ส่งร่าง 8 แรงงานไทยกลับประเทศ ญาติรอรับทั้งน้ำตา

ข่าวเวิร์คพอยท์
ส่งร่าง 8 แรงงานไทยกลับประเทศ ญาติรอรับทั้งน้ำตา

กต.ดำเนินการส่งร่าง 8 แรงงานไทยกลับถึงประเทศวันนี้ ท่ามกลางการรอรับของญาติๆ ด้วยความโศกเศร้า

(20 ต.ค. 66) กระทรวงการต่างประเทศส่งร่าง 8 แรงงานไทยที่เสียชีวิตจากสถานการณ์การสู้รบในประเทศอิสราเอล โดยก่อนเริ่มเดินทางมีการจัดพิธีไว้อาลัยและส่งศพ บริเวณลานบินของท่าอากาศยานเบนกูเรียน กรุงเทลอาวีฟ เมื่อช่วงเวลาประมาณ 15.30 น. วานนี้(19 ต.ค.) นางสาวพรรณนภา จันทรารมย์ เอกอัครราชทูตฯ นายนฤชัย นินนาท รองอธิบดีกรมการกงสุล นายศักดินาถ สนธิศักดิ์โยธิน ผู้ตรวจราชการกรม สำนักงานประกันสังคม และนายกิตติ์ธนา ศรีสุริยะ อัครราชทูตที่ปรึกษา (ฝ่ายแรงงาน) เป็นผู้แทนฝ่ายไทยเข้าร่วมพิธี

ฝ่ายอิสราเอล มีผู้แทนระดับสูงเข้าร่วมพิธี ประกอบด้วย นาย Michael Ronen อธิบดีกรมเอเชียและแปซิฟิก นาง Inbal Mashash, Head of the Foreign Workers Administration และนาง Shirly Raisin Sasson, Director of the Bilateral Agreements สำนักงานประชากรและตรวจคนเข้าเมืองอิสราเอล นาง Shiri Lev-Ran หัวหน้าคณะทำงานคุ้มครองสิทธิประโยชน์แรงงานต่างชาติในอิสราเอล กระทรวงแรงงาน และเจ้าหน้าที่จากกรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศอิสราเอลเข้าร่วมด้วย

โอกาสนี้ เอกอัครราชทูตฯ ได้วางพวงหรีดเพื่อทำความเคารพศพ หลังจากนั้นผู้ร่วมพิธีได้ยืนสงบนิ่งเพื่อไว้อาลัย โดยนาย Michael Ronen อธิบดีกรมเอเชียและแปซิฟิก ได้เป็นผู้แทนฝ่ายอิสราเอลกล่าวแสดงความเสียใจ โดยกล่าวว่า ตนได้เป็นผู้แทนในการกล่าวในพิธีการต่าง ๆ มากมาย แต่การเป็นผู้แทนของอิสราเอลในวันนี้เป็นการกล่าวด้วยความเศร้าสลด ตนขอแสดงความเสียใจในนามของทางการอิราเอลต่อการสูญเสียชีวิตของแรงงานไทยในครั้งนี้ ตนตระหนักดีว่า แรงงานไทยเดินทางไปทำงานในอิสราเอลเพื่อส่งเงินเลี้ยงดูครอบครัวในประเทศไทย และแรงงานไทยมีส่วนสำคัญต่อภาคเกษตรของอิสราเอลเป็นอย่างยิ่ง พร้อมขอให้เอกอัครราชทูตฯ แจ้งต่อญาติของผู้เสียชีวิตว่า รัฐบาลอิสราเอลขอแสดงความเสียใจอย่างยิ่งกับการสูญเสียครั้งนี้ พร้อมให้คำมั่นว่ารัฐบาลอิสราเอลจะดูแลครอบครัวของผู้เสียชีวิตต่อไป

ส่งร่าง 8 แรงงานไทยกลับประเทศ ญาติรอรับทั้งน้ำตา

เอกอัครราชทูตฯ ได้ขอบคุณผู้แทนหน่วยงานต่าง ๆ ที่มาเข้าร่วมพิธี พร้อมกล่าวด้วยว่า สงครามครั้งนี้ส่งผลกระทบต่อคนไทยอย่างยิ่ง ทั้ง ๆ ที่ไทยมิได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับความขัดแย้งครั้งนี้ ทั้งนี้ หวังว่าสงครามจะจบโดยเร็วเพื่อมิให้เกิดความสูญเสียไปมากกว่านี้

ร่างของแรงงานทั้ง 8 เดินทางมาถึงสนามบินสุวรรณภูมิในเวลาประมาณ 08.50 น. วันนี้ โดยมีญาติมารอรับด้วยความเศร้าโศก ทีมข่าวได้พูดคุยกับ น.ส.วงเดือน ล้ำเลิศ อายุ 42 ปี น้าของนายอานันต์ เพชรแก้ว หนึ่งในแรงงานไทยที่เสียชีวิตจากกรณีการสู้รบกันในประเทศอิสราเอลได้เดินทางมารอรับร่างของหลานชาย

