ผอ.รพ.ขอนแก่น นำกระเช้าขอโทษคนไข้ ปมพยาบาลฉีดยาให้ผิดคน ยืนยันเป็นน้ำเกลือ ไม่อันตราย

ผอ.รพ.ขอนแก่น นำกระเช้าขอโทษคนไข้ ปมพยาบาลฉีดยาให้ผิดคน ยืนยันเป็นน้ำเกลือ ไม่อันตราย ยอมรับประมาทเลินเล่อ-แบกภาระงานหนัก เร่งตั้งกรรมการสืบสวนเอาผิดทางวิชาชีพ
(4 มิ.ย. 69) ความคืบหน้ากรณีผู้ป่วยโพสต์ข้อความเตือนภัย หลังพบพยาบาลนำยาของผู้ป่วยอีกรายมาเตรียมฉีดให้ โดยมีการฉีดน้ำเกลือเข้าสายน้ำเกลือไปแล้วก่อนจะรู้ตัวว่าผิดพลาด ทั้งที่ผู้ป่วยพยายามทักท้วงเรื่องนามสกุลตั้งแต่แรก ล่าสุด ผู้อำนวยการโรงพยาบาลขอนแก่นพร้อมคณะผู้บริหาร ได้เดินทางเข้าเยี่ยมผู้ป่วยเพื่อชี้แจงข้อเท็จจริง ขอโทษ และแสดงความเสียใจ ยืนยันไม่นิ่งนอนใจและเร่งตั้งกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริงตามระเบียบ
สืบเนื่องจากผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อ “ธนพล อธิพัฒน์ปภากร” โพสต์ภาพตนเองขณะรอเข้ารับการตรวจรักษาภายในโรงพยาบาลศูนย์ขอนแก่น พร้อมระบุข้อความว่า “ซวยเลย มารักษาอย่างหนึ่ง พยาบาลเอายาจากคนไข้อีกคนหนึ่งที่ติดเชื้อมาฉีดให้ รอคำชี้แจงครับโรงพยาบาลศูนย์ขอนแก่น ผมก็บอกแล้วไม่ใช่นามสกุลผม” จนเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์และแสดงความเป็นห่วงบนโลกออนไลน์เป็นจำนวนมาก
ล่าสุด นายแพทย์ธนสิทธิ์ ไพรพงษ์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลขอนแก่น พร้อมคณะผู้บริหาร ได้เข้าเยี่ยมนายธนพล (ผู้โพสต์) อายุ 48 ปี เพื่อมอบกระเช้าและชี้แจงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยยอมรับว่ากรณีดังกล่าวเกิดจากความคลาดเคลื่อนในการระบุตัวบุคคล เนื่องจากวันเกิดเหตุมีผู้ป่วยชื่อ “ธนพล” ซ้ำกันถึง 2 คน เจ้าหน้าที่จึงเกิดความประมาทเลินเล่อ ซึ่งขณะนี้ได้เข้าสู่กระบวนการสืบสวนข้อเท็จจริงแล้ว หากพบว่าผิดในเรื่องมาตรฐานวิชาชีพก็จะต้องมีบทลงโทษตามระเบียบ
พร้อมกันนี้ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลขอนแก่นได้สะท้อนถึงปัญหาโครงสร้างองค์กรว่า โรงพยาบาลขอนแก่นเป็นโรงพยาบาลขนาดใหญ่ที่ต้องรองรับผู้ป่วยหลักพันคนต่อวัน แต่ในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา ประสบปัญหาภาระงานหนัก บุคลากรได้รับการบรรจุน้อย ค่าตอบแทนน้อย และมีการลาออกเพื่อเปลี่ยนย้ายเจ้าหน้าที่อยู่ตลอดเวลา ส่งผลให้เจ้าหน้าที่ชุดใหม่ต้องแบกรับภาระงานที่หนักหน่วงจนอาจเกิดข้อผิดพลาดรายบุคคล อย่างไรก็ตาม ทางโรงพยาบาลได้ปลูกฝังเรื่องความปลอดภัยของผู้ป่วยเป็นอันดับแรกมาโดยตลอด และจะนำเหตุการณ์ครั้งนี้ไปปรับปรุงระบบการทำงานไม่ให้เกิดเหตุซ้ำรอย
ด้าน นายธนพล ผู้ป่วยรายดังกล่าว เปิดเผยหลังได้รับการเข้าเยี่ยมว่า ตนรู้สึกสบายใจขึ้นมาก ยอมรับว่าในตอนแรกเกิดความกลัวและวิตกกังวลอย่างมาก จึงตัดสินใจโพสต์เรื่องราวไว้เป็นหลักฐาน เผื่อกรณีเกิดอันตรายหรือเสียชีวิตจะได้มีผู้รับผิดชอบ ทั้งนี้ ตนไม่ได้มีเจตนาจะดิสเครดิตหรือทำร้ายโรงพยาบาล และยังคงมีความเชื่อมั่นและไว้วางใจในศักยภาพการรักษาของโรงพยาบาลขอนแก่นเช่นเดิม




