ญาติแรงงานไทยรอด้วยความหวังริบหรี่ กาชาดจังหวัดประสานเข้าช่วย

ญาติแรงงานไทยชาวเชียงรายที่ไปทำงานที่ประเทศอิสราเอลยังรอคอยความหวัง หลังขาดการติดต่อกันไปและมีเพื่อนร่วมงานส่งข่าวบอกว่าเสียชีวิตแล้วแต่ยังไม่มีการยืนยันอย่างเป็นทางการ เหล่ากาชาดจังหวัดเข้าพบปะปลอบขวัญ
(10 ต.ค. 66) นางสุภาเพ็ญ ศิริมาตย์ นายกเหล่ากาชาด จ.เชียงราย พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่จากกระทรวงแรงงาน และพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ได้เดินทางไปพบปะกับญาติของชาวเชียงราย 2 คน คือนายดัว แซ่ย่าง อายุ 35 ปี และนายสมชาย แซ่ย่าง อายุ 26 ปี ที่หมู่บ้านเวียงราชพลีหรือเวียงคำฟ้า ต.ดงมหาวัน อ.เวียงเชียงรุ้ง เพื่อให้กำลังใจหลังจากทั้ง 2 คน เดินทางไปทำงานที่ประเทศอิสราเอลและได้รับแจ้งข่าวว่าได้รับอันตรายจากการโจมตีโดยกองกำลังฮามาส เมื่อวันที่ 8 ต.ค.ที่ผ่านมา โดยเพื่อนที่ทำงานด้วยกันแจ้งว่าได้เสียชีวิตแล้ว และบางคนยังไม่ทราบชัดเจน
นางสุภาเพ็ญ ได้แจ้งกับญาติของนายดัวฯ ซึ่งได้รับแจ้งจากเพื่อนร่วมงานเสียชีวิตแล้วเดินทางไปทำงานได้เกือบ 3 ปี และมีภรรยาคือ น.ส.อรัชพร มีลูกด้วยกันจำนวน 3 คนว่า ยังไม่มีรายงานอย่างเป็นทางการว่าทั้ง 2 คนเสียชีวิตหรือไม่ จึงขอให้ทุกครอบครัวมีกำลังใจแต่ก็ขอให้ทำใจไว้ด้วย ซึ่งนายพุฒิพงศ์ ศิริมาตย์ ผู้ว่าราชการ จ.เชียงราย ได้ส่งกำลังใจไปถึงทุกครอบครัว เบื้องต้นหน่วยงานต่างๆ ได้มอบของและให้ขวัญกำลังใจ ส่วนในรายของนายสมชายฯ นั้นถรรยาบอกว่ายังไม่สามารถติดต่อได้

