บอร์ดดิจิทัลฯ เคาะเงื่อนไข เสนอ ครม. เม.ย. นี้ - ผู้ว่า ธปท. ไม่ได้ร่วมประชุม

AdminNews
บอร์ดดิจิทัลฯ เคาะเงื่อนไข เสนอ ครม. เม.ย. นี้ - ผู้ว่า ธปท. ไม่ได้ร่วมประชุม

คณะกรรมการนโยบายโครงการเติมเงิน 10,000 บาท ผ่าน Digital Wallet ได้เห็นชอบกรอบหลักการ ยืนยันเงินดิจิทัลที่เข้ากระเป๋าประชาชนพร้อมกันทีเดียว 10,000 บาท

ข่าวที่เกี่ยวข้อง :

เคาะแล้ว “ดิจิทัลวอลเล็ต” 5 แสนล้าน ใช้งบ 67-68 ไม่ต้องกู้

บอร์ดดิจิทัลฯ เคาะเงื่อนไข เสนอ ครม. เม.ย. นี้ - ผู้ว่า ธปท. ไม่ได้ร่วมประชุม

10 เม.ย.67 นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รมช.คลัง กล่าวถึงแนวทางการดำเนินโครงการฯ ที่สำคัญ โดยสรุปแนวทางโครงการฯ "ดิจิทัลวอลเล็ต" ได้ดังนี้

1. กลุ่มเป้าหมาย ประชาชนจำนวนประมาณ 50 ล้านคน โดยจะมีเกณฑ์ ได้แก่ อายุเกิน 16 ปี ณ เดือนที่มีการลงทะเบียน ไม่เป็นผู้ที่มีเงินได้พึงประเมินเกิน 840,000 บาทต่อปีภาษี และมีเงินฝากกับธนาคารพาณิชย์และสถาบันการเงินเฉพาะกิจรวมกันไม่เกิน 500,000 บาท

2. เงื่อนไขการใช้จ่าย

2.1 ระหว่างประชาชนกับร้านค้า ใช้จ่ายเชิงพื้นที่ในระดับอำเภอ (878 อำเภอ) โดยกำหนดให้ใช้จ่ายกับร้านค้าขนาดเล็กที่ตามที่กระทรวงพาณิชย์กำหนดเท่านั้น

2.2 ระหว่างร้านค้ากับร้านค้า ไม่กำหนดเงื่อนไขการใช้จ่ายเชิงพื้นที่ระหว่างร้านค้ากับร้านค้าในระดับอำเภอและขนาดของร้านค้า

การใช้จ่ายเงินสามารถใช้จ่ายได้หลายรอบ โดยรอบที่ 1 จะเป็นการใช้จ่ายระหว่างประชาชนกับร้านค้าขนาดเล็กเท่านั้น (ตามกระทรวงพาณิชย์กำหนด) ตั้งแต่รอบที่ 2 ขึ้นไป จะเป็นการใช้จ่ายระหว่างร้านค้ากับร้านค้าโดยไม่จำกัดขนาดร้านค้า

3. ประเภทสินค้า สินค้าทุกประเภทสามารถใช้จ่ายผ่านโครงการฯ ได้ ยกเว้น สินค้าอบายมุข น้ำมัน บริการ และออนไลน์ เป็นต้น และสิ่งที่กระทรวงพาณิชย์จะกำหนดเพิ่มเติม

4. คุณสมบัติร้านค้าที่สามารถถอนเงินสดจากโครงการฯ ต้องเป็นร้านค้าที่อยู่ในระบบภาษี ดังนี้ (1) ภาษีมูลค่าเพิ่ม (Value Added Tax: VAT) หรือ (2) ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (Personal Income Tax: PIT) เฉพาะผู้มีเงินได้พึงประเมิน

ตามมาตรา 40 (8) แห่งประมวลรัษฎากร หรือ (3) ภาษีเงินได้นิติบุคคล (Corporate Income Tax: CIT)

ทั้งนี้ ร้านค้าไม่สามารถถอนเงินสดได้ทันทีหลังประชาชนใช้จ่าย แต่ร้านค้าจะสามารถถอนเงินสดได้เมื่อมีการใช้จ่ายตั้งแต่ในรอบที่ 2 เป็นต้นไป

5. การจัดทำระบบ จะเป็นการพัฒนาต่อยอดของรัฐบาลดิจิทัลโดยสำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน) (สพร.) ร่วมกับกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม โดยมีเป้าหมายให้เป็น Super App ของรัฐบาล โดยการใช้งานจะพัฒนาให้สามารถใช้จ่ายได้กับธนาคารอื่น ๆ ในลักษณะ open loop ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งในการจัดทำของภาครัฐ รัฐบาลจะดำเนินโครงการฯ ให้เป็นไปอย่างรอบคอบ โปร่งใส และสามารถตรวจสอบได้ตามกฎหมาย

