ชวนถก “ Data Center ในไทย” เปิดโอกาสเศรษฐกิจ แต่ใช้ทรัพยากรมหาศาล เดินหน้าอย่างไร ให้ “คุ้ม”

ชวนถก “Data Center ในไทย” เปิดโอกาสเศรษฐกิจ แต่ใช้ทรัพยากรมหาศาล เดินหน้าอย่างไร ให้ “คุ้ม”
ทุกครั้งที่เราเปิดดูคลิป เก็บรูปบน Cloud ซื้อของออนไลน์ โอนเงิน หรือถาม AI มีโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ทำงานอยู่เบื้องหลัง
สิ่งนั้นคือ “Data Center”
พูดง่าย ๆ คือศูนย์ที่รวบรวมเซิร์ฟเวอร์จำนวนมากไว้สำหรับเก็บ รับส่ง และประมวลผลข้อมูล เปรียบได้กับหนึ่งใน “หัวใจ” ของโลกดิจิทัล ที่ทำให้บริการออนไลน์ Cloud ไปจนถึง AI ทำงานได้ตลอด 24 ชั่วโมง
ยิ่งโลกใช้ข้อมูลมากขึ้น Data Center ก็ยิ่งสำคัญขึ้น
และวันนี้ เงินลงทุนก้อนใหญ่กำลังไหลมาที่ประเทศไทย
.
<เงินลงทุน “หลายแสนล้าน” กำลังมา>
Data Center อาจฟังดูเป็นเรื่องไกลตัว แต่ตัวเลขการลงทุนบอกว่า นี่
กำลังกลายเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่น่าจับตาของไทย
ข้อมูลจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือ BOI ระบุว่า เฉพาะปี 2568 มีคำขอส่งเสริมการลงทุน Data Center สะสม 36 โครงการ มูลค่ากว่า 728,000 ล้านบาท และในครึ่งแรกของปี 2569 การลงทุนในกลุ่มดิจิทัลยังเป็นหนึ่งในแรงขับสำคัญของคำขอส่งเสริมการลงทุน
บริษัทยักษ์ใหญ่ระดับโลกก็ทยอยปักหมุดประเทศไทย
Google ประกาศลงทุน 1 พันล้านดอลลาร์ หรือราว 3.6 หมื่นล้านบาท เพื่อสร้าง Data Center แห่งแรกในไทยที่ชลบุรีและ Cloud Region ในกรุงเทพฯ โดยประเมินว่าจะช่วยเพิ่ม GDP ไทยราว 4 พันล้านดอลลาร์ภายในปี 2029 และสนับสนุนงานเฉลี่ยประมาณ 14,000 ตำแหน่งต่อปีในช่วงปี 2025–2029
AWS วางแผนลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน Cloud ในไทยมากกว่า 5 พันล้านดอลลาร์ ในระยะยาว และประเมินว่าจะสร้างมูลค่าเพิ่มให้ GDP ไทยประมาณ 1 หมื่นล้านดอลลาร์
ขณะที่ Microsoft ประกาศเมื่อเดือนมีนาคม 2569 ว่าจะลงทุน มากกว่า 1 พันล้านดอลลาร์ ในโครงสร้างพื้นฐาน Cloud และ AI Data Center รวมถึงการดำเนินงานในประเทศไทย
เพียงผู้เล่นรายใหญ่ไม่กี่ราย ก็ทำให้เห็นแล้วว่า Data Center ไม่ใช่ธุรกิจเล็ก ๆ แต่กำลังกลายเป็นหนึ่งในเดิมพันของเศรษฐกิจดิจิทัลไทย
.
