เด็ก 14 ข้อมือขาดกลับบ้านได้แล้ว หลังรักษาต่อมือ 24 วัน
ข่าวดี! เด็กหญิงวัย 14 เหยื่อถูกฟันข้อมือขวาขาด ได้รับอนุญาตให้กลับไปรักษาตัวต่อที่บ้านได้แล้ว หลังหมอช่วยผ่าตัดต่อมือให้ และรักษาตัวในโรงพยาบาลมานาน 24 วัน - เผยตอนนี้ขยับข้อนิ้วบางส่วนได้แล้ว
(14 ต.ค 68) จากกรณีของเด็กหญิงวัย 14 ปี ที่จังหวัดเชียงใหม่ ถูกชายชาวไทใหญ่ใช้อาวุธมีดทำร้ายจนข้อมือขวาขาด เหตุเกิดเมื่อวันที่ 16 ก.ย. ที่ผ่านมา และถูกส่งตัวเข้ารักษาเร่งด่วนที่โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ก่อนที่คณะแพทย์จะใช้เวลา 20 ชั่วโมงในการผ่าตัดต่อมือข้างขวาให้เด็กหญิงได้สำเร็จ
ล่าสุด โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ออกแถลงการณ์ความคืบหน้าอาการเด็กหญิงวัย 14 บาดเจ็บมือขาด หลังการผ่าตัดต่อมือสำเร็จ โดยระบุว่า
“ความคืบหน้าอาการล่าสุดของผู้ป่วยเด็กหญิงอายุ 14 ปี ถูกทำร้ายด้วยอาวุธมีดจนมือขวาขาดระดับข้อมือ และถูกนำส่งเข้ารับการรักษาอย่างเร่งด่วนในภาวะบาดเจ็บรุนแรง มือขวาขาด มีแผลฉีกขาดและเสียเลือดจำนวนมาก ทีมแพทย์เฉพาะทางด้านศัลยกรรมตกแต่งและมือได้ทำการผ่าตัดฉุกเฉินเพื่อเชื่อมต่อแขนและมือขวาของผู้ป่วย ใช้เวลาผ่าตัดเกือบ 20 ชั่วโมง ทำการผ่าตัดต่อซ่อมโครงสร้างสำคัญที่จำเป็นทั้งหมดของมือและสามารถผ่าตัดต่อมือขวาที่ขาดได้สำเร็จ
ภายหลังการรักษาในโรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ เป็นเวลา 24 วัน อาการขณะนี้ มือที่ต่อไว้มีเลือดมาเลี้ยงดี ไม่มีภาวะเนื้อตายหรือการติดเชื้อ แผลผ่าตัดแห้งดี และเริ่มเข้าสู่ระยะฟื้นฟูด้วยการทำกิจกรรมบำบัด ผู้ป่วยสามารถขยับข้อนิ้วบางส่วนได้แล้ว แม้ความรู้สึกของมือและนิ้วยังไม่กลับมา ซึ่งเป็นกระบวนการฟื้นตัวตามลำดับของเส้นประสาทที่ได้รับการต่อซ่อม แต่สภาพจิตใจของผู้ป่วยดีขึ้นมาก สามารถพูดคุย ยิ้ม และมีปฏิสัมพันธ์กับทีมแพทย์ได้อย่างเป็นปกติ ผู้ป่วยได้รับอนุญาตให้กลับบ้านได้ในวันที่ 10 ตุลาคม 2568 ภายใต้การติดตามดูแลจากทีมแพทย์อย่างใกล้ชิดต่อเนื่อง
ทั้งนี้ทีมแพทย์ได้วางแผนการรักษา เพื่อฟื้นฟูการเคลื่อนไหวของมือและป้องกันภาวะข้อติด ติดตามประเมินการทำงานของเส้นประสาทและเส้นเอ็นทุก 1-2 สัปดาห์ ดูแลด้านจิตใจร่วมกับทีมจิตแพทย์เด็ก เพื่อสนับสนุนการปรับตัวและการฟื้นฟูสภาพทั้งกายและใจของผู้ป่วย
โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ให้ความสำคัญในการรักษาผู้ป่วยทัังในระยะเฉียบพลันและระยะฟื้นฟู ใช้ทั้งองค์ความรู้และนวัตกรรม เพื่อให้ผู้ป่วยสามารถกลับมาใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างปกติมากที่สุด”




