รุดช่วย ด.ช.วัย 1 ขวบ จากแม่พิการติดพนันออนไลน์-เล่นยา ขู่ผูกคอตายกับลูก

เป็นหนึ่งรุดช่วย ด.ช.วัย 1 ขวบ จากแม่พิการติดพนันออนไลน์-เล่นยา ขู่ผูกคอตายกับลูก แม่เด็ก ยอมรับได้กระทำทุกอย่างตามที่ถูกกล่าวหา แต่ได้เลิกนานแล้ว อ้างที่ทำไปเพราะถูกโซเชียลกดดัน
กรณีเพจเป็นหนึ่งลงพื้นที่ จ.สกลนคร หลังพลเมืองดีร้องเรียน วอนช่วยเหลือ ด.ช.วัย 1 ขวบ ที่มีพัฒนาการช้า จากแม่พิการ พฤติกรรม ติดพนันออนไลน์ เล่นยา โกงเงิน ขู่ผูกคอตายกับลูก ด้านแม่ยอมรับทุกอย่างแต่เลิกนานแล้ว ลั่นที่ทำไปเพราะถูกโซเชียลกดดัน สัญญาจะปรับเปลี่ยนพฤติกรรม จนท.ร่วมลงนามหากทำผิดอีกจะใช้กฎหมายรับเด็กมาไว้ในการดูแล
(22 ต.ค. 66) ต้นอ้อ น.ส.ชลิดา พะละมาตย์ ประธานกลุ่มเป็นหนึ่ง ได้รับเรื่องร้องจากพลเมืองดี ว่า อยากให้เข้าไปช่วยเหลือเด็กชายวัยประมาณ 1 ขวบ จากแม่เป็นผู้พิการ มีพฤติกรรมชอบเอาลูกโพสต์ลงโซเชียลตัดพ้อไม่มีเงินกินข้าวเพื่อเรียกความสงสาร แต่พอมีคนโอนเงินให้กลับนำเงินไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ ส่วนลูกชายวัย 1 ขวบอยู่แบบอดอยาก มีพัฒนาการช้ากว่าปกติ นอกจากนี้ยังมีพฤติกรรม ติดพนันออนไลน์ ใช้สารเสพติดและโกงเงินคนอื่น ซึ่งหญิงรายดังกล่าวไม่ได้ประกอบอาชีพแต่อย่างใด มีรายได้จากเงินอุดหนุนคนพิการและบุตรเท่านั้น ภายหลังจากรับทราบเรื่องร้องเรียน ต้นอ้อ น.ส.ชลิดา พะละมาตย์ จึงประสานงานไปยังเจ้าหน้าที่พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดสกลนคร (พม.) เพื่อตรวจสอบสภาพความเป็นอยู่และข้อเท็จจริง
ต่อมา ต้นอ้อ น.ส.ชลิดา พะละมาตย์ พร้อมด้วย จนท.พม.จ.สกลนคร และผู้นำชุมชน ลงพื้นที่ไปตรวจสอบ สภาพความเป็นอยู่ของบ้านค่อนข้างไม่มั่งคง บ้านไม้ชั้นเดียวยกสูง แบ่งเป็นห้องนอน ระเบียง และครัว พบกับ น.ส.อบทอง หรือน้ำ อายุ 27 ปี มีความพิการทางด้านร่างกายและความเคลื่อนไหว โรคกระดูกพรุน ส่วนสูง 110 ซม. น้ำหนัก 21 กก. และ ด.ช.ฉลาม วัย 1 ปี 2 เดือน ลูกชาย พร้อมด้วยสามี อยู่กันพร้อมหน้า โดย จนท.พม.จ.สกลนคร ได้มีการพูดคุยถึงการเลี้ยงลูกของ น.ส.อบทอง ให้คำแนะนำ สอบถามข้อเท็จจริงเรื่องที่ถูกกล่าวหา จากการตรวจสอบเด็กพบว่าได้มีการพาไปรับวัคซีนครบทุกเข็มตามกำหนด สุขภาพร่างกายปกติดีทุกอย่าง แต่มีพัฒนาการที่ช้าไม่เป็นไปตามวัย
ย้อนกลับไปเมื่อวาน (21 ต.ค.66) ภายหลังจาก เพจเป็นหนึ่ง โพสต์ว่าจะลงพื้นที่เข้าไปตรวจสอบเรื่องราวดังกล่าว น.ส.อบทอง ได้มีการไลฟ์สดเฟซบุ๊กที่ขณะนี้ปิดเป็นส่วนตัวมีเพียงเพื่อนเท่านั้นที่สามารถเห็นได้ บางช่วงบางตอนได้มีการพูดจาตัดพ้อต่างๆ นานา แต่ที่ทำให้ชาวโซเชียลอึ้งคือ น.ส.อบทอง ผูกเชือกไปที่คานบ้านลักษณะคล้ายกับขู่ว่าจะผูกคอตาย แล้วคนที่รับชมอยู่แจ้งเรื่องไปยัง ต้นอ้อ น.ส.ชลิดา จึงรีบโทรศัพท์ไปหากำนันที่ดูแลพื้นที่ให้รีบเข้าไปดู น.ส.อบทอง ทันที กังวลว่าอาจจะเกิดเหตุไม่คาดฝัน จากนั้นไลฟ์สดก็จบลง น.ส.อบทอง และ ด.ช.ฉลาม อยู่ในอาการปลอดภัย
