เปิดใจลูกสาวหนุ่มใหญ่จุดไฟเผาตัวเอง ปัดพ่อทำไปเพราะปัญหารัก
เปิดใจลูกสาวหนุ่มใหญ่จุดไฟเผาตัวเอง วอนโซเชียลฟังความรอบด้าน ปัดพ่อทำไปเพราะปัญหารัก
กรณี นายเอ (นามสมมติ) อายุ 50 ปี อาชีพขับรถแท็กซี่ ได้ก่อเหตุเทแอลกอฮอล์ราดตัวเองก่อนจุดไฟเผาตัวเอง ภายในบ้านซอยสุขสวัสดิ์ 38 แขวงบางปะกอก เขตราษฎร์บูรณะ กทม. เหตุเกิดวันที่ 15 เม.ย.67 เวลา 22.45 น. ที่ผ่านมา
ต่อมาวันนี้(17เม.ย.) เวลา 18.00 น. ผู้สื่อข่าวเวิร์คพอยท์ได้รับการร้องเรียนมาจาก น.ส.เอ(นามสมมติ) อายุ 26 ปี ซึ่งเป็นลูกสาวของนายนิพันธ์ ผู้เป็นพ่อที่ก่อเหตุดังกล่าว ว่า เหตุการณ์วันนั้นก่อนที่พ่อจะทำลายตัวเอง ได้โทรมาหาตนบอกว่าแฟนเขา(แม่เลี้ยง)เหมือนคุยกับผู้ชายอื่นคาดว่าเป็นแฟนเก่าที่อยู่ต่างจังหวัด พ่อจึงโทรมาหาให้ช่วยหาคนไปจัดการแฟนเก่าแม่เลี้ยง
น.ส.เอ กล่าวต่อไปว่า ตนก็บอกพ่อว่าถ้าเขาไม่รักก็ให้ปล่อยเขาไป ไม่อยากให้มีเรื่องมีราวกันเพราะว่าถ้ามีมาทีมันก็ลำบากก่อนจะวางสายไป ตนก็คิดว่าเรื่องมันจบแล้ว สักพักพ่อก็โทรกลับมาหาตนอีกโดยคราวนี้มาขอเงิน ตนก็เลยถามกลับไปว่าพ่อจะเอาเงินไปทำอะไร แล้วตนก็บอกพ่อว่าตอนนี้เงินสดอยู่ที่ตัวมีอยู่แค่ 1,000 บาท แล้วตอนนั้นตนก็กำลังจะพาลูกไปต่างจังหวัดเพื่อพาลูกไปเที่ยว
"ก็บอกกับพ่อว่าถ้าพ่อจะมาเอาเงินให้มาหาตนที่บ้านได้หรือเปล่า พ่อก็ไม่มาแล้วก็วางสายไป แต่ก่อนที่เขาจะวางสายพ่อพูดว่าขอให้โชคดีนะลูก ให้รวย ๆ นะ ทั้งที่พ่อไม่เคยพูดแบบนี้มาก่อนเลย ตนก็ไม่ได้เอะใจอะไร ตนก็ไปต่างจังหวัด" น.ส.เอ ระบุ
น.ส.เอ เล่าต่อไปว่า พอตนเดินทางไปถึงจ.ชลบุรี ทางเจ้าหน้าที่กู้ภัยและแม่เลี้ยงได้ใช้เฟซบุ๊กของพ่อโทรมาตนเอง ซึ่งตนก็คิดว่าไม่อะไร ตอนแรกแม่เลี้ยงโทรมาก่อนว่าพ่อทำร้ายตนเองนะ ตนก็ทำอะไรไม่ถูก ถ้าตอนนั้นตนจะกลับมามันก็กลับมาไม่ได้เพราะว่ามันอันตรายแล้ว เพราะว่าคนขับเขากินเหล้าเข้าไปแล้ว แล้วอีกอย่างมันเป็นช่วงเทศกาล ตนก็ไม่รู้ว่าด่านจะเยอะหรือไม่ ก็เลยตัดสินใจว่าตอนเช้าจะกลับมาดูพ่อกัน
