ตำรวจอุ้มรีดเงิน 2 แสน สุดท้ายขอทอง 2 บาท

สาวร้องสายไหมต้องรอด ถูกตำรวจอุ้มรีดเงิน 2 แสน สุดท้ายขอทอง 2 บาท
(28 มี.ค. 69) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อช่วงบ่ายที่ผ่านมา ที่ สภ.ธัญบุรี นายเอกภพ เหลืองประเสริฐ ผู้ก่อตั้งเพจสายไหมต้องรอด ได้พา น.ส.ยุวดี (สงวนนามสกุล) อายุ 29 ปี ผู้เสียหาย เข้าแจ้งความกับ พ.ต.อ.จรินทร์ อธิปธานนท์ ผกก.สภ.ธัญบุรี หลังมีกลุ่มชายฉกรรจ์ สวมเครื่องแบบตำรวจ 1 นาย และนอกเครื่องแบบ 8 คน ขับรถมาจอดหน้าบ้าน และเปิดประตูตะโกนเรียกผู้เสียหาย เพื่อขอเข้าตรวจค้นบ้าน เหตุเกิดที่บ้านพัก ชุมชนตลาดคลอง 13 อ.ธัญบุรี จ.ปทุมธานี
แต่ผลการตรวจค้น ไม่พบสิ่งผิดกฎหมาย กระทั่งกลุ่มผู้ก่อเหตุไปเห็นสมุดบันทึกชื่อผู้ที่เคยมากู้ยืมเงิน จึงพาตัวผู้เสียหายไปโรงพักเมืองปทุมธานี หวังแจ้งข้อหา "ปล่อยเงินกู้โดยไม่ได้รับอนุญาต" และรีดทรัพย์เป็นเงิน จำนวน 200,000 บาท แต่ถ้าหาเงินมาได้ภายใน 10 นาที ให้จ่าย 100,000 บาท ย้ำให้ผู้เสียหายคิดให้ดี ถ้าติดคุก ลูก 2 คน จะอยู่อย่างไร
ผู้เสียหายไม่มีเงิน แล้วบอกไปว่าทั้งเนื้อตัวมีทอง 2 บาท กลุ่มผู้ก่อเหตุรีบถามเก็บทองไว้ที่ไหน จากนั้นจึงกลับไปเอาที่บ้านพักผู้เสียหาย หลังเกิดเหตุ ผู้เสียหายตัดสินใจเข้าร้องเรียน ศูนย์ดำรงธรรม จ.ปทุมธานี แต่เจ้าหน้าที่ไม่รับแจ้ง โดยให้เหตุผลว่า ถึงร้องที่ศูนย์ดำรงธรรม ก็ต้องส่งเรื่องไป สภ.ธัญบุรี คิดหรือว่าตำรวจจะดำเนินคดีกันเอง ผู้เสียหายจึงเข้าร้องเพจสายไหมต้องรอด ซึ่งหลังรับเรื่องจึงพาเดินทางเข้าแจ้งความดังกล่าว

น.ส.ยุวดี ผู้เสียหาย เล่าว่า เหตุเกิดเมื่อเช้าของวันที่ 25 มี.ค. 69 ที่ผ่านมา เวลา 07.27 น. ซึ่งกลุ่มบุคคลดังกล่าว เรียกให้ตนฟังหมายศาล "เขาก็ยืนอ่านหมายให้เราฟังหน้าประตูรั้วบ้าน เราขอดูเอกสารที่เป็นหมาย แต่เขาไม่ให้ดู ไม่ได้ให้มีการเซ็นอะไรทั้งสิ้น แล้วเขาก็เข้าไปในบ้าน"
กลุ่มที่อ้างตัวเป็นตำรวจ เข้าไปตรวจค้นภายในห้องนอน ยึดโทรศัพท์มือถือ 2 เครื่อง และขอรหัสผ่าน โดยบอกว่า ต้องการตรวจสอบโทรศัพท์มือถือ "แล้วก็เข้าค้นทุกห้องเลย ว่ามีสิ่งผิดกฎหมายหรือเปล่า ซึ่งค้นแล้วทุกห้องมี 4 ห้อง แต่ไม่เจอสิ่งผิดกฎหมายใดๆทั้งสิ้น แต่ไปเจอสมุด 1 เล่ม ที่มีคนมากู้ยืมเงินเรา ประมาณ 13 คน ยอดเงินไปถึง 100,000 บาท"

