กัมพูชาร่วมรำลึก 1 ปี การเสียชีวิตของ "จ่าสิบเอก ซวน โรน" ทหารกล้ารายแรกพลีชีพ

กัมพูชาร่วมรำลึก 1 ปี การเสียชีวิตของ "จ่าสิบเอก ซวน โรน" ทหารกล้ารายแรกพลีชีพ นักวิเคราะห์กัมพูชาชี้ ชายแดนเป็นเครื่องมือการเมืองไทย
(28 พ.ค. 69) The Phnom Penh Post สื่อกัมพูชา รายงานว่า ย้อนกลับไปในเหตุการณ์ดังกล่าว จ่าสิบเอก ซวน โรน ถูกกองทัพไทยยิงเสียชีวิตในช่วงเช้ามืด ณ บริเวณ "สามเหลี่ยมมรกต" จังหวัดพระวิหาร ซึ่งเป็นจุดตัดชายแดน 3 ประเทศ (กัมพูชา, ไทย และสปป.ลาว) โดยในขณะที่เสียชีวิต เขาสวมเพียงกางเกงขาสั้นตัวเดียว ซึ่งประเด็นนี้ทำให้ นายเตีย เซียหา (Tea Seiha) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของกัมพูชา ออกมาตั้งคำถามและปฏิเสธข้อกล่าวหาของฝั่งไทยที่อ้างว่ากัมพูชาเริ่มเปิดฉากยิงก่อน โดยระบุว่า “หากทหารของตนตั้งใจจะไปรบ ย่อมต้องแต่งเครื่องแบบเต็มยศ แต่กรณีนี้ผู้ตายไม่ได้สวมแม้เสื้อผ้า แล้วไทยจะอ้างว่าเราเป็นฝ่ายเริ่มได้อย่างไร” ขณะที่ฝ่ายไทยยืนยันว่าเป็นการยิงเพื่อป้องกันตัวเนื่องจากทหารกัมพูชารุกล้ำเข้ามาตั้งแนวปะทะในเขตแดนไทย
ความสูญเสียในครั้งนั้นไม่ได้จบลงเพียงแค่ชีวิตทหารนายเดียว แม้ทั้งสองฝ่ายจะพยายามลดระดับความตึงเครียดลงแล้วก็ตาม แต่หลังจากนั้นได้เกิดการสู้รบอย่างหนักหน่วงถึงสองระลอกใหญ่ (ในช่วงวันที่ 24–28 กรกฎาคม และ วันที่ 7–27 ธันวาคม) มีการดวลปืนใหญ่และการโจมตีทางอากาศลึกเข้าไปในดินแดน ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตรวมกันทั้งสองฝ่ายหลายร้อยราย และประชาชนนับแสนคนต้องกลายเป็นผู้พลัดถิ่น ซึ่งหลายคนยังคงไม่สามารถกลับคืนสู่บ้านเรือนได้จนถึงปัจจุบัน
ในวาระครบรอบ 1 ปีนี้ สังคมกัมพูชาได้ร่วมกันถอดบทเรียนผ่านมุมมองที่หลากหลาย เสียงจากคนรุ่นใหม่: ระธา ทัช (Ratha Touch) อินฟลูเอนเซอร์ชื่อดังของกัมพูชา ระบุว่า การรำลึกถึงความสูญเสียนี้ ไม่ใช่เพื่อสร้างความเกลียดชัง ความตื่นตระหนก หรือการล้างแค้นต่อประเทศเพื่อนบ้าน แต่เป็นการปลุกจิตสำนึกให้คนรุ่นใหม่ตระหนักถึงคุณค่าของความสามัคคีภายในชาติ และหลีกเลี่ยงลัทธิคลั่งชาติที่รุนแรง
มุมมองด้านกฎหมายสากล: ชัง ยุค (Chhang Youk) ผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลกัมพูชา (DC-Cam) เสนอแนะว่า ควรมีการนำกรณีความสูญเสียของทั้งทหารและพลเรือนเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม เพื่อตรวจสอบภายใต้กฎหมายความขัดแย้งทางอาวุธ (Laws of Armed Conflict) โดยมีหน่วยงานคนกลางที่เป็นกลาง (Neutral third party) เข้ามาสอบสวนข้อเท็จจริง
การวิเคราะห์ทางการเมือง: คิน เพีย (Kin Phea) นักวิเคราะห์การเมืองกัมพูชา มองว่า เลือดของทหารกล้าที่หลั่งทาบชายแดนได้กลายเป็นสัญลักษณ์แห่งความเสียสละที่ปลุกให้ชาวกัมพูชารวมใจเป็นหนึ่งเดียวอยู่เคียงข้างรัฐบาลในการปกป้องอธิปไตย พร้อมทั้งตั้งข้อสังเกตว่า ประเด็นชายแดนมักถูกนักการเมืองไทยหยิบยกมาใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองในประเทศเสมอเมื่อเกิดวิกฤตภายใน
บทสรุปที่เป็นบทเรียนสำคัญสำหรับชาวกัมพูชาในวันนี้ คือ การเปลี่ยน "ความเจ็บปวด" ให้เป็น "พลังในการพัฒนาประเทศ" ผ่านการสร้างทรัพยากรมนุษย์ การใช้การทูตที่ชาญฉลาด และความมั่นคงทางเศรษฐกิจ โดยยึดหลักการที่ว่า "เขมรรวมกัน เขมรแข็งแกร่ง เขมรได้รับชัยชนะ"