<อย่านับแค่ “มีงานกี่ตำแหน่ง”>
ข้อถกเถียงหนึ่งที่เกิดขึ้นคือ Data Center บางแห่ง
อาจไม่ได้จ้างพนักงานประจำจำนวนมาก เมื่อเทียบกับเงินลงทุนและทรัพยากรที่ใช้
แต่ถ้านับแค่จำนวนคนที่เดินเข้าไปทำงานใน Data Center เราอาจกำลังนับประโยชน์ของมันน้อยเกินไป
เพราะการลงทุนหนึ่งโครงการเชื่อมโยงตั้งแต่งานก่อสร้าง ระบบไฟฟ้า โทรคมนาคม วิศวกรรม อุปกรณ์ การบริหารอาคาร ไปจนถึงธุรกิจบริการต่าง ๆ
ที่สำคัญ Data Center ยังเป็นโครงสร้างพื้นฐานให้ธุรกิจอื่นนำไปต่อยอด
ทั้ง Cloud, E-commerce, Fintech และ AI
ดังนั้น Data Center อาจไม่ได้สร้างงานจำนวนมาก “ข้างใน” แต่คำถามที่สำคัญไม่แพ้กันคือ มันสร้างมูลค่าต่อออกไป “ข้างนอก” ได้มากแค่ไหน
นี่คือด้านของ “โอกาส”
แต่ยังมีอีกด้านที่ต้องนำมาคิดในสมการเดียวกัน
เงินลงทุนระดับแสนล้าน ไม่ได้แปลว่า “คุ้ม” โดยอัตโนมัติ
.
<เพราะโลกดิจิทัลก็ต้องกิน “ไฟ-น้ำ”>
ภาพของ Cloud หรือ AI อาจทำให้เรารู้สึกว่าทุกอย่างลอยอยู่บนโลกออนไลน์
แต่ในความเป็นจริง ข้อมูลทุกชิ้นต้องอาศัยเครื่องจักรจริง อาคารจริง และพลังงานจริง
เซิร์ฟเวอร์จำนวนมากต้องทำงานตลอด 24 ชั่วโมง นั่นหมายถึงการใช้ ไฟฟ้า ทั้งสำหรับระบบคอมพิวเตอร์และระบบระบายความร้อน
Data Center บางประเภทและบางเทคโนโลยียังต้องใช้ น้ำ ในระบบหล่อเย็น แม้ปริมาณการใช้จะแตกต่างกันตามขนาด ทำเล และการออกแบบของแต่ละแห่ง
กรณีของ ไอร์แลนด์ ทำให้เห็นภาพว่าความต้องการพลังงานสามารถโตได้มากเพียงใด
ข้อมูลจาก Central Statistics Office หรือสำนักงานสถิติกลางไอร์แลนด์ ระบุว่า ปี 2025 Data Center ใช้ไฟฟ้าจากระบบมิเตอร์คิดเป็น 23% ของทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากเพียง 5% ในปี 2015
แน่นอน ไทยไม่ใช่ไอร์แลนด์ และตัวเลขนี้ไม่สามารถนำมาเทียบกับไทยตรง ๆ เพราะโครงสร้างพลังงานและขนาดอุตสาหกรรมแตกต่างกัน
แต่มันทำให้เห็นโจทย์ที่ไทยควรถามตั้งแต่วันนี้ว่า
หาก Data Center โตขึ้นมาก ไฟจะมาจากไหน? น้ำจะเพียงพอหรือไม่? ต้องลงทุนขยายระบบอีกเท่าไร? และใครควรเป็นผู้รับต้นทุนเหล่านั้น?
.
<ต่างประเทศก็เคยเจอโจทย์นี้>
หลายประเทศไม่ได้ตอบคำถามเรื่อง Data Center ด้วยการเลือกเพียง “เอา” หรือ “ไม่เอา”
สิงคโปร์ ซึ่งเป็นหนึ่งในศูนย์กลาง Data Center สำคัญของเอเชีย เคยชะลอการเพิ่มศูนย์ข้อมูลใหม่ ท่ามกลางข้อจำกัดด้านพื้นที่และพลังงาน ก่อนกลับมาเปิดรับอีกครั้งภายใต้เงื่อนไขที่ให้ความสำคัญกับประสิทธิภาพพลังงานและความยั่งยืนมากขึ้น
ขณะที่บางพื้นที่ใน สหรัฐอเมริกา เกิดแรงต่อต้านจากชุมชนและการถกเถียงเรื่องไฟฟ้า น้ำ และผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม จนนำไปสู่การทบทวนเงื่อนไขของโครงการ รวมถึงคำถามว่า ผู้ประกอบการควรรับผิดชอบต้นทุน
ในการขยายโครงสร้างพื้นฐานมากน้อยเพียงใด
บทเรียนจึงอาจไม่ใช่ว่า Data Center “ดี” หรือ “ไม่ดี”
แต่คือ ประเทศที่รับการลงทุนเหล่านี้วางกติกาไว้ดีแค่ไหน
.
