลัมเปอร์ โดยพร้อมที่จะดำเนินงานร่วมกับไทยอย่างรวดเร็ว สร้างสรรค์ และด้วยความสุจริตใจ เพื่อนำไปสู่ทางออกที่เป็นธรรมและสร้างสันติภาพที่ถาวรระหว่างสองประเทศสืบไป




