"ผบก.น.2" ยัน มือฆ่าอดีตเอกอัครราชทูต เผ่นหนีออกนอกประเทศ

"ผบก.น.2" ยัน มือฆ่าอดีตเอกอัครราชทูต เผ่นหนีออกนอกประเทศ

"ผบก.น.2" ยัน ชายเมียนมามือฆ่าอดีตเอกอัครราชทูตคาบ้านพักหรู เผ่นหนีออกนอกประเทศแล้ว กำลังประสานหมายแดงล่าตัวเอาผิดดำเนินคดี

จากกรณีที่มีการพบศพนายวิชิต ชิตวิมาน อายุ 63 ปี อดีตเอกอัครราชทูตประจำกรุงโคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ก นอนเสียชีวิตอยู่ภายในบ้านพัก ซอยวิภาวดีรังสิต 20 เขตจตุจักร กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 8 ต.ค. ที่ผ่านมา ในพื้นที่ สน.สุทธิสาร และเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.สุทธิสาร ได้รวบรวมวัตถุพยานต่างๆที่เก็บได้จากภายในบ้านที่เกิดเหตุ ทั้งกล่องลังกระดาษที่ใช้ในการอำพรางศพ มีดทำครัวเปื้อนเลือด 2 เล่ม และพยานหลักฐานแวดล้อมอื่นๆ ส่งกองพิสูจน์หลักฐานสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ตรวจสอบรายละเอียดเพิ่มเติมเพื่อตรวจหาดีเอ็นเอและลายนิ้วมือแฝง นำไปเทียบเคียงกับผู้ก่อเหตุ จนพนักงานสอบสวน สน.สุทธิสาร สามารถขออนุมัติศาลอาญาออกหมายจับนายไซ สัญชาติเมียนมา อายุ 19 ปี ข้อหาฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา ตามที่มีการรายงานข่าวไปแล้วนั้น

(9 ต.ค.66) ความคืบหน้าล่าสุด เมื่อเวลา 15.00 น. ที่สน.สุทธิสาร พล.ต.ต.อรรถพล อนุสิทธิ์ ผบก.น.2 ได้เผยถึงความคืบหน้าทางคดีว่า ภายหลังจากที่พนักงานสอบสวน สน.สุทธิสาร ได้ขออนุมัติศาลอาญาต่อผู้ต้องหาชาย อายุ 19 ปี ในข้อหา "ฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา" เนื่องจากก่อเหตุฆ่าอดีตเอกอัครราชทูต ณ กรุงโคเปนเฮเกน ภายในบ้านของหมู่บ้านชื่อดังแห่งหนึ่ง โดยเจ้าหน้าที่ได้มีการนำวัตถุพยานที่อยู่บริเวณใกล้เคียงกับจุดที่พบศพและบริเวณโดยรอบที่เกิดเหตุส่งเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานตรวจสอบเพิ่มนั้น 

โดยหลังจาก เจ้าหน้าที่ตำรวจพร้อมด้วยชุดสืบสวนสอบสวนนครบาล 2 ได้มีการลงพื้นที่ตามเส้นทางหลบหนี เพื่อติดตามจับกุมตัวคนร้ายมาดำเนินคดี ล่าสุดยืนยันได้ว่าคนร้ายได้หลบหนีออกนอกประเทศไปแล้ว คนร้ายหลบหนีด้วยการเดินออกจากหมู่บ้านดังกล่าว ไปขึ้นรถแท็กซี่ หลังจากนั้นก็ไปขึ้นรถโดยสารประจำทาง มุ่งหน้าไปถึงจังหวัดเชียงราย เมื่อวันที่ 29 กันยายน เวลาประมาณ 07.12 น. แล้วหลบหนีออกนอกประเทศ ผ่านทางด่านตรวจคนเข้าเมือง ยืนยันปรากฏหลักฐานชัดเจน ขณะนี้อยู่ระหว่างประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องขอหมายแดง หรือ Red Notice เพื่อติดตามตัวมาดำเนินคดี 

