ปั๊มน้ำมันบ้านผือเสียหายหนักจากเหตุปืนใหญ่ชายแดน กู้เงินสร้างใหม่

ปั๊มน้ำมันบ้านผือเสียหายหนักจากเหตุปืนใหญ่ชายแดน กู้เงินสร้างใหม่ เปิดบริการแต่ลูกค้าลดฮวบ รอรัฐเยียวยา 4 เดือน ยังไร้ความชัดเจน
(19 พ.ย.68) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศที่ปั๊มน้ำมันบ้านผือ ตำบลเมือง อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดจากเหตุยิงปะทะของทหารกัมพูชา โดยลูกปืนใหญ่ได้ตกลงกลางร้านสะดวกซื้อภายในปั๊มเมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2568 สร้างความเสียหายอย่างรุนแรงจนต้องรื้อถอนอาคารทั้งหมด และก่อสร้างใหม่ด้วยเงินกู้จากธนาคาร เนื่องจากยังไม่ได้รับการเยียวยาใด ๆ จากภาครัฐ
เหตุการณ์ครั้งนั้นก่อให้เกิดความสูญเสียครั้งใหญ่ มีผู้เสียชีวิตจำนวน 8 ราย เป็นลูกค้าของร้านสะดวกซื้อ รวมทั้งผู้ปกครองและเด็กนักเรียนที่กำลังเข้ามาซื้อของเพื่อเตรียมไปโรงเรียน ความสูญเสียครั้งนี้ยังคงสร้างบาดแผลให้กับครอบครัวผู้เสียชีวิตและชาวบ้านในพื้นที่จนถึงปัจจุบัน ซึ่ง ซากอาคารร้านสะดวกซื้อและส่วนของปั๊มน้ำมันที่ได้รับความเสียหายจากแรงระเบิด เจ้าของปั๊มยังคงเก็บรวบรวมไว้เป็นจุด ๆ ในพื้นที่ด้านหลัง โดยยังไม่สามารถนำไปทำลายได้ เพราะต้องรอให้ภาครัฐลงพื้นที่ตรวจสอบเพื่อพิสูจน์ความเสียหาย หากมีการทำลายซากไปก่อน อาจกระทบต่อการประเมินวงเงินช่วยเหลือและสิทธิ์ชดเชยที่ควรจะได้รับในอนาคต
เหตุการณ์ครั้งนี้ถูกจัดว่าเป็น “เคสแรกของประเทศไทยที่ความเสียหายเกิดจากภัยทางอากาศในพื้นที่พลเรือน” ทำให้ยังไม่มีกฎหมายหรือระเบียบชัดเจนรองรับการช่วยเหลือหรือเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ ทำให้ตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา ทั้งผู้ประกอบการและชุมชนที่ได้รับผลกระทบต้องรอความคืบหน้าจากรัฐบาลโดยไม่มีคำตอบใด ๆ เช่นเดียวกับกรณีของ โรงพยาบาล รพ.สต.ซำเม็ง ที่ถูกระเบิดจากเหตุปะทะเช่นกัน แต่จนถึงวันนี้ยังไม่มีความชัดเจนว่าหน่วยงานใดจะรับผิดชอบและจะมีการเยียวยาอย่างไร
นาง กมนรัตน์ เจ้าของปั๊มน้ำมัน กล่าวว่า หลังจากรื้อร้านเดิมที่พังเสียหายทั้งหมด ก็ได้กู้เงินมาสร้างร้านใหม่ และเปิดให้บริการอีกครั้งเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2568 ที่ผ่านมา โดยมีลูกค้าทยอยกลับมาใช้บริการ แต่บรรยากาศยังไม่คึกคักเหมือนเดิม “ตอนนี้ยังไม่มีคอมเพลนในแง่ร้ายจากลูกค้าเลยค่ะ มีแต่ให้กำลังใจ ส่วนตัวเราก็พยายามสู้ เปิดร้านใหม่ให้เร็วที่สุดเท่าที่ทำได้ เพื่อให้บริการคนในพื้นที่” ซึ่งหลังเกิดเหตุทหารไทยเหยียบทุ่นระเบิดในพื้นที่ชายแดนเมื่อไม่นานนี้ บรรยากาศกลับมาตึงเครียดอีกครั้ง ทำให้ลูกค้าลดลงอย่างเห็นได้ชัด หลายครอบครัวที่ทำนาอยู่แนวชายแดนบางส่วน ต่างพากันรีบเกี่ยวข้าวออกจากพื้นที่ เพราะกังวลว่าอาจเกิดเหตุยิงปะทะซ้ำ ทำให้ไม่สามารถเข้าไปเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ ส่งผลเป็นลูกโซ่ต่อร้านสะดวกซื้อและธุรกิจในชุมชนโดยตรง
นางกมลรัตน์ กล่าวต่อไปว่า ปัจจุบันยังไม่ได้รับเงินเยียวยาหรือชดเชยจากภาครัฐแม้แต่บาทเดียว ทั้งที่มีความเสียหายด้านโครงสร้าง พื้นที่ประกอบการ และการสูญเสียลูกค้าอย่างหนักในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมาความช่วยเหลือที่ได้รับมีเพียง บริษัททิพยประกันภัย ที่จ่ายเงินช่วยเหลือแบบ “สินไหมกรุณา กรณีพิเศษ” และการช่วยสนับสนุนจาก ปตท. และซีพี ซึ่งดูแลในส่วนของธุรกิจเครือข่าย
แต่ในส่วนของรัฐบาล ยังไม่มีการลงพื้นที่ชี้แจงหรือให้รายละเอียดใด ๆ เกี่ยวกับขั้นตอนการเยียวยา แม้เหตุการณ์นี้จะถูกระบุว่าเป็นกรณีแรกของประเทศที่ต้องวางหลักเกณฑ์การชดเชยใหม่ทั้งหมดก็ตาม เข้าใจว่า เราเป็นเอกชนที่เสียภาษีให้รัฐบาลตลอด ถ้ามีเหตุการณ์ร้ายแรงแบบนี้ รัฐควรดูแลให้ชัดเจน ให้รวดเร็ว ไม่ใช่ปล่อยให้เรารอโดยไม่รู้ว่าจะได้เมื่อไหร่ เท่าไหร่ หรือจะได้หรือเปล่าด้วยซ้ำ แม้แต่ รพ.สต.ซำเม็ง ก็ยังไม่มีความชัดเจนเหมือนกัน”
ลูกค้าประจำของร้านสะดวกซื้อ นางสาว นวรัตน์ มุ่งหมาย ที่นับตั้งแต่ร้านถูกระเบิดจากลูกปืนใหญ่ พอร้านเปิดก็มาใช้บริการประจำเช่นเคย เล่าว่า วันเกิดเหตุตนอยู่โรงเรียนที่อยู่ใกล้เคียงกับปั๊มน้ำมันแห่งนี้ ซึ่งทุกวันก็จะมาซื้อของที่ร้านสะดวกซื้อแห่งนี้ แต่วันนี้เราอยู่กับเด็ก ก็ห่วงเด็กมาก โดยในขณะเกิดเหตุลูกปืนใหญ่ระเบิดลง ไม่ได้มาพอดี ตอนนี้ร้านสะดวกซื้อเปิดก็มาซื้อข้าวของปกติทุกวัน ก็ไม่กลัว เพราะที่โรงเรียนได้สอนเด็ก สอนครู ได้มีการอพยพ สอนการเผชิญเหตุร้าย ให้กับเด็ก และคณะครู ไว้แล้ว
ทั้งนี้ สถานการณ์ในพื้นที่ชายแดนศรีสะเกษยังมีความตึงเครียดเป็นระยะ ขณะที่ผู้ประกอบการและประชาชนต่างจับตาว่าภาครัฐจะวางมาตรการเยียวยาอย่างไรต่อเหตุการณ์ความเสียหายจากภัยทางอากาศครั้งแรกของประเทศ ซึ่งยังส่งผลกระทบต่อชีวิต ความเป็นอยู่ และเศรษฐกิจของชุมชนจนถึงวันนี้




