แม่เด็กร้อง “เป็นหนึ่ง” หลังฝากลูกตั้งแต่เกิดไว้กับมูลนิธิเอกชนแห่งหนึ่ง นานกว่า 6 ปี สุดท้ายพี่เลี้ยงไม่ยอมคืนลูก คาดปมเหตุเกิดจากเรื่องเงิน

คืบหน้า! แม่ฝากลูกให้คนเลี้ยง 6 ปี ถึงเวลาไม่ยอมคืนเด็กให้
จากกรณี เมื่อวันที่ 1 ก.พ.67 มีหญิงสาวรายหนี่งได้ร้องเรียนมายัง “กลุ่มเป็นหนึ่ง” หลังนำลูกสาวไปฝากเลี้ยงกับพี่เลี้ยงคนหนึ่ง ณ มูลนิธิเอกชนแห่งหนึ่ง จนกระทั่งระยะเวลาผ่านไป 6 ปี พี่เลี้ยงคนดังกล่าวกลับไม่ยอมคืนลูกสาวให้ อ้างว่ารู้สึกรัก และผูกพันกับเด็ก จึงไม่อยากให้เด็กกลับไปอยู่กับแม่ ก่อนจะมีการติดต่อพูดคุยกับแม่เด็ก พร้อมให้แม่เด็กโอนเงินค่าดูแลลูกสาวมาให้เป็นระยะ ๆ นั้น
ล่าสุด 2 ก.พ.67 เวลา 13.30 น. ทีมข่าวได้เดินทางมาที่ว่าการ อ.ลาดบัวหลวง จ.พระนครศรีอยุธยา โดย น.ส.ชลิดา พะละมาตย์ หรือ คุณต้นอ้อ ประธานกลุ่มเป็นหนึ่ง ได้พานางสาวเอ (นามสมมติ) อายุ 40 ปี คนร้องเรียน มาพูดคุยถึง เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น พร้อมกับเจ้าหน้าที่พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) และทาง น.ส.ยุ้ย (นามสมมติ) พี่เลี้ยงเด็ก (คู่กรณี) หลังจากนั้นทางเจ้าหน้าที่พม.ได้มีการให้ นางสาวเอ (แม่เด็ก) ทำบันทึกข้อตกลงการเลี้ยงดูเด็ก ก่อนจะนำลูกสาวกลับไปดูแล
โดยนางสาวเอ แม่เด็ก ลูกคนดังกล่าว คือ น้องเกรซซึ่งเป็นลูกสาวคนที่ 2 ของตน ซึ่ง ณ ตอนนั้นตนได้ตั้งครรภ์กับสามี แต่ไม่กล้าบอกครอบครัวว่ามีลูกคนที่ 2 และไม่อยากรบกวนทางบ้านให้ต้องมาช่วยเลี้ยงดูลูกสาวคนที่ 2 ซึ่งก็คือน้องเกรซแค่ที่บ้านเลี้ยงดูลูกสาวคนแรกก็เกรงใจแล้ว ประกอบกับ ณ ตอนนั้น ทางสามีก็ต้องลาออกจากงาน เพื่อมาเลี้ยงดูพ่อที่แก่ชรา จึงเป็นเหตุทำให้ยังไม่มีความพร้อมในการดูแลลูกสาวคนที่ 2 ช่วงปี 61 จึงตัดสินใจพาลูกสาวไปฝากเลี้ยงไว้กับมูลนิธิเอกชนแห่งหนึ่งตั้งแต่แรกเกิดจนปัจจุบันอายุ 6 ขวบที่มี โดยสถานที่ฝากเลี้ยงมีพี่เลี้ยงในลักษณะของ "แม่นม" ซึ่งมีสัญญา 5 ปี
นางสาวเอ กล่าวว่าขณะที่ตนพาน้องเกรซ มาฝากเลี้ยงที่มูลนิธิดังกล่าวได้มาเป็นเวลา 5 ปี นั้นก็ได้เดินทางมาเยี่ยมลูกสาวทุกเดือน เดือนละ 1 ครั้ง ซึ่งการที่ตนฝากเลี้ยงลูกสาวกับมูลนิธิดังกล่าวนี้ มันจะมีกฎในการฝากเลี้ยงอยู่ว่า "ห้ามแม่นม และแม่แท้ๆมาเจอกัน และให้มาเจอลูกสาวได้ เพียงเดือนละ 1 ครั้ง " เพราะอาจจะทำให้เกิดปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้ตามมา โดย ณ ตอนแรกตนก็ไม่ได้มีปัญหาอะไร
