พ่อเมืองโคราชเปิดพื้นที่ ให้ชาวสวนขายทุเรียนกิโลกรัมละ 100 บาท

ปีนี้ราคาตกอย่างสาหัส! พ่อเมืองโคราชเปิดพื้นที่ศาลากลางจังหวัด ให้ชาวสวนทุเรียนในพื้นที่ จ.นครราชสีมา นำทุเรียนมาวางขายในราคากิโลกรัมละ 100 บาท ช่วยเร่งระบายผลผลิต
(23 ก.ค. 68) ที่บริเวณลานจอดรถหน้าศาลากลางจังหวัดนครราชสีมา ได้มีเกษตรกรชาว อ.ครบุรี นำทุเรียนและผลไม้หลายชนิดจากสวน มากางเต็นท์ขายให้กับชาว อ.เมืองนครราชสีมา ให้ได้อุดหนุนถึงที่ ตามนโยบาย “โคราชเฟิร์ส” ของนายชัยวัฒน์ ชื่นโกสุมภ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา ที่ต้องการเปิดพื้นที่บริเวณหน้าศาลากลางให้เกษตรกรสามารถนำผลไม้จากสวน มาวางขายให้ชาวโคราชได้อุดหนุนผลไม้ในพื้นที่จังหวัดของตัวเองก่อน โดยมีนายมารุต ชุ่มขุนทด ผู้ประสานงานพรรคกล้าธรรม, นายมนัส เสียงก้อง เกษตรจังหวัดนครราชสีมา, นายสุทธิศักดิ์ พรหมบุตร พาณิชย์จังหวัดนครราชสีมา และนายอุทัย หนูวุ่น หัวหน้ากลุ่มส่งเสริมและพัฒนาการผลิต สำนักงานเกษตรจังหวัดนครราชสีมา ร่วมประชาสัมพันธ์และให้กำลังใจเกษตรกรอย่างใกล้ชิด
ทั้งนี้ภายหลังจากสถานการณ์ราคาผลไม้หลายชนิดในประเทศไทยตกต่ำอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะทุเรียน ซึ่งถือว่าเป็นราชาแห่งผลไม้ ที่ปีนี้ราคาตกต่ำเป็นประวัติการณ์ จากปีที่แล้วเกรดปกติที่เคยมีราคาสูงสุดกิโลกรัมละ 250 บาท หากเป็นเกรดพรีเมี่ยม กิโลกรัมละ 350-400 ปีนี้ราคาตกลงมาเหลือกิโลกรัมละไม่ถึง 100 บาท บางพื้นที่ถึงกับยอมขายขาดทุน เพื่อเร่งระบายผลทุเรียนออกจากสวนที่กำลังล้นตลาดอยู่ในขณะนี้ ส่งผลกระทบทำให้เกษตรกรผู้ปลูกทุเรียนทั่วประเทศได้รับความเดือดร้อนเป็นอย่างมาก

สำหรับบรรยากาศการจำหน่ายทุเรียนในวันนี้เป็นไปอย่างคึกคักตั้งแต่ช่วงเช้า มีประชาชนชาวโคราชจำนวนมากแห่มารอเลือกซื้อทุเรียนหมอนทองจากสวนไร่คงทองใน อ.ครบุรี อย่างเนืองแน่น บางรายซื้อทีละหลายกิโลฯ เพื่อนำไปฝากญาติ โดยต่างชื่นชมในคุณภาพของทุเรียนที่เปลือกบาง เนื้อแน่น กลิ่นไม่แรง และราคาย่อมเยาเพียงกิโลกรัมละ 100 บาทเท่านั้น จนทำให้ทุเรียนกว่า 1 ตันในวันแรกแทบไม่พอจำหน่าย เกษตรกรต้องนำของมาเติมตลอดทั้งวัน
โดยนางสาวชีวรัตน์ ปานมา เจ้าของสวนทุเรียนไร่คงทอง อำเภอครบุรี ซึ่งนำทุเรียนมาขายในครั้งนี้ กล่าวว่า ตนได้รับผลกระทบอย่างมากจากราคาทุเรียนที่ตกต่ำ ปีที่แล้วขายได้ราคาสูงสุดประมาณกิโลกรัมละ 200 บาท แต่ปีนี้ขายได้เพียงกิโลกรัมละ 100 บาทเท่านั้น แม้ผลผลิตปีนี้จะมีจำนวนน้อยลงจากเกือบ 20 ตัน เหลือเพียง 10 ตัน แต่ต้นทุนการผลิตยังเท่าเดิม ทำให้ตนเดือดร้อนอย่างหนัก จึงตัดสินใจนำทุเรียนมาขายโดยตรงที่ศาลากลางฯ เพื่อให้ชาวโคราชได้เลือกซื้อโดยไม่ต้องผ่านพ่อค้าคนกลาง ซึ่งจะทำให้ราคาถูกลงและผู้บริโภคเข้าถึงง่ายขึ้น
อีกทั้งยังเป็นการช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของเกษตรกรอย่างตนด้วย ตนตั้งใจจะหันมาทำเกษตรอินทรีย์เพื่อช่วยลดต้นทุน เช่น หมักปุ๋ยเอง ทำน้ำหมักใช้เอง โดยมุ่งหวังว่าปีหน้าจะสามารถควบคุมค่าใช้จ่ายได้ดีขึ้น พร้อมทั้งยืนยันว่าทุเรียนครบุรีมีเอกลักษณ์ที่เนื้อเนียน กลิ่นไม่แรง เปลือกบาง และเนื้อแห้ง พร้อมเชิญชวนชาวโคราชมาลองชิมดูว่า “ทุเรียนครบุรี อร่อยอย่างไร”