<แล้ว “กติกาไทย” พร้อมหรือยัง?>
หนึ่งในประเด็นที่กำลังถูกตั้งคำถามคือ EIA หรือรายงานประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม
ปัจจุบัน Data Center ไม่ได้ถูกกำหนดเป็นประเภทโครงการที่ต้องทำ EIA โดยอัตโนมัติเพียงเพราะเป็น Data Center แม้บางโครงการอาจเข้าเกณฑ์จากเงื่อนไขอื่น เช่น ลักษณะอาคารหรือพื้นที่ตั้ง
เรื่องนี้ยิ่งน่าจับตาเมื่อโลกเข้าสู่ยุค AI Data Center และ Hyperscale Data Center ซึ่งบางโครงการมีความต้องการพลังงานสูงกว่า Data Center ในอดีตมาก
ภาครัฐเองก็เริ่มขยับBOI ตั้งกลไกกลั่นกรองโครงการ Data Center โดยพิจารณาทั้ง ความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ ความพร้อมด้านไฟฟ้า การใช้น้ำ และผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
ด้านพลังงาน คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ หรือ กพช. เห็นชอบหลักการให้ผู้ประกอบการวางหลักประกัน 4.5 ล้านบาทต่อความต้องการใช้ไฟฟ้า 1 เมกะวัตต์ เพื่อคัดกรองโครงการที่มีความพร้อมจริง ขณะเดียวกันยังมีการศึกษาโครงสร้างค่าไฟสำหรับ Data Center โดยเฉพาะ
อย่างน้อยสิ่งเหล่านี้สะท้อนว่า คำถามเรื่อง “ความคุ้ม” เริ่มกลายเป็นโจทย์เชิงนโยบายที่รัฐต้องหาคำตอบเช่นกัน
.
<ไม่ใช่ “เอาหรือไม่เอา” แต่จะเอาอย่างไร?>
Data Center มีด้านที่ประเทศไทยน่าจะได้ประโยชน์จริง ทั้งเงินลงทุน โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล การรองรับ Cloud และ AI รวมถึงโอกาสที่ธุรกิจไทยจะนำโครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้ไปต่อยอด
แต่ประเทศไทยก็มีต้นทุนจริงเช่นกัน ทั้งไฟฟ้า น้ำ ที่ดิน สิ่งแวดล้อม และโครงสร้างพื้นฐานที่อาจต้องลงทุนเพิ่มเติมเพื่อรองรับอุตสาหกรรมนี้
ดังนั้น การตั้งคำถามกับ Data Center ไม่จำเป็นต้องหมายถึง “ต่อต้านการลงทุน”
เช่นเดียวกับการสนับสนุน Data Center ก็ไม่ควรหมายถึง “รับทุกโครงการโดยไม่มีเงื่อนไข”
ไม่ใช่แค่ทำอย่างไรให้ต่างชาติเลือกประเทศไทย
แต่คือทำอย่างไรให้ประเทศไทยได้ประโยชน์จากการที่เขาเลือกเราด้วย
กติกาที่ดีจึงควรตอบให้ได้ว่า แต่ละโครงการสร้างมูลค่าให้ประเทศเท่าไร ใช้ทรัพยากรเท่าไร ใครรับต้นทุนส่วนเพิ่ม กระทบชุมชนหรือไม่ และจะทำอย่างไรให้เงินลงทุน เทคโนโลยี ทักษะ และองค์ความรู้ตกอยู่ในประเทศไทยมากที่สุด เพราะท้ายที่สุด เงินลงทุนคือโอกาส
ส่วนไฟ น้ำ ที่ดิน และสิ่งแวดล้อมคือต้นทุน
สิ่งที่ประเทศไทยต้องตอบให้ได้ อาจไม่ใช่เพียงว่าเราจะมี Data Center มากแค่ไหน
แต่คือ
เราจะเปลี่ยน “โอกาส” ที่เข้ามา
ให้มีค่ามากกว่า “ต้นทุน” ที่ต้องจ่ายไปได้อย่างไร?