จนกระทั่งเข้าปีที่ 2 (ปี 62) น.ส.ยุ้ย (นามสมมติ) พี่เลี้ยงคนดังกล่าวได้ไปหาข้อมูลจนทราบว่า ตนเป็นแม่ของน้องเกรซ ก่อนที่น.ส.ยุ้ย (นามสมมติ) จะพยายามติดต่อมาหา โดยที่ทางมูลนิธิเองก็ไม่ทราบเรื่องนี้ หลังจากนั้นตนก็ได้มีโอกาสพูดคุยกับน.ส.ยุ้ย (นามสมมติ) แบบส่วนตัวมาโดยตลอด เพื่ออัพเดตชีวิตประจำวันของลูก
นางสาวเอ เผยต่อว่า ที่ผ่านมาในขณะที่ลูกสาวอยู่ที่มูลนิธิดังกล่าวนั้น ตนก็ได้มีการซื้อของใช้ไม่ว่าจะเป็นนม แพมเพิส เสื้อผ้า บริจาคให้มูลนิธิเป็นประจำ ในเวลาที่ไปหาลูกสาวแทบทุกครั้ง ซึ่งตนก็รู้สึกเอะใจที่ น.ส.ยุ้ย (นามสมมติ) พี่เลี้ยงคนดังกล่าวพยายามติดต่อโทรศัพท์มาหาตนเพื่อขอยืมเงิน บางครั้งก็มีการนัดหมายตนออกนอกสถานที่
กระทั่งเข้าปี 2565 เป็นปีที่สิ้นสุดกับทางมูลนิธิและถึงกำหนดที่ตนต้องพาลูกสาวกลับบ้าน แต่ น.ส.ยุ้ย (นามสมมติ) พี่เลี้ยงคนดังกล่าวก็มักจะหาข้ออ้างบ่ายเบี่ยงว่าเลี้ยงมานาน จึงรู้สึกผูกพัน และจะขอเลี้ยงลูกสาวต่อไป ด้วยความสงสารจึงยอมให้น.ส.ยุ้ย (นามสมมติ) เลี้ยงดูแลลูกต่อไป แต่ให้เวลาเพียงแค่ 3 เดือน
กระทั่งผ่านมา 3 เดือน ทางน.ส.ยุ้ย (นามสมมติ) พี่เลี้ยงคนดังกล่าวก็ยังไม่ยอมคืนลูกสาวให้ พร้อมกับยังมีการขอเก็บเรียกเงินค่าเทอมเอกชน และค่ารักษาเวลาที่ลูกสาวไม่สบาย ซึ่งในทุกๆครั้ง ที่ น.ส.ยุ้ย (นามสมมติ) ขอเงินโดยอ้างว่าจะนำไปดูแลลูกสาวนั้น ตนไม่เคยเห็นหลักฐานใบเสร็จรับเงินเลยสักครั้ง และในขณะเดียวกันตนก็พยายามพูดคุยเพื่อจะขอลูกสาวกลับมาดูแล แต่ทางพี่เลี้ยงก็ไม่ยอม
จากนั้นตนได้พยายามสืบหาโรงเรียนที่ลูกสาวเรียนอยู่ และพบว่า โรงเรียนดังกล่าวนั้นเป็นเพียงโรงเรียนรัฐบาล ไม่ใช่เอกชนตามที่พี่เลี้ยงกล่าวอ้างของค่าเทอม จนกระทั่งตนไปรอดักเจอลูกสาวเพื่อจะรับตัวลูกสาวกลับมาบ้าน แต่คุณครูทางโรงเรียนกลับไม่ไว้ใจตน ทั้งที่ตนเป็นแม่แท้ ๆ ของเด็ก และไม่ยอมให้ตนเอาลูกสาวกลับมา จึงทำให้ตัวต้องถอยกลับมาตั้งหลักใหม่ ซึ่งตนก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะต้องทำอย่างไร เพราะปัจจุบันตนก็ยังไม่ได้ลูกสาว กลับคืนมาเลี้ยงดูแต่อย่างใด ส่วนตัวคิดว่า สาเหตุที่พี่เลี้ยงยืดเยื้อไม่ยอมคืนลูกสาวให้นั้น อาจจะเป็นเรื่องของหนี้สินของพี่เลี้ยง และต้องการให้ลูกสาวเป็นตัวประกันในการเรียกเก็บเงินค่าเลี้ยงดู
