ปิดล้อมตรวจค้นเครือข่าย “ใหม่ Logistics” ยึดทรัพย์กว่า 2,034 ล้านบาท

ตำรวจ ปส. เปิดปฏิบัติการปิดล้อมตรวจค้น เครือข่าย “ใหม่ Logistics” ยึดทรัพย์กว่า 2,034 ล้านบาท
วันที่ 24 พฤษภาคม 2567 เวลา 10.00 น. พล.ต.ท.สำราญ นวลมา ผู้ช่วย ผบ.ตร. และ รอง ผอ.ศอ.ปส.ตร. พร้อมด้วย พล.ต.ท.คีรีศักดิ์ ตันตินวะชัย ผบช.ปส. และเจ้าหน้าที่ตำรวจที่เกี่ยวข้อง ร่วมกันแถลงผลการปราบปรามยาเสพติดที่สำคัญของกองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด หรือ บก.ปส.2 ตามแผนปฏิบัติการตามล่า 100 เครือข่าย มีคดีสำคัญประกอบด้วย
คดีแรก ปิดล้อมตรวจค้นเครือข่าย “ใหม่ Logistics” ที่ลักลอบลำเลียงยาเสพติดผ่านบริษัทขนส่งสินค้าระบบ Logistics จำนวนมาก จึงได้ระดมกำลังเฝ้าติดตามอย่างใกล้ชิด นับตั้งแต่กลางมีนาคม 2566 จนตามจับกุมผู้ต้องหา ได้ 8 คน ในพื้นที่ อ.ลำลูกกา จ.ปทุมธานี สืบสวนขยายผลและตรวจยึดคีตามีน 300 กิโลกรัม ซุกซ่อนในกล่องพัสดุ 15 กล่อง พบว่ามีการใช้ชื่อบุคคลที่เสียชีวิตแล้วเป็นผู้รับพัสดุ ตำรวจออกหมายจับและจับกุมผู้ต้องหาได้ 1 คน ที่ทำหน้าที่รับพัสดุดังกล่าว
จากนั้นเจ้าหน้าที่ได้แฝงตัวเข้าจับกุม 2 ผู้ต้องหา พร้อมของกลางยาบ้า 4,000,000 เม็ด ซุกซ่อนมาในกล่องน้ำผลไม้ 27 กล่อง ส่งผ่านบริษัทขนส่งในพื้นที่ ต.ปากโทก อ.เมือง จ.พิษณุโลก นับเป็นการส่งยาบ้าทางพัสดุมากสุดเท่าที่เคยจับกุมได้ในประเทศไทย และจับกุม ด.ต.ใหม่ อดีตตำรวจตรวจคนเข้าเมือง อ.แม่สาย จ.เชียงราย ซึ่งถูกจับกุมตัวตามหมายจับช่วงกลางปี 2566 และอีก 2 ราย จับได้ช่วงต้นปี 2567 เหลือหลบหนีอีก 1 ราย
จากการสืบสวนขยายผล พบความเกี่ยวข้องกับหลายเครือข่ายทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ และมีธุรกรรมทางการเงินที่เกี่ยวข้องโยงใยถึงกัน ในห้วง 2 ปีที่ผ่านมา (ปี 2564 – 2566) มีเงินหมุนเวียนในบัญชีผู้เกี่ยวข้อง 15 บัญชี มากกว่า 2,200 ล้านบาท เมื่อนำมาคำนวณเป็นมูลค่าจากการค้ายาเสพติด (Value Based) เพื่อเสนอให้ศาลมีคำสั่งริบทรัพย์ตามกฎหมาย พบว่ามีมูลค่าสูงถึง 1,413 ล้านบาท โดยเครือข่ายนี้จะนำเงินจากการค้ายาเสพติด แปลงไปเป็นอสังหาริมทรัพย์และทรัพย์สินอื่นๆ ให้เครือญาติเป็นผู้ถือครอง

ล่าสุด เมื่อวันที่ 1 – 21 พ.ค.67 ตำรวจ บก.ปส.2 ได้เปิดปฏิบัติการปูพรมปิดล้อมตรวจค้นพื้นที่และขยายผล เพื่อยึดอายัดทรัพย์สินและรวบรวมพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องในขบวนการนี้ ในพื้นที่ 8 จังหวัด ของภาคเหนือ , ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ , กรุงเทพฯ และปริมณฑล รวม 35 จุด ได้แก่
- เชียงราย 10 จุด
- เชียงใหม่ 5 จุด
- ลำพูน 1 จุด
- สุโขทัย 2 จุด
- อำนาจเจริญ 2 จุด
- ปทุมธานี 1 จุด
- สมุทรปราการ 1 จุด
- กรุงเทพมหานคร 13 จุด
- สามารถยึดอายัดทรัพย์สินที่ได้มาจากการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ประกอบด้วย
- โฉนดที่ดิน 55 แปลง
- สิ่งปลูกสร้าง 18 หลัง
- รถยนต์และรถจักรยานยนต์ 16 คัน
- รถแบคโฮ,แทรกเตอร์,รถเกี่ยวข้าว รวม 6 คัน
- อาวุธปืน 2 กระบอก
- เครื่องใช้ไฟฟ้า 3,000 รายการ
ซึ่งเครือข่ายได้ฟอกเงินโดยการเปิดเป็นร้านขายเครื่องใช้ไฟฟ้า รวม 3,097 รายการ มูลค่า 2,034,491,309 บาท

ส่วนอีกหนึ่งคดีที่สำคัญ คือ ตำรวจ กก.3 บก.ปส.2 ได้ขยายผลการจับกุมผู้ต้องหา พร้อมของกลางยาไอซ์ 50 กก. , เคตามีน 50 กก. ในพื้นที่ อ.บำเหน็จณรงค์ จ.ชัยภูมิ เมื่อวันที่ 10 พฤาภาคม 2567 จนทราบเป้าหมายนักบินลำเลียงยาเสพติด ต่อมาวันที่ 13 พฤษภาคม 2567 เวลา 01.30 น. ชุดจับกุมพบรถยนต์เป้าหมาย 2 คัน เข้าไปจอดในบ้านหลังหนึ่งพื้นที่หมู่ที่ 2 บ้านหนองแคน ต.หนองหลวง อ.เสลภูมิ จ.ร้อยเอ็ด ต่อมาเวลา 05.00 น. พบรถกระบะตู้ทึบ ได้ขับเข้าไปจอดที่ลานจอดรถปั๊มน้ำมัน ปตท.เสลภูมิ ชุดจับกุมจึงแสดงตัวขอตรวจค้น
พบนายทวีศักดิ์ เป็นผู้ขับขี่ และ น.ส.มาริสา โดยสารมาด้วย ตรวจค้นไม่พบสิ่งผิดกฎหมาย แต่ยอมรับว่าตนพร้อมพวกได้ไปรับยาบ้าที่ อ.ธาตุพนม จ.นครพนม โดยใช้รถคันดังกล่าวขนยาเสพติดมาในครั้งแรก ก่อนจะขนถ่ายยาเสพติดไปไว้ในรถอีกคันหนึ่ง ซึ่งจอดอยู่ในบ้านพักดังกล่าว
ตำรวจชุดจับกุมจึงเดินทางไปตรวจสอบ พบ นายธนัตย์ และ นายสุกฤษฎิ์ พร้อมรถหมายเลขทะเบียน ผฉ 65xx นครสวรรค์ ที่จอดอยู่ภายในบ้านหลังดังกล่าว ตรวจสอบพบยาบ้า 12 กระสอบ วางอยู่ท้ายรถยนต์ โดยมีผ้าใบสีเขียวคลุม และมีที่นอนขนาดใหญ่วางทับอีกชั้นหนึ่ง รวมยาบ้า 5,200,000 เม็ด สอบสวนผู้ต้องหาทั้ง 4 คน รับสารภาพว่า ได้รับจ้างจากผู้ว่าจ้างชาวลาว ลักลอบขนยาเสพติดมาจากในพื้นที่ จ.นครพนม เพื่อไปส่งในพื้นที่ภาคกลาง โดยจะได้รับค่าจ้างคนละ 50,000 บาท

สำหรับการปราบปรามยาเสพติดในห้วง 7 เดือนที่ผ่านมา ตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2566 – 22 พฤาภาคม 2567 กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด สามารถจับกุมขบวนการค้ายาเสพติดรายสำคัญได้ 849 คดี
- ผู้ต้องหา 1,240 คน
- ของกลางเป็นยาบ้า 277,713,203 เม็ด
- ของกลางยาไอซ์ 5,857 กก.
- ของกลางเฮโรอีน 379 กก.
- ของกลางคีตามีน 2,041 กก.
- ของกลางยาอี 1,903 เม็ด
- ยึดอายัดทรัพย์สินไว้เพื่อตรวจสอบมูลค่าประมาณ 3,796 ล้านบาท





