รวบแก๊ง 'ลวงให้รัก' พบเชิดเงินออกนอกประเทศ 800 ล้าน

ทลายแก๊ง Romance Scam ไนจีเรียลวงให้รักแล้วเชิดเงินหนี 4 ปีหมุนเงินออกนอกประเทศ 800 ล้าน
กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดยกองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) พร้อมเจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.1 บก.ป. และ กก.4 บก.ป. บุกเข้าจับกุม ผู้ต้องหา 14 ราย ดำเนินคดีในข้อหา ร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดยแสดงตนเป็นบุคคลอื่น, โดยทุจริตหลอกลวงร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วนหรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน, ร่วมกันใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ที่ผู้ออกได้ออกให้แก่ผู้มีสิทธิใช้ เพื่อประโยขน์ในการชำระค่าสินค้าบริการ หรือหนี้อื่นแทนการชำระด้วยเงินสดหรือใช้เบิกถอนเงินสด โดยมิชอบ ในประการที่น่าจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน, ร่วมกันฟอกเงินและสมคบโดยการตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงิน

หลังเปิดปฏิบัติการทลายเครือข่ายนี้ เจ้าหน้าที่ได้เข้าตรวจค้นทั้งหมด 14 จุด ทั่วประเทศ แบ่งเป็นในพื้นที่กรุงเทพมหานคร 7 จุด, ปทุมธานี 1 จุด, พิษณุโลก 2 จุด, อุทัยธานี 1 จุด, อุตรดิตถ์ 1 จุด, กำแพงเพชร 1 จุด, พิจิตร 1 จุด เมื่อวันที่ 24 ส.ค.66
พฤติการณ์ผู้กระทำความผิด สืบเนื่องจากประมาณเดือนธันวาคม 2564 – มกราคม 2565 ผู้เสียหายได้ร้องเรียนมายังเจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.1 บก.ป. ให้ช่วยติดตามจับกุมคนร้าย ที่มีพฤติการณ์หลอกให้หลงรัก โดยใช้ภาพโปรไฟล์เป็นหญิงต่างชาติรูปร่างหน้าตาดี แอบอ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่ทหารสาวชาวอเมริกัน ที่ปฏิบัติภารกิจอยู่ในประเทศซีเรีย
นอกจากนี้ยังสร้างเรื่องราวว่าจะเดินทางมาประเทศไทย เหตุเพราะประทับใจและตกหลุมรักในตัวผู้เสียหายมาก และต้องการจะส่งพัสดุ ภายในเป็นทรัพย์สินมีค่า มาให้กับผู้เสียหาย แต่มีข้อแม้ คือขอให้ผู้เสียหายช่วยชำระค่าภาษีนำของออกจากสนามบินให้ก่อน หลังจะคืนเงินให้ในภายหลัง

เมื่อผู้เสียหายตกหลุมพรางเชื่อใจเนื่องด้วยความรัก ประกอบกับความสงสาร เป็นเหตุให้ผู้เสียหายหลงเชื่อโอนเงินไปให้ ขณะเดียวกันจะมีคนร้ายอีกคนโทรศัพท์มาหาผู้เสียหาย อ้างตัวว่าเป็นเจ้าหน้าที่สนามบินก่อนจะหลอกให้ผู้เสียหายโอนเงินเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่องโดยอ้างว่าเหตุผลต่างๆ เช่น เป็นค่าดำเนินการเพื่ออำนวยความสะดวกของเจ้าหน้าที่ของรัฐในประเทศไทยเนื่องจากเป็นการนำเข้าเงินโดยผิดกฎหมาย, ค่าประกันที่ทำสัญญาไว้กับบริษัท, ค่าทนายความ ค่าประกันทรัพย์สิน จนสุดท้ายผู้เสียหายไม่มีเงินจ่าย ก่อนที่คนร้ายก็จะตัดการติดต่อไป พบผู้เสียหายสูญเงินไปล้านกว่าบาท
ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจ จึงได้สืบสวนเส้นทางการเงิน จนพบว่าเงินที่ถูกโอนเข้าบัญชีคนร้ายได้มีการโอนต่อไปอีกหลายบัญชี ก่อนจะถูกโอนไปยังบัญชีชื่อของ น.ส.ปุณยวีร์ฯ (ผู้ต้องหาที่ 1) จากนั้นถูกโอนต่อไปยังบัญชีธนาคารในต่างประเทศ

จากการขยายผลพบอีกว่าตั้งแต่ปี 2561 – 2564 มีเงินหมุนเวียนออกไปยังบัญชีในต่างประเทศรวมกว่า 800 ล้านบาท ซึ่งพยานหลักฐานทำให้ทราบว่า น.ส.ปุณยวีร์ฯ (ผู้ต้องหาที่ 1) มีความเกี่ยวข้องกับกลุ่มชาวต่างชาติสัญชาติไนจีเรีย และยังพบว่ามีเงินโอนมาจากบัญชีของ Mr.Ezeneche (ผู้ต้องหาที่ 2) อีกจำนวนหลายสิบล้านบาท ซึ่งเงินเหล่านั้นได้มาจากการหลอกลวงผู้เสียหายรายอื่นๆในลักษณะเดียวกัน เมื่อพบเส้นทางการเงินว่าเชื่อมโยงกันทั้งหมด ทางผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติจึงมีคำสั่งให้โอนย้ายคดีของผู้เสียหายที่ตกเป็นเหยื่อของแก๊งนี้ทุกรายมายังกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) เพื่อดำเนินคดีกับผู้ต้องหากลุ่มนี้ทันที