ผู้เสียหาย ระบุต่อว่า "เขาก็บอกว่า คุณปล่อยเงินกู้ ผิดกฎหมาย ขึ้นรถไปโรงพักเลย เราก็ขึ้นไปกับเขา พอไปถึงโรงพัก เขาก็บอกว่า ปล่อยเงินกู้ผิดกฎหมายรู้ไหม ทรัพย์สินที่มีอยู่จะถูกยึด ถ้าไม่อยากโดนยึดทรัพย์สิน ไม่อยากให้ดำเนินคดีทางกฎหมาย กูเรียก 200,000 บาท หามาให้หน่อย"
เมื่อตนบอกว่าไม่มี 200,000 บาท กลุ่มคนดังกล่าวก็ให้เวลา 10 นาที หามาได้จะเอาแค่ 100,000 บาท ทั้งขู่เรื่องที่ว่าหากตนติดคุกใครจะดูแลลูก ซึ่งตนไม่มีเงิน แต่บอกว่ามีทอง 2 เส้นรวมหนัก 2 บาท "เขาก็บอกได้ พอมาก่อนถึงหน้าปากซอยบ้าน เขาให้โทรหาลูกสาว บอกว่าให้เอาทองมาให้หน่อยหน้าปากซอย ลูกสาวก็เดินเอาทองออกมาให้ แล้วก็ยื่นให้กับตำรวจ ที่อยู่บนรถคันนั้น แล้วตำรวจก็ได้ทำการยื่นเงินมาให้หนู 10,000 บาท บอกว่ามาใช้เลี้ยงลูก เพราะพวกหนูไม่มีตังค์เหลือแล้ว จากนั้นเขาก็ถอยรถออกมาหน้าปากซอย แล้วก็เอาหนูมาทิ้งไว้ตรงป่าเลยปากซอยไปอีก เพื่อให้หนูเดินกลับ"

ด้าน พ.ต.อ.จรินทร์ ผกก.สภ.ธัญบุรี กล่าวว่า หลังรับเรื่องจะได้ทำการตรวจสอบว่า บุคลดังกล่าวเป็นตำรวจจริงหรือไม่ ถ้าเป็นตำรวจของเรา ก็จะให้ผู้บังคับบัญชาตรวจสอบ ซึ่งในเบื้องต้นได้รายงานทางผู้บังคับบัญชาไปแล้ว จะให้ความเป็นธรรมอย่างเต็มที่ ในส่วนของรถตู้ที่ติดเครื่องหมาย ติดแผ่นป้ายทะเบียนตาโล่ ซึ่งตัวรถมีการทำสัญญาลักษณ์คล้ายรถตำรวจ ซึ่งได้ทะเบียนมาแล้ว ก็ให้ฝ่ายทะเบียนตรวจสอบ ส่วนข้อมูลอื่นๆ เมื่อได้มาแล้วก็ให้ผู้บังคับบัญชาตรวจสอบ
ในส่วนที่ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ จะเข้าไปขอตรวจค้นบ้านนั้น โดยจากเหตุการณ์ ที่ขอค้นบ้านของทางเจ้าพนักงานเราจะแสดงหมายค้นก่อนอยู่แล้ว ซึ่งจะให้ดูรายละเอียดของหมายและจะอ่านให้ฟัง เมื่ออ่านเสร็จก็จะต้องเซ็นรับทราบหมาย ตามด้วยการตรวจค้น ในกรณีที่เจ้าพนักงานตรวจพบสิ่งของผิดกฎหมาย ก็จะทำการบันทึกตรวจยึด

ส่วน พล.ต.ต.พีรพล โชติกเสถียร ผบก ภ.จว.ปทุมธานี กล่าวว่า เบื้องต้นได้รับทราบว่าเหตุการณ์ดังกล่าวนั้น ตนก็ได้รับรายงานว่า ตำรวจชุดที่เข้าไปบ้านผู้เสียหาย เป็นชุดของ นปพ.จังหวัดปทุมธานี ซึ่งได้นำรถตู้ตราโล่ โดยนำหมายค้นเข้าไปตรวจสอบ ส่วนรายละเอียดต่างๆนั้น ตนยังไม่รับทราบว่าเป็นการเข้าไปตรวจค้นเรื่องอะไร และมีเหตุการณ์ตามที่ผู้เสียหายมาร้องทุกข์
ขณะนี้ตนได้สั่งการให้หัวหน้าชุด นปพ.ฯ ทำรายงานเข้ามา พร้อมกับให้ทางผู้เสียหายเข้าแจ้งความดำเนินคดี โดยจะให้ความเป็นธรรมทั้ง 2 ฝ่าย ซึ่งหากพบว่าทางตำรวจมีความผิดจริง ก็จะดำเนินการทันที และตอนนี้ก็ได้มีการตั้งกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริงแล้ว โดยจะให้ตำรวจชุดที่เกี่ยวข้องทั้งหมด มาช่วยราชการที่ ภ.จว.ปทุมธานี เพื่อไม่ให้ทำงานที่ไปสัมผัสกับประชาชนอีกด้วย - ข่าวเวิร์คพอยท์รายงาน





