สาววัย 18 เปิดใจถูกบาร์โฮสโกนหัว อ้างถูกล้อม-กระชากผม ก่อนยอมแลกเส้นผมใช้หนี้ 6 หมื่น เผยต้นเหตุจากเที่ยวบาร์โฮสผ่านไลฟ์สด

สาววัย 18 เปิดใจถูกบาร์โฮสโกนหัว อ้างถูกล้อม-กระชากผม ก่อนยอมแลกเส้นผมใช้หนี้ 6 หมื่น เผยต้นเหตุจากเที่ยวบาร์โฮสผ่านไลฟ์สด แม่ช็อกไร้เงินจ่ายหนี้ 6 หมื่น ถูกร้านรุมล้อมบังคับโกนหัวแลกยกหนี้ ซ้ำปล่อยคลิปประจาน เตรียมแจ้งความเอาผิด
(28 ส.ค. 69) จากกรณี “ต้นอ้อ เป็นหนึ่ง” โพสต์คลิปเหตุการณ์ผู้จัดการร้านบาร์โฮสแห่งหนึ่ง ใช้ปัตตาเลี่ยนโกนผมลูกค้าสาว ก่อนนำตัวไปที่โรงพักและแจ้งความในข้อหากินแล้วไม่จ่าย โดยเบื้องต้นมีการระบุยอดความเสียหายประมาณ 60,000 บาท ขณะที่มีบุคคลออกมาอ้างว่าหญิงสาวรายนี้มีพฤติกรรมในลักษณะดังกล่าวมาแล้วหลายครั้ง
ล่าสุด คุณเบนซ์ พรชัย ผู้สื่อข่าวเวิร์คพอยท์ ลงพื้นที่ไปยังบ้านของผู้เสียหาย ในพื้นที่อำเภอพระสมุทรเจดีย์ จังหวัดสมุทรปราการ และได้พูดคุยกับ น.ส.นิว (นามสมมุติ) อายุ 18 ปี หญิงสาวที่ปรากฏในคลิปถูกโกนศีรษะ
น.ส.นิว เปิดเผยถึงจุดเริ่มต้นของการเข้าสู่วงจรการเที่ยวบาร์โฮสว่า เริ่มจากการดูบาร์โฮสไลฟ์สดผ่านแอปพลิเคชันหนึ่ง เมื่อเข้าไปดูจะมีโฮสทักข้อความเข้ามาพูดคุย จากนั้นจึงเริ่มมีการโอนเงินเข้าสู่ระบบเพื่อซื้อดื่มหรือดริ้ง โดยเจ้าตัวเปรียบเทียบว่าเป็นลักษณะคล้ายกับการเที่ยวบาร์โฮสในโลกจริง
ต่อมาเมื่อเริ่มพูดคุยกับโฮสมากขึ้น จึงมีการชักชวนให้เดินทางไปใช้บริการที่ร้าน โดย น.ส.นิว ระบุว่า เธอเดินทางไปใช้บริการทั้งหมด 3 ร้าน ภายในช่วงเวลา 2 อาทิตย์ ซึ่งแต่ละร้านเป็นคนละสถานที่และคนละเจ้าของกัน
โดย ร้านแรก มียอดค้างชำระประมาณ 13,000 บาท ซึ่งเธอได้ไกล่เกลี่ยปัญหาโดยให้โฮสประจำร้านเซ็นค้ำประกันให้ ส่วนร้านที่ 2 มียอดค้างประมาณ 30,000 บาท มีการเซ็นสัญญาเพื่อยึดโทรศัพท์ไว้เป็นหลักประกัน ขณะที่ร้านที่ 3 มียอดค้างชำระประมาณ 60,000 บาท ก่อนจะเกิดเหตุถูกโกนศีรษะตามที่ปรากฏในคลิป
สำหรับเหตุการณ์ในวันที่ถูกโกนหัว น.ส.นิว เล่าว่า วันดังกล่าวเดินทางไปใช้บริการร้านบาร์โฮสเพียงคนเดียว ดื่มกินตามปกติ และเรียกโฮสลงมานั่งด้วย โดยเป็นการซื้อดื่ม จากนั้นโฮสได้พูดโน้มน้าวให้ซื้อดื่มเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ รวมถึงขอให้ช่วยซื้อดื่มให้เพื่อนของโฮสอีกคนที่อยู่บนเวทีให้ลงมานั่งด้วย
น.ส.นิว อ้างว่า ขณะนั้นอยู่ในอาการมึนเมา ประกอบกับเป็นคนใจใหญ่ จึงตอบตกลงและทำตามที่โฮสพูด กระทั่งมีการเช็กบิล พบยอดค่าใช้บริการประมาณ 60,000 บาท
เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า ก่อนเดินทางไปใช้บริการมีเงินติดตัวไปจำนวนเท่าใด น.ส.นิว ยอมรับว่า ไม่มีเงินติดตัวเลย ภายหลังเช็กบิล ผู้จัดการร้านไม่พอใจ และพยายามหาทางไกล่เกลี่ย โดย น.ส.นิว พยายามให้ผู้จัดการร้านติดต่อผู้ปกครองให้ช่วยเจรจาหาทางออก
หลังผู้จัดการร้านพูดคุยกับผู้ปกครองแล้ว น.ส.นิว อ้างว่า ผู้จัดการร้านบอกเธอว่าน่าจะไม่มีความสามารถหาเงินมาชำระค่าบริการได้ จึงเสนอให้ทำสัญญาซื้อขายเส้นผม โดยกำหนดว่าตั้งแต่ปลายผมถึงโคนผม ในราคา 3,000 บาท
น.ส.นิว บอกว่าในตอนแรกยินยอมให้ตัดผมตามข้อตกลง แต่หลังจากตัดไปได้ระยะหนึ่ง เจ้าของร้านกลับเสนอเงื่อนไขใหม่ว่า หากยอมโกนผมทั้งหมด จะยกหนี้จำนวน 60,000 บาทให้
เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า เธอยินยอมให้โกนหัวหรือไม่ น.ส.นิว บอกว่า ขณะนั้นมีคนของสถานบันเทิง ประมาณ 5 คน ยืนล้อมตัวเธออยู่ และก่อนถูกโกนผม อ้างว่ามีการกระชากศีรษะ รวมถึงใช้มือบีบตามลำตัวและแขน ทำให้ในสถานการณ์ดังกล่าว เธอคิดว่าการยอมให้โกนหัวอาจเป็นทางออกที่ดีที่สุด เนื่องจากส่วนหนึ่งยอมรับว่าตัวเองค้างค่าบริการจริง
ส่วนประเด็นที่ น.ส.นิว เข้าใช้บริการสถานบันเทิงทั้งที่อายุยังไม่ถึงเกณฑ์ เจ้าตัวระบุว่า ร้านที่เกิดเหตุเธอเข้าไปใช้บริการเวลาประมาณ 04.00 น. และขณะเข้าไปไม่มีเจ้าหน้าที่ตรวจบัตรประชาชน
ขณะที่ร้านแรกและร้านที่ 2 ก่อนหน้านั้น น.ส.นิว ยอมรับกับทีมข่าวว่า ได้ใช้บัตรประชาชนปลอมในการเข้าไปใช้บริการ
อย่างไรก็ตาม น.ส.นิว ยืนยันว่า สาเหตุที่ออกมาร้องเรียนและต้องการเข้าแจ้งความ ไม่ได้เกิดจากการปฏิเสธว่าตัวเองมีหนี้กับสถานบริการ แต่เป็นกรณีที่เธอถูกโกนศีรษะและมีการนำคลิปเหตุการณ์ไปเผยแพร่ในโลกออนไลน์
โดยเจ้าตัวระบุว่า คลิปดังกล่าวถูกถ่ายโดยคนของฝั่งสถานบันเทิง และเดิมคิดว่าหากยอมโกนหัวแล้วเรื่องก็น่าจะจบลง ไม่คิดว่าจะมีการนำคลิปไปเผยแพร่ในโลกโซเชียล ซึ่งตอนนี้ส่งผลให้เกิดความอับอายแก่ตัวเธอเป็นอย่างมาก
น.ส.นิว บอกว่า รู้สึกผิดกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และยอมรับว่าเรื่องนี้ถือเป็นบทเรียนราคาแพงในการใช้ชีวิต
ขณะเดียวกัน น.ส.สมฤดี อายุ 34 ปี แม่ของ น.ส.นิว เปิดเผยกับทีมข่าวว่า ช่วงเช้าวันที่ 25 สิงหาคม ทางร้านมีการโทรศัพท์เข้ามา แต่ตนไม่ได้รับสาย เนื่องจากเป็นเบอร์แปลก จากนั้นลูกสาวส่งข้อความมาบอกให้รับสาย ก่อนจะทราบจากทางร้านว่า ลูกสาวมียอดค่าดื่มค้างอยู่ประมาณ 60,000 บาท