ทั้งนี้ยังยืนยันว่าอยากจะให้พี่เลี้ยงคืนลูกสาวกลับมาให้กับตน เพราะตนก็รักลูกสาวมาก และก็มีความพร้อมในการเลี้ยงดูลูกสาวแล้ว ในส่วนประเด็นหากพี่เลี้ยงต้องการมาเจอลูกสาวตนนั้น ตนก็จะไม่ปิดกั้น เพราะเข้าใจว่าพี่เลี้ยงและลูกสาวตนมีความผูกพันดูแลกันมา แต่จะไม่ยอมให้ลูกสาวตนกลับไปอยู่กับพี่เลี้ยงเด็ดขาด
อย่างไรก็ตามก็ต้องขอขอบคุณในสิ่งที่พี่เลี้ยงช่วยดูแลลูกสาวตนมา แต่ทุกสิ่งทุกอย่างมันควรก็จบตั้งแต่ 3 เดือน ที่ตนให้โอกาสพี่เลี้ยงดูแลลูก ตนอยากจะบอกกับลูกสาวว่ารักลูกสาวมาก ไม่ได้มีเจตนาในการที่จะทิ้งขว้าง ถ้าเจอลูกสาวก็อยากกอดลูกสาวมาก
ด้าน น.ส.ยุ้ย (นามสมมติ) พี่เลี้ยงเด็ก วันนี้เดินทางมาที่ว่าการอำเภอลาดบัวหลวงพร้อม น้องเกรซ อายุ 6 ขวบ เพื่อนำน้องมา ส่งคืนให้กับแม่ตัวจริง ซึ่งจะมีการทำ MOU ร่วมกัน โดยมีปลัดอาวุโส อำเภอลาดบัวหลวง เจ้าหน้าที่กระทรวงการพัฒนาสังคมและความ มั่นคงของมนุษย์จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ครอบครัวแม่เลี้ยง ครอบครัวแม่ น้องเกรซและเพจเป็นหนึ่ง ในการคืนน้องให้กับแม่ ช่วงหนึ่ง แม่เลี้ยงได้ เดินออกมาเข้าห้องน้ำ พร้อม กับน้องและครอบครัว โดยสีหน้าเคร่งเครียด ไม่มีการพูดคุยใดๆกับสื่อมวลชน
ทั้งนี้ทีมข่าวได้คลิปเสียงซึ่งเป็นการสนทนาระหว่างแม่เด็กและพี่เลี้ยง ซึ่งลักษณะการพูดคุยนั้น แม่เด็กพยายามที่จะเจรจาเพื่อขอลูกคืน แต่พี่เลี้ยงอ้างต้องให้เด็กปรับตัวให้คุ้นเคยก่อน โดยไม่มีท่าทีที่พี่เลี้ยงจะยอมคืนเด็กให้แม่แต่อย่างใด
นอกจากนี้ ยังมีแชทข้อความซึ่งเป็นแชตที่แม่เด็กคุยกับพี่เลี้ยง ซึ่งจะเห็นว่า พี่เลี้ยงอ้างถึงค่าใช้จ่ายภายในโรงเรียนของลูก ก่อนจะขอให้แม่แท้ๆ จ่ายหรือออกเงินให้ และอ้างว่าจะรีบเคลียร์ค่าใช้จ่ายมาคืนเงินให้
ภายหลังที่ครอบครัวพี่เลี้ยงเด็กได้มีการพูดคุยกับเจ้าหน้าที่นานกว่า 2 ชม.ก่อนจะมีการยินยอมคืนลูกให้ ทีมข่าวข่าวได้พยายามสอบถามกลุ่มพี่เลี้ยง 3 คน ขณะเดินออกจากห้องว่า อยากจะชี้แจงอะไรไหมหลังจากตกเป็นจำเลยสังคม เลี้ยงเด็กเพราะว่ารักหรือเพราะเงิน แต่ทางกลุ่มพี่เลี้ยงทั้ง 3 คนก็ไม่ได้มีการตอบคำถามสื่อใดๆก่อนจะมีการขึ้นรถและขับออกไป