นางอรัชพร ภรรยานายดัว กล่าวว่าตั้งแต่วันเกิดเหตุเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาแฟนได้โทรมาหาประมาณช่วงบ่าย และบอกว่ามีเหตุบุกยิงกันถึงที่เลยจึงถามว่าปลอดภัยไหม แต่ตอนนี้หนีไปแล้วและยังปลอดภัย ตนเองจึงบอกว่าขอเบอร์เพื่อนด้วยเพราะโทรศัพท์เขาไม่ดีจะพังแล้ว จากนั้นก็ได้เบอร์มาแล้วก็วางสายไป แล้วติดต่อไม่ได้เลย จึงขอให้แฟนน้องสะไภ้ที่ทำงานอยู่ด้วยกันกับแฟนใช้เฟสส่วนตัวเข้าไปติดต่อกับเพื่อนในที่ทำงานซึ่งเป็นชาวเนปาล จึงขอเบอร์โทรจากหัวหน้า ก็เลยให้ทางโน้นช่วยติดต่อให้แล้วได้ยืนยันมาว่าแฟนเสียชีวิตในที่เกิดเหตุแล้วพร้อมกับแฟนของน้องสะไภ้
ด้านนางอารีย์ อายุ 24 ปี ภรรยาของนายสมชาย กล่าวว่า ได้คุยโทรศัพท์กับสามีครั้งสุดท้ายในวันเกิดเหตุโดยเขาบอกว่าไม่ต้องเป็นห่วงเพราะหลบอยู่ในห้องนอนและไม่ต้องพูดอะไรแต่ไม่ต้องวางสาย ซึ่งตนเองได้ยินทุกอย่างมีเสียงปืนและระเบิดดังสนั่นก่อนที่สายจะหลุดไป
อีกวันเพื่อนคนงานแจ้งว่ามีผู้รอดชีวิต 11 คน เสียชีวิตในคอกวัว 3 คน ซึ่งระบุชื่อได้และถูกไฟคลอกเหลือแต่กระดูก 5 คน อีกส่วนหนึ่งถูกจับไป ตนจึงภาวนาว่าขอให้สามีเป็นกลุ่มคนที่ยังไม่เสียชีวิต แต่ความหวังเหลือน้อยเต็มทีเพราะช่วงที่มีการยิงถล่มเป็นเวลาท้องถิ่นอิสราเอลประมาณ 10.00 น.ซึ่งเป็นช่วงที่สายโทรศัพท์ของสามีหลุดไปพอดี ทั้งนี้ตนกับสามีมีบุตรด้วยกัน 2 คน ยังไม่ได้จดทะเบียนสมรสกัน เพราะวางแผนว่าหากกลับจากทำงานแล้วจึงจะไปดำเนินการ
ด้านนางสุภาเพ็ญฯ นายกเหล่ากาชาด จ.เชียงราย กล่าวว่า จ.เชียงราย มีผู้เดินทางไปทำงานที่อิสราเอล 2,174 คน กระจายอยู่เกือบทุกอำเภอ แต่ยังไม่ได้รับการยืนยันอย่างเป็นทางการว่ามีผู้เสียชีวิตหรือบาดเจ็บกี่ราย แต่มีการแจ้งกันในสายงานโดยเพื่อนร่วมงานที่อยู่ในเหตุการณ์
ดังนั้นหน่วยงานต่างๆ เช่น ประกันสังคม พัฒาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ได้เข้าอธิบายสิทธิประโยชน์หากเสียชีวิตจริง เช่น สัญญาทำงานที่อิสราเอลเป็นกองทุนหากเสียชีวิต 60% ของค่าจ้างซึ่งในรายของนายดัวมีบุตร 3 คน ภรรยาจะได้รับเดือนละ 30,000 บาทจนกว่าภรรยาจะเสียชีวิตหรือแต่งงานใหม่ ส่วนลูกได้คนละ 10,000 บาทต่อเดือนจนกว่าจะบรรลุนิติภาวะ เฉลี่ยจะได้รับเดือนละ 60,000 บาท และจะช่วยเรื่องอาชีพและรายได้เพราะหากเป็นจริงภรรยาก็จะกลายเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยว
ส่วนรายอื่นๆ ได้แนะนำหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดนักจิตวิทยาและสังคมสงเคราะห์ไปหาแต่ละครอบครัว เพื่อลดความเครียดและให้ขวัญกำลังใจ รวมทั้งให้ระวังมิจฉาชีพที่อาจทำทีไปติดต่อว่าจะนำศพกลับไทยได้โดยขอรับเงินจ่ายล่วงหน้าด้วย
ในขณะที่ทางด้านนายสมควร อินไชย กำนันตำบลดงมหาวัน กล่าวว่าในภาพรวมมีชาว ต.ดงมหาวัน เดินทางไปทำงานที่ประเทศอิสราเอลประมาณ 25 คน และทราบว่ามีผู้เสียชีวิตจำนวน 2 คน ส่วนคนอื่นๆ ยังติดต่อกับครอบครัวได้ จึงให้ทุกหมู่บ้านได้สอบถามลูกบ้านเพื่อให้แจ้งไปยังทางตำบลและอำเภอแล้ว

สำหรับตนเคยไปทำงานที่อิสราเอลเมื่อปี 15 ปีก่อนนานกว่า 4 ปี สาเหตุที่คนนิยมไปทำงานอิสราเอลเพราะได้ค่าตอบแทนสูงเดือนละ 40,00-50,000 บาท และตนไปช่วงเงินบาทลอยตัวได้ 70,000-100,000 บาท ทำงานเป็นระบบวันละ 8 ชั่วโมง มีค่าล่วงเวลา นายจ้างจะดูแลคนไทยดีทั้งอาหารและที่อยู่ดีมาก
ด้านสำนักงานจัดหางาน จ.เชียงราย ได้รายงานถึงนายพุฒิพงศ์ ศิริมาตย์ ผู้ว่าราชการ จ.เชียงราย ว่ามีประชาชนชาวเชียงรายเดินทางไปทำงานที่ประเทศอิสราเอลจำนวน 2,174 คน เป็นชาย 2,148 คนและหญิง 26 คน โดยอำเภอที่ไปมากที่สุด 10 อันแรกคือ อ.เวียงแก่น จำนวน 523 คน อ.เทิง 319 คน อ.แม่ฟ้าหลวง 303 คน อ.เชียงของ 201 คน อ.เมืองเชียงราย 159 คน อ.แม่สรวย 141 คน อ.พญาเม็งราย 99 คน อ.เวียงป่าเป่า 95 คน อ.แม่จัน 93 คน อ.เชียงแสน 74 คน ฯลฯ ส่วนใหญ่ไปทำงานเป็นคนงานทางการเกษตร จำนวน 2,140 คน เช่น เก็บผลไม้ ผัก ผลิตอาหาร เลี้ยงสัตว์ และอื่นๆ อีก 34 คน ซึ่งทางจังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เร่งประสานงานเพื่อให้ข้อมูลที่ถูกต้องกับทุกรายต่อไป