ด้านนายมนัส เสียงก้อง เกษตรจังหวัดนครราชสีมา กล่าวว่า จังหวัดนครราชสีมามีพื้นที่ปลูกทุเรียนกว่า 12,000 ไร่ ครอบคลุม 5 อำเภอ ได้แก่ ปากช่อง, วังน้ำเขียว, ครบุรี, เสิงสาง และหนองบุญมาก โดยปีนี้มีพื้นที่เก็บเกี่ยวประมาณ 9,700 ไร่ คิดเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจสูงถึง 1,700 ล้านบาทต่อปี ทุเรียนโคราชมีจุดเด่นเฉพาะตัวคือ กลิ่นอ่อน หอมละมุน รสชาติหวานมัน และเนื้อเป็นครีม แม้จะเป็นที่ต้องการของตลาด แต่ในช่วงนี้ราคากลับตกต่ำเหลือเพียง 90-100 บาทต่อกิโลกรัมจากสวน
ทางจังหวัดฯ จึงได้ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดนโยบาย “โคราชเฟิร์ส” เปิดพื้นที่ให้เกษตรกรนำผลผลิตมาขายตรงให้กับชาวโคราชที่ศาลากลางฯ ระหว่างวันที่ 23-25 กรกฎาคม 2568 โดยได้รับการสนับสนุนด้านสถานที่ เต็นท์ และการประชาสัมพันธ์อย่างเต็มที่ เพื่อช่วยให้เกษตรกรสามารถขายได้ในราคาที่สูงขึ้นจากเดิม และผู้บริโภคได้บริโภคของดีในท้องถิ่นในราคาที่เหมาะสม
ขณะที่นายมารุต ชุ่มขุนทด ผู้ประสานงานพรรคกล้าธรรม กล่าวว่า ทุเรียนในปีนี้มีคุณภาพดีขึ้นมากเมื่อเทียบกับปีที่แล้ว รสชาติอร่อยขึ้นอย่างชัดเจน แต่กลับเป็นปีที่ราคาตกต่ำอย่างหนัก จึงถือเป็นโชคร้ายของเกษตรกร ตนมองว่าแนวโน้มปีหน้าผลผลิตจะออกมามากขึ้นอีก เนื่องจากมีเกษตรกรหลายรายเริ่มปลูกทุเรียนกันมากขึ้นในพื้นที่ จึงจำเป็นต้องเตรียมรับมืออย่างเร่งด่วน ทั้งการระบายผลผลิตโดยตรงให้ถึงมือผู้บริโภค การใช้ช่องทางออนไลน์และโซเชียลมีเดียให้มากขึ้น เช่น การเชิญ influencer หรือ blogger มาช่วยรีวิวที่สวน

การแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ เช่น ผงทุเรียน หรือการสร้างเมนูใหม่ร่วมกับภาคเอกชนอย่างร้านกาแฟหรือร้านอาหาร รวมถึงการทำงานบูรณาการร่วมกันของหน่วยงานรัฐ เช่น เกษตรจังหวัด พาณิชย์จังหวัด และการใช้เครื่องมือ GI เพื่อส่งเสริมอัตลักษณ์ทุเรียนท้องถิ่น ซึ่งทั้งหมดนี้จะเป็นการยกระดับทุเรียนโคราชให้แข่งขันได้มากขึ้น และไม่ตกอยู่ในภาวะล้นตลาดอย่างที่ผ่านมา