น.ส.อบทองหรือน้ำ กล่าวว่า เรื่องเงินที่ถูกกล่าวหาว่าไปโกงคนอื่นมานั้นตนชักหน้าไม่ถึงหลัง ส่วนเรื่องการใช้สารเสพติดยอมรับว่าเคยใช้แต่เลิกนานแล้ว กรณีมีหลักฐานว่าเร็วๆ นี้เพิ่งสั่งยาสีเขียวเหลืองผสมยาแก้ไอ (ทำให้มีอาการมึนเมา เคลิ้มหม่อลอย) นั้น แค่สั่งให้เพื่อนเพราะเพื่อนอยากได้ส่วนลด และเรื่องการเล่นพนันออนไลน์ยอมรับก็เลิกแล้วเหมือนกัน สำหรับมีคนตักเตือนเรื่องการเลี้ยงดูลูก บ้านตนนั้นเป็นชนบทจะให้เลี้ยงแบบดาราคงไม่ได้ ขณะที่เมื่อวานต้องขอโทษที่ตัดสินใจไลฟ์สดจะผูกคอตาย แค่รู้สึกกังวลกลัวคนมาพรากลูกไปจากตน ตั้งแต่แม่เสียไม่รู้จะไปปรึกษาใคร แฟนก็ไม่อยู่ไปทำงานต่างพื้นที่ อีกทั้งพอได้อ่านความคิดเห็นที่โดนด่าในโซเซียลก็เลยคิดมาก
ขณะเดียวกัน ต้นอ้อ น.ส.ชลิดา พะละมาตย์ ประธานกลุ่มเป็นหนึ่ง กล่าวว่า สำหรับการลงพื้นที่มาในวันนี้เป็นห่วงเรื่องสภาพความเป็นอยู่ของเด็ก หรือเรื่องต่างๆ ที่กล่าวมา จากการตรวจสอบก็เป็นความจริงตามที่มีคนได้ร้องเรียนเข้ามา เรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้นเป็น น.ส.อบทอง เองที่นำมาโพสต์ลงโซเชียล บางครั้งก็มีการขู่จะทำร้ายตัวเองเป็นประจำ จนทำให้คนที่กดติดตามอยู่เกิดความกังวลจึงร้องเข้าที่เพจเป็นหนึ่ง เบื้องต้นประสานกับ พม.จ.สกลนคร อยากให้นำเด็กออกมาจากแม่เด็กก่อน เพราะ น.ส.อบทอง มีอารมณ์ที่แปรปรวนพอรู้ว่า เป็นหนึ่ง จะเดินทางมาช่วยก็ไลฟ์สดจะผูกคอทำร้ายตัวเองและลูก ถึงแม้ว่าจะไม่ทำจริงแต่ความปลอดภัยของเด็กจะเป็นอย่างไร สามีเขาก็ไม่พร้อมดูแลเขาตลอด 24 ชม. ขณะนี้ต้องแยกออกระหว่างเป็นผู้พิการกับการกระทำของเขา จะพิการยังไงก็ต้องเลี้ยงดูลูกให้ดี อย่าเอาลูกมาหากินบนความเห็นอกเห็นใจของคนอื่น อย่าเอาปมด้อยของตัวเองมากลบเกลื่อน ไม่มีใครบูลลี่หรือด้อยค่าความพิการของเขา
เบื้องต้น จนท.พม.จ.สกลนคร เสนอหลายทางเลือกให้กับ น.ส.อบทอง เพื่อความสบายใจของทุกข์ฝ่าย น.ส.อบทอง ยืนยันเลือกที่จะเอาลูกไว้กับตัวเอง สัญญาจะปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและใส่ใจดูแลลูกให้ดีกว่าเดิม โดยข้อตกลงนี้มี จนท.พม.จ.สกลนคร ผู้นำชุมชน และ เพจเป็นหนึ่ง ร่วมลงนามเป็นสักขีพยาน หากพบว่ายังไม่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมไปจากเดิม จนท.พม.จะใช้กฎหมายดำเนินการเพื่อรับเด็กมาไว้ในการดูแลต่อไป