6. แหล่งเงิน จะใช้เงินจากงบประมาณจาก 3 แหล่ง ได้แก่

- เงินงบประมาณรายจ่ายปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 จำนวน 152,700 ล้านบาท ซึ่งได้ขยายกรอบวงเงินงบประมาณเรียบร้อยแล้ว

- จากการการดำเนินโครงการผ่านหน่วยงานของรัฐ จำนวน 172,300 ล้านบาท โดยจะใช้ มาตรา 28 โดยให้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ดูแลประชาชนในกลุ่มที่เป็นเกษตรกร จำนวน 11 ล้านคนเศษ ผ่านกลไก มาตรา 28 ของปีงบประมาณ 68

- การบริหารจัดการเงินงบประมาณรายจ่ายปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 จำนวน 175,000 ล้านบาท โดยรัฐบาลจะพิจารณาว่ารายการไหนสามารถใช้หรือปรับเปลี่ยนได้ รวมถึงงบกลางที่อาจนำมาใช้เพิ่มเติมได้หากวงเงินไม่เพียงพอ

7. ช่วงเวลาการดำเนินโครงการ ประชาชนและร้านค้าจะสามารถเข้าร่วมโครงการฯ ภายในไตรมาสที่ 3 ของปี 2567 และจะมีการเริ่มใช้จ่ายภายในไตรมาสที่ 4 ของปี 2567

8. มีการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการด้านการตรวจสอบการกระทำที่อาจเข้าข่ายผิดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขของโครงการฯ โดยมีผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติเป็นประธาน และผู้บัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ผู้บัญชาการสำนักงานยุทธศาสตร์ตำรวจ และผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง เป็นอนุกรรมการและเลขานุการร่วม ซึ่งจะมีหน้าที่หลักในการตรวจสอบ วินิจฉัยเกี่ยวกับการกระทำผิดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขของโครงการฯ รวมถึงการกระทำที่อาจฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติของกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

สำหรับมติที่ได้รับความเห็นชอบในวันนี้ กระทรวงการคลัง จะนำเสนอต่อคณะรัฐมนตรีพิจารณาต่อไปภายในเดือนเมษายน 2567 สำหรับความคุ้มค่าในการดำเนินโครงการฯ การให้สิทธิแก่ประชาชน จำนวน 50 ล้านคน คิดเป็นจำนวนเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจกว่า 5 แสนล้านบาท และกำหนดให้ใช้จ่ายในร้านค้าที่กำหนดซึ่งจะเป็นการเติมเงินลงสู่ฐานราก โดยจะส่งผลต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจประมาณ1.2 - 1.8%

นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง ยืนยันว่า การดำเนินการในเรื่องแหล่งเงิน เป็นไปตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นกฎหมายวินัยการเงินการคลัง กฎหมายงบประมาณ หรือ พ.ร.บ.เงินตรา ที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มีข้อกังวล ณ วันที่เริ่มโครงการในช่วงปลายปี จะมีเงิน 5 แสนล้านบาทอยู่ทั้งก้อน ไม่มีการใช้เงินสกุลอื่น หรือใช้มาตรการอื่นแทนเงิน ยืนยันว่าทำตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องครบถ้วน

ทั้งนี้ นายเศรษฐา ทวีสิน นายกกรัฐมนตรีและรมว.คลัง ยอมรับว่า ความรู้สึกลึกๆของนายกรัฐมนตรีผิดจากความตั้งใจแรกที่หาเสียงไว้ในเรื่องของระยะเวลาที่จะเริ่มโครงการนี้ แต่เราเป็นรัฐบาลที่ต้องรับฟังเสียงจากประชาชน และตอนแรกคาดการณ์ว่า จะออกมาตรการตั้งแต่ต้นปีนี้ แต่ก็ดีเลย์มาจนถึงปลายปี ซึ่งเราต้องรับฟังเสียงของทุกคนที่ให้คำแนะนำและข้อเสนอแนะ รวมถึงการตั้งคณะกรรมการชุดต่างๆขึ้นมาต้องพิจารณาอย่างละเอียด เพื่อให้เป็นโครงการที่โปร่งใส สุจริต ผลประโยชน์ทุกอย่างตกอยู่ที่ประชาชน

นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวถึง การตั้งงบประมาณเพื่อใช้หนี้ธนาคาร ธกส. ว่า เราใช้เงินของธนาคาร ธกส.ในงบประมาณปี 68 ซึ่งการดำเนินการต้องเป็นไปตามมาตรา 28 ของ พรบ.วินัยการเงินการคลัง วันนี้ที่ได้ตรวจสอบอำนาจหน้าที่ธนาคารธกส.สามารถทำได้ และสภาพคล่องของธนาคารธกส.มีเพียงพอ

นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ยืนยันว่า เงินดิจิทัลที่เข้ากระเป๋าประชาชน จะเข้ามาพร้อมกันทีเดียว 10,000 บาท 

ส่วนที่กำหนดเงื่อนไขที่ร้านค้าไม่สามารถถอนเงินสดได้ทันทีหลังประชาชนใช้จ่าย แต่ร้านค้าจะสามารถถอนเงินสดได้เมื่อมีการใช้จ่ายตั้งแต่ในรอบที่ 2 เป็นต้นไป นั้น นายจุลพันธ์ ชี้แจงว่า ในชั้นอนุกรรมการมีข้อห่วงใยการทุจริตคอรัปชั่น และเรื่องการสร้างตัวคูณทางเศรษฐกิมีเพียงพอหรือไม่ หลังจากได้พิจารณาอย่างละเอียดแล้วเห็นว่า กลไกใช้จ่ายเงินดิจิทัล ต้องใช้ 2 รอบเป็นอย่างต่ำ เพื่อให้เกิดตัวคูณทางเศรษฐกิจที่เหมาะสม เกิดการกระตุ้นเศรษฐกิจเป็นไปตามวัตถุประสงค์ของโครงการได้

“รอบแรกประชาชนใช้กับร้านค้าขนาดเล็ก จะเป็นร้านหน้าบ้าน ร้านก๋วยเตี๋ยวเป็นต้น ใช้แล้วร้านค้านั้น นำไปซื้อสินค้าทุนกับร้านค้าอื่นๆต่อไปอีก 1 ทอด ถึงจะขึ้นเงินได้”นายจุลพันธ์ กล่าว

ส่วนการประชุมบอร์ดดิจิทัล 2 รอบหลังสุด ผู้ว่า ธปท. ไม่ได้เข้าร่วมประชุมด้วยนั้น จะกลายเป็นปัจจัยหรือมีคำถามตามมาอีกหรือไม่ แม้จะมีการส่งตัวแทนร่วมประชุม นายจุลพันธ์ ยืนยันว่า ไม่น่าเป็นประเด็นอะไร เพราะมีการส่งตัวแทนมาเป็นไปตามกฏหมายถูกต้องทุกประการ

ด้านนายเศรษฐา ตอบคำถามประเด็นนี้สั้นๆว่า “ตัวท่านติดภารกิจ ท่านบอกมาว่า ติดภารกิจ ก็รับทราบ ตามที่รัฐมนตรีช่วยบอกมีการส่งตัวแทนมา ทุกอย่างถือว่า ชอบธรรม ถูกต้อง”

สำหรับร้านค้าขนาดเล็ก เช่น ร้านเซเว่นอีเลเว่น หรือแมคโคร จะได้เข้าร่วมโครงการด้วยหรือไม่ นายจุลพันธ์ กล่าวว่า รายละเอียดคงต้องมีการพิจารณาอีกรอบ แต่เบื้องต้นร้านสะดวกซื้อลงมาถือเป็นร้านค้าขนาดเล็ก แต่ แมคโครหรือห้างสรรพสินค้า ไม่รวมในโครงการนี้

ด้านนายเผ่าภูมิ โรจนสกุล เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า เหตุผลที่เลือกร้านค้าขนาดเล็ก เพื่อต้องการให้เงินกระจายอยู่ในพื้นที่และชุมชน และเงินหมุนเวียนในระบบมากที่สุด ส่วนร้านที่ไม่สามารถใช้ได้ จะไม่รวมห้างสรรพสินค้า ห้างค้าปลีกและห้างค้าส่งขนาดใหญ่ แต่ร้านที่เข้าร่วมได้ คือ ร้านค้าปลีกทุกประเภท และร้านสะดวกซื้อ แบบสแตนอโลน และแบบที่ตั้งอยู่ในสถานบริการน้ำมัน เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ

บอร์ดดิจิทัลฯ เคาะเงื่อนไข เสนอ ครม. เม.ย. นี้ - ผู้ว่า ธปท. ไม่ได้ร่วมประชุม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง