แก๊งจีนดำเปิดร้านบังหน้า แอบขโมยข้อมูลบัตรเครดิตลูกค้า สูญ 29 ล้าน

รวบแก๊งจีนดำข้ามชาติเปิดร้านขายผลไม้อบแห้งในไทยบังหน้า หลอกจารกรรมข้อมูลบัตรเครดิตยูเนี่ยนเพย์ของนักท่องเที่ยวเพื่อนร่วมชาติ ก่อนเอาไปใช้รูดซื้อสินค้าและกดเงินสด เสียหาย 29 ล้านบาท
(27 ก.ค. 69) ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดยกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) เปิดปฏิบัติการ "CIB OPERATION : CARD SHIELD" ทลายเครือข่ายแก๊งอาชญากรจีนข้ามชาติโจรกรรมข้อมูลบัตรเครดิต หลังได้รับการประสานความร่วมมือจากสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีน และกระทรวงความมั่นคงสาธารณะแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน (MPS) ว่ามีเครือข่ายอาชญากรรมลักลอบคัดลอกข้อมูลบัตรเครดิตนักท่องเที่ยวชาวจีนที่เดินทางมายังประเทศไทย ส่งผลให้มีผู้เสียหายถูกนำข้อมูลไปรูดซื้อสินค้าและกดเงินสดในต่างประเทศกว่า 1,200 ราย มูลค่าความเสียหายรวมสูงถึงกว่า 29 ล้านบาท
.
จากการสืบสวนขยายผลพบว่ากลุ่มคนร้ายได้เปิดร้านขายผลไม้อบแห้งและของฝากบังหน้าจำนวน 3 แห่ง ได้แก่ ในพื้นที่อำเภอเมืองเชียงใหม่ 2 จุด และย่านเยาวราช กรุงเทพมหานครอีก 1 จุด โดยใช้กลยุทธ์ติดป้ายโฆษณามอบส่วนลด 32% เพื่อจูงใจให้นักท่องเที่ยวชาวจีนชำระค่าสินค้าด้วยบัตรเครดิต UnionPay พร้อมทั้งติดตั้งกล้องวงจรปิดจำนวนมากเพื่อแอบบันทึกรหัสผ่าน (PIN) ขณะที่ลูกค้ากำลังชำระเงิน เจ้าหน้าที่จึงรวบรวมพยานหลักฐานขออนุมัติศาลเข้าตรวจค้นเป้าหมายรวม 6 จุด ทั้งในกรุงเทพมหานคร เชียงใหม่ และชลบุรี
.
ในปฏิบัติการตรวจค้นดังกล่าว เจ้าหน้าที่สามารถจับกุมผู้ต้องหาได้รวม 4 ราย ประกอบด้วย นาย CHAO JI สัญชาติจีน หัวหน้าขบวนการ พร้อมด้วยผู้ต้องหาชาวไทยอีก 3 ราย คือ นางสาวสาลินี นางสาวจิตตรา และนายธีรภัทร พร้อมยึดของกลางสำคัญหลายรายการ อาทิ แป้นพิมพ์คอมพิวเตอร์ดัดแปลงฝังเครื่องอ่านแถบแม่เหล็กบัตรอิเล็กทรอนิกส์ จำนวน 11 เครื่อง, เครื่องรูดบัตร (EDC), คอมพิวเตอร์, เซิร์ฟเวอร์ และระบบกล้องวงจรปิด รวมของกลางและทรัพย์สินที่ตรวจยึดได้กว่า 21 รายการ
.
จากการสอบสวนขยายผล ผู้ต้องชาวจีนรับสารภาพว่าได้ร่วมมือกับพวกชาวไทยเปิดร้านค้าบังหน้า โดยสั่งซื้อแป้นพิมพ์คอมพิวเตอร์พิเศษดังกล่าวมาจากประเทศจีนเพื่อนำมาใช้คัดลอกข้อมูลบัตรเครดิตของเหยื่อโดยเฉพาะ เมื่อลูกค้าใช้บัตรชำระเงิน พนักงานจะทำการรูดผ่านเครื่องมือดังกล่าวถึง 2 ครั้ง อ้างว่าเพื่อรับสิทธิ์โปรโมชั่นส่วนลด แต่แท้จริงแล้วข้อมูลบัตรจะถูกส่งตรงผ่านแอปพลิเคชันไลน์ไปยังเครือข่ายอาชญากรรมที่รออยู่ประเทศสหรัฐอเมริกา เพื่อนำข้อมูลไปใช้รูดซื้อสินค้าแบรนด์เนมและกดเงินสดก่อนจะนำเงินมาแบ่งกัน
.
เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ตำรวจได้แจ้งข้อหาหนักแก่ผู้ต้องหาทั้ง 4 ราย ในความผิดฐาน "ร่วมกันมีเครื่องมือหรือวัตถุสำหรับให้ได้ข้อมูลบัตรอิเล็กทรอนิกส์ในการปลอมหรือแปลงสิ่งใดๆ" ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 269/2 และ 269/7 พร้อมคุมตัวส่งพนักงานสอบสวน กก.5 บก.ปอศ. เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด และจะมีการขยายผลกักตัวผู้ร่วมขบวนการในเครือข่ายข้ามชาตินี้ต่อไป