ทั้งนี้ มีรายงานข่าวเพิ่มเติมว่า ภายหลังจากที่ฝ่ายสืบสวน สน.สุทธิสาร พร้อมฝ่ายสืบสวน บก.น.2 และฝ่ายสืบสวน บก.สส.บช.น. ได้ดำเนินการตรวจสอบกล้องวงจรปิดบริเวณโดยรอบจนเห็นรูปพรรณสัณฐานของผู้ก่อเหตุดังกล่าว จากการตรวจสอบพบว่า ผู้ก่อเหตุเป็นช่างทาสีภายในบ้านของผู้ตาย รู้จักกับผู้ตายมาตั้งแต่วันที่ 25-27 กันยายน เนื่องจากพบว่า มีการเดินออกไปจากบ้านหลังดังกล่าวด้วยกัน แล้วกลับเข้าบ้านด้วยกัน โดยหลังจากก่อเหตุ ผู้ก่อเหตุได้ขโมยโทรศัพท์ 1 เครื่อง พร้อมกับ iPad อีก 1 เครื่องของผู้ตาย จากนั้นได้นั่งแท็กซี่ไปยังขนส่งหมอชิต แล้วทำการโอนเงินจาก iPad 1 ครั้ง จำนวน 22,000 บาท จากนั้นนำโทรศัพท์มือถือไปกดสแกนเงินหน้าหน้าตู้ ATM เพื่อกดเงินอีก 2 ครั้ง จำนวน 34,200 บาท รวมทั้งหมด 56,200 บาท พร้อมกับซื้อตั๋ว ขึ้นรถโดยสารประจำทางมุ่งหน้าไปยังจังหวัดเชียงราย ขณะนี้ตำรวจกำลังไล่เรียงไทม์ไลน์อีกครั้งว่ามีใครให้การช่วยเหลือหรือไม่ 

.

ทั้งนี้เนื่องจากผู้ตายอยู่บ้านคนเดียวในขณะเกิดเหตุ ตำรวจจึงสอบถามกับทางญาติไม่ได้ว่าเหตุการณ์เป็นมาอย่างไร แต่ทางฝ่ายสืบสวนคาดว่าผู้เสียชีวิตเปิดประตูออกมาหาคนก่อเหตุ เนื่องจากในที่เกิดเหตุไม่มีร่องรอยของการงัดแงะประตูทางเข้าบ้าน และคนร้ายน่าจะลงมือก่อเหตุทันที เนื่องจากปรากฏร่องรอยกระเซ็นของเลือดตั้งแต่รั้วบ้านไปถึงชั้น 2 คาดการณ์ว่าผู้เสียชีวิตอาจดิ้นรนหนีตายจากชั้น 1 ไปจนถึงในห้องน้ำ ซึ่งภายในบ้านมีกล้องวงจรปิดที่บันทึกภาพไว้ได้อย่างชัดเจน.

อย่างไรก็ตาม จากการตรวจสอบไม่พบประวัติอาชญากรรมของผู้ก่อเหตุ และยังไม่ทราบรายละเอียดว่าคนร้ายมีการติดต่อกับผู้เสียชีวิตช่องทางใดซึ่งตำรวจเชื่อว่า นอกจากโทรศัพท์และ iPad ที่หายไป รวมทั้งยอดเงินที่ถูกกดออกจากบัญชี ยังน่าจะมีทรัพย์สินอื่นที่สูญหายไปอีก คงต้องรอการตรวจสอบอีกครั้งถึงจะยืนยันได้ ซึ่งยืนยันว่าจะเร่งดำเนินการให้ไวที่สุด เพื่อ ติดตามจับกุมตัวคนร้ายร้ายนี้มาให้ได้

ข่าวที่เกี่ยวข้อง