ทางร้านแจ้งว่าจะดำเนินการตามกฎหมาย และมีการพูดคุยกันว่าจะหาทางแก้ไขอย่างไร เนื่องจากทางร้านมองว่า น.ส.นิว น่าจะไม่มีเงินชำระหนี้จำนวนดังกล่าว โดยตอนแรกมีการเสนอให้ลูกสาวไปทำงานเป็นแม่บ้านที่ร้านเพื่อชดใช้หนี้ แต่ตนมองว่าบ้านอยู่พระสมุทรเจดีย์ การเดินทางไปทำงานที่ร้านเป็นเรื่องลำบาก จึงเสนอให้ทางร้านเดินทางมาที่บ้าน เพื่อพูดคุยและทำสัญญาผ่อนชำระกัน
แม่ของ น.ส.นิว เล่าว่า ต่อมามีการพูดคุยเรื่องการผ่อนชำระ โดยได้ยินว่าทางร้านอาจให้ผ่อนประมาณเดือนละ 3,000 บาท ตนจึงตอบว่า หากจะทำสัญญาก็สามารถมาทำที่บ้านได้ และตนจะช่วยกำชับให้ลูกสาวทำงานหาเงินมาชำระหนี้ แต่ไม่ขอเซ็นรับผิดแทน เพราะเป็นหนี้ที่ลูกสาวเป็นผู้ก่อขึ้นเอง
อย่างไรก็ตาม ประมาณ 10.00 น. ทางร้านโทรศัพท์มาแจ้งว่า ได้มีการ “ยกหนี้” ให้ลูกสาวแล้ว โดยการตัดผมเพื่อชดใช้หนี้จำนวน 60,000 บาท และถือว่าจบเรื่องไม่มีหนี้ค้างกันอีก
น.ส.สมฤดี ยอมรับว่า ตอนนั้นไม่ได้คิดว่าการตัดผมจะหมายถึงการโกนศีรษะทั้งหมด เพราะเข้าใจว่าเป็นเพียงการตัดผม เนื่องจากลูกสาวเป็นคนผมยาว และเมื่อทางร้านแจ้งว่ามีการเซ็นสัญญาและตัดผมเรียบร้อยแล้ว ตนก็เข้าใจว่าเรื่องทุกอย่างจบลงแล้ว
ต่อมาลูกสาวส่งข้อความมาบอกว่า “โกนผมหมดแล้ว” ทำให้ตนตกใจและพูดไม่ออก แต่พยายามปลอบลูกว่าไม่เป็นไร ให้ถือว่าเป็นบทเรียน และไม่ต้องอายหรือกลัวที่จะกลับบ้าน
แม่ บอกว่า หากตนทราบตั้งแต่แรกว่าเงื่อนไขในสัญญาหมายถึงการโกนผมทั้งหมด ตนจะไม่ยินยอมอย่างแน่นอน และจะเลือกให้ลูกผ่อนชำระหนี้เป็นเงินแทน เพราะมองว่าการตัดผมเพียงบางส่วนกับการโกนศีรษะทั้งหมดมีความแตกต่างกันมาก
นอกจากนี้ แม่ยังเปิดเผยว่า เพิ่งมาทราบภายหลังว่าลูกสาวมีรอยฟกช้ำตามร่างกาย โดยลูกสาวเพิ่งเล่าให้ฟังว่า ระหว่างเกิดเหตุไม่กล้าบอกแม่ เพราะถูกขู่ และต้องการให้เรื่องจบลง
เมื่อแม่ดูตามแขนและร่างกายของลูกสาว พบว่ามีรอยเขียวช้ำหลายแห่ง จึงรู้สึกว่าการกระทำที่เกิดขึ้นเกินกว่าเหตุ ประกอบกับคลิปเหตุการณ์ถูกนำไปเผยแพร่ในโลกออนไลน์ ทำให้ลูกสาวเกิดความอับอาย เนื่องจากเพื่อนและคนรู้จักมีการแชร์คลิปต่อ รวมถึงมีบางคนเข้ามาแสดงความคิดเห็นต่อว่า
น.ส.สมฤดี ยืนยันว่า สิ่งที่ตนรับไม่ได้คือ เดิมเข้าใจว่าทางร้านตกลงยุติเรื่องกันแล้ว แต่ภายหลังกลับมีการเผยแพร่คลิปและภาพของลูกสาวออกสู่สาธารณะ ทั้งที่ครอบครัวไม่ได้ยินยอมให้มีการนำภาพหรือคลิปดังกล่าวไปเผยแพร่
ส่วนกรณีที่ลูกสาวเซ็นเอกสารยินยอมเกี่ยวกับการตัดหรือโกนผม แม่บอกว่า ตนเองไม่เคยเห็นสัญญาก่อนการเซ็น และทางร้านไม่ได้ส่งเอกสารมาให้ครอบครัวตรวจสอบ โดยหากรู้รายละเอียดว่าต้องโกนผมตั้งแต่ปลายจนถึงโคนทั้งหมด ตนจะไม่ยินยอม และจะเลือกเจรจาผ่อนชำระเป็นเงินแทน