เธอให้สัมภาษณ์กับนักข่าวบอกว่า นายอานันต์ ได้ไปทำงานอยู่ที่ฟาร์มเลี้ยงวัวในประเทศอิสราเอลได้ 2 ปี 5 เดือน โดยแคมป์งานที่หลานชายอยู่เป็นแคมป์แรกๆ ที่ถูกกลุ่มฮามาสบุกยิง โดยทางครอบครัวติดตามข่าวตั้งแต่วันแรกที่เกิดเหตุ ตอนนั้นได้พยายามติดต่อหลานชาย ทุกวิถีทาง และได้สอบถามไปยังภรรยาของหลานชาย ก็บอกว่าหลานได้ โทรคุยกับภรรยาครั้งสุดท้ายคือเช้าวันที่ 7 ต.ค. (วันเกิดเหตุ) เวลาประมาณ 06.30 น. ซึ่ง เป็นการโทรคุยเป็นประจำปกติก่อนจะวางสาย และช่วงเย็นของเวลาประเทศไทยก็ไม่สามารถติดต่อได้อีกเลย  

โดย น.ส.วงเดือน บอกว่า ทางตนเองได้พยายามเข้าไปหา เฟซบุ๊กของเพื่อนหลานชายจนเห็นว่ามีภาพหลานกำลังนั่งกินข้าวอยู่กับเพื่อนภายในแคมป์คนงาน (ภาพที่มี 3 คน หลานเสื้อสีฟ้า) ซึ่งก็ยังดูปกติอยู่ หลังจากนั้นผ่านไป 8 ชั่วโมงปรากฏว่าไม่สามารถติดต่อหลานชายได้อีกแล้ว ญาติจึงพยายามหาตามเฟซบุ๊กของเพื่อนหลานชายกับคนอื่นๆอีก เพราะหลานไม่ค่อยเล่นเฟซบุ๊ก และพยายามตามหาอยู่แบบนี้เป็นเวลากว่า 10 วัน พร้อมติดตามข่าวสารทุกช่องทาง แต่ก็ไม่ปรากฏชื่อของหลานชาย แม้กระทั่งในบัญชีรายชื่อของผู้สูญหายและตัวประกัน

จนมีเจ้าหน้าที่ติดต่อมาว่า หลานตัวเองเสียชีวิต เธอจึงอยากจะมาขอดูร่างดังกล่าวก่อน ว่า ศพของหลานชายจะมาในลักษณะแบบใด เป็นร่างหรือโครงกระดูก และ อยากรู้ว่าหลานยังคงใส่เสื้อสีฟ้าซึ่งเป็นเสื้อตัวโปรดที่หลานใส่เป็นประจำอยู่หรือไม่ 

นอกจากนี้ น.ส.วงเดือน ยอมรับว่า ตัวเองเป็นตัวแทนมารับร่างของหลาน เพราะตั้งแต่รู้ข่าวว่าหลานชายเสียชีวิตครอบครัวรู้สึกช็อกกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นโดยเฉพาะแม่ของผู้เสียชีวิตที่เป็นลมทันที ตั้งแต่วันที่ติดต่อไม่ได้ นางสาววงเดือน ได้พูดทั้งน้ำตา บอกว่า “หากหลานชายรับรู้ จะอยู่ตรงไหนกลับบ้าน ขอให้กลับบ้านเรา กลับมาหาลูก กลับมาหาแม่และครอบครัว”

สำหรับนายอานันต์ เป็นคนขยัน เป็นความภาคภูมิใจของแม่ ตั้งใจไปทำงานเก็บเงินเพื่อส่งเสียครอบครัวซึ่งแม่ของนายอานันต์ก็ภูมิใจในตัวลูกชายมาก อีกทั้งนายอานันต์เป็นคนไม่กินเหล้าและไม่สูบบุหรี่ ตั้งใจไปทำงานเก็บเงินมาให้ครอบครัว โดยนายอานันต์ มีลูกสาววัย 12 ปี 1 คน ด้วย

อีกทั้งก่อนหน้านี้นายอานันต์เปิดโรงกลึง อยู่ที่จังหวัดสมุทรปราการ แต่เผชิญพิษเศรษฐกิจช่วงโควิดระบาด จึงตัดสินใจปิดโรงกลึงและไปทำงานที่ประเทศอิสราเอล ซึ่งตอนนี้ก็ยังมีหนี้สินเหลืออยู่ และเท่าที่ตัวเองทราบ มีเพื่อนของหลานที่อยากกลับบ้าน และลงทะเบียนไว้แล้วแต่ยังไม่ได้กลับ ตัวเองเข้าใจว่ากระบวนการของภาครัฐมีขั้นตอน จึงอยากเสนอให้มีการปรับปรุงรูปแบบให้รวดเร็วมากยิ่งขึ้น เช่น การเพิ่มเจ้าหน้าที่เข้าไปช่วยดูแลตรวจสอบ เพราะตอนนี้การประสานงานของคนไทยที่อิสราเอลติดต่อกับเจ้าหน้าที่ยากมาก

ข่าวที่เกี่ยวข้อง