สำหรับกรณีร้านที่ 1 และร้านที่ 2 ซึ่งลูกสาวมียอดค้างชำระก่อนหน้านี้ แม่ระบุว่า ไม่เคยมีเจ้าของร้านติดต่อมาหาตน แม้ร้านที่ 2 จะยึดโทรศัพท์ของลูกสาวไว้และมีเบอร์โทรศัพท์ของแม่อยู่ก็ตาม โดยมองว่าหากลูกสาวไม่สามารถชำระเงินได้ ทางร้านควรติดต่อผู้ปกครองเพื่อพูดคุยหาทางออก
แม่ยืนยันว่า หากร้านแรกและร้านที่ 2 ต้องการดำเนินคดีเรื่องหนี้ ก็พร้อมพูดคุยและหาแนวทางผ่อนชำระ โดยไม่ได้ต้องการหลบหนีหรือปฏิเสธความรับผิดชอบ เพียงขอให้พูดคุยกันก่อนว่า ลูกสาวสามารถผ่อนชำระได้เดือนละเท่าใด เนื่องจากยอดเงินเป็นจำนวนมาก
ส่วนร้านที่ 3 ซึ่งเป็นร้านที่เกิดเหตุโกนศีรษะ แม่ระบุว่า ล่าสุดทางผู้จัดการร้านได้ติดต่อมา โดยบอกว่าต้องการให้เรื่องจบ และพร้อมเยียวยาในส่วนที่มองว่าเกินกว่าเหตุ แต่ยังไม่ได้ระบุจำนวนเงินเยียวยาที่ชัดเจน
อย่างไรก็ตาม แม่ระบุว่า ขณะนี้ไม่ต้องการเจรจาในลักษณะที่จะให้เรื่องจบโดยไม่มีการตรวจสอบ เพราะมองว่าเรื่องควรเข้าสู่กระบวนการทางกฎหมาย เนื่องจากนอกจากประเด็นการโกนศีรษะแล้ว ยังมีเรื่องรอยฟกช้ำตามร่างกาย รวมถึงการนำภาพและคลิปของลูกสาวไปเผยแพร่
วันนี้เตรียมเดินทางเข้าแจ้งความ เพื่อขอให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบกรณีที่เกิดขึ้น รวมถึงกรณีการเผยแพร่ภาพและคลิปของลูกสาวโดยไม่ได้รับความยินยอม พร้อมยอมรับว่า ลูกสาวเองมีส่วนผิดจากการเข้าไปใช้บริการและมีหนี้ค้างชำระจริง แต่สิ่งที่ครอบครัวต้องการให้ตรวจสอบคือ วิธีการจัดการกับลูกสาวหลังเกิดหนี้ และการกระทำที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นว่าเกินกว่าเหตุหรือไม่
ทั้งนี้ แม่ยังเปิดเผยด้วยว่า ก่อนเกิดเหตุ ตนไม่เคยรู้ว่าลูกสาวเข้าไปเที่ยวบาร์โฮส หรือมีการพูดคุยกับโฮสผ่านช่องทางออนไลน์ รวมถึงไม่ทราบเรื่องการใช้บัตรประชาชนปลอมในการเข้าใช้บริการร้านแรกและร้านที่ 2
แม้ลูกสาวจะเริ่มออกเที่ยวกลางคืนตั้งแต่อายุประมาณ 16–17 ปี แต่ที่ผ่านมาเข้าใจเพียงว่าไปเที่ยวกับเพื่อนและมักกลับบ้านช่วงดึก โดยตนและสามีจะคอยเตือนเรื่องการใช้ชีวิตและระมัดระวังตัว เนื่องจากลูกสาวยังไม่บรรลุนิติภาวะ
แม่ยอมรับว่า เรื่องที่เกิดขึ้นทำให้รู้สึกเสียใจและเป็นห่วงลูกมาก โดยเฉพาะผลกระทบจากการถูกนำภาพและคลิปไปเผยแพร่ในโลกออนไลน์ เพราะเกรงว่าลูกจะเกิดความอับอายและคิดมาก พร้อมยืนยันว่า แม้ลูกสาวจะยอมรับว่าตัวเองมีส่วนผิดเรื่องหนี้และการเข้าใช้บริการสถานบันเทิง แต่ครอบครัวก็ต้องการให้ทุกฝ่ายเข้าสู่กระบวนการพูดคุยและกฎหมายอย่างเป็นธรรม