"แล้วที่ข่าวเอาไปลงคือข่าวน่ะไม่ได้ด่าไม่ได้อะไรพ่อของตนหรอกแต่คนที่มาคอมเมนต์โดยที่ไม่รู้อะไร ตนจะบอกว่าพ่อของตนเขาไม่ได้ทำเพราะรักผู้หญิงคนเดียวนะ เขามีโรคประจำตัว เป็นโรคซึมเศร้า คือไม่เมาก็ทำร้ายตนเองมาตลอด แล้วตนเห็นในข่าวว่าพ่อพูดว่าเขารักผู้หญิงคนนี้มากที่ทำเพราะว่ารัก" น.ส.เอ ระบุ
น.ส.เอ บอกด้วยว่า แต่จริง ๆ แล้วมันไม่ใช่คือเขาเครียดหลาย ๆ เรื่อง ถ้าเขามีอะไรเขาก็จะโทรมาหาตนตลอด เพื่อนพ่อเขาก็จะพูดให้หนูฟังตลอดว่าแบบเขาเครียดเรื่องเงินแล้ว ล่าสุดคือพ่อเครียดเรื่องที่ลูกไม่มาหาพ่อเลย ซึ่งหนูมาชวนพ่อไปกินข้าวตลอดเพราะว่าไม่อยากให้เขาเครียดไม่ว่าจะเทศกาลอะไรหรือว่าไม่เทศกาลเวลา
"ตนมีเงินอยากพาพ่อไปกินข้าวตลอด แต่ว่าพ่อไม่ไปปฏิเสธตลอดว่าไม่อยากไป เมื่อมาเกิดเหตุการณ์อย่างนี้แล้ว ตนเองโดนด่าเยอะมาก ตนรับไม่ได้นะ" น.ส.เอ ระบุ
น.ส.เอ เล่าต่อไปว่า อาการของพ่อยังนอนโคม่าอยู่ห้องไอซียูที่รพ. ตอนนี้อาการยังไม่คงที่ ทั้งนี้เรื่องทั้งหมดเกิดจากหลาย ๆ สาเหตุ ไม่ใช่แค่ว่าพ่อรักผู้หญิง แต่เกิดจากเรื่องเงินด้วย เรื่องความรักด้วย เรื่องลูกด้วย เรื่องความเครียดกดดันด้วย หลาย ๆ อย่างเขาเก็บกดมานานแล้ว แล้วเขาก็เป็นแบบนี้มาตั้งนานแล้ว
"พ่อก็มีอาการป่วยทางจิตเพราะว่าหมอประเมินมาแล้วว่าพ่อเป็นโรคชอบทำร้ายตัวเอง เป็นโรคซึมเศร้า ทุกครั้งที่เมาเขาทำร้ายตัวเองตลอด ตั้งนานแล้วน่าจะประมาณตนเรียนอยู่ตอนประถม" น.ส.เอ ระบุ
น.ส.เอ เล่าย้อนไปว่า พ่อระแวงแม่ตลอด ทะเลาะกับแม่ตลอดแล้ว โดยแม่ก็คุยกับพ่อดี ๆ ตลอด ถ้าพ่อเมาจะคูณเข้าไปอีก พ่อก็เครียดด้วยอะไรด้วยอะไรหลาย ๆ อย่าง พ่อทำร้ายตัวเองมาตลอด แล้วถ้าเขาไม่เมาตนเคยเห็นอยู่หลายครั้งพ่อแอบไปนั่งร้องไห้คนเดียวที่เลิกกับแม่หนูไป ช่วงสักประมาณเดือนนึง ตอนแรกคือพ่ออารมณ์ดีปกติเลย แต่พอช่วงเวลาผ่านไปประมาณเดือนที่เลิกกับแม่ พ่อเริ่มซึม ๆ เหม่อลอย
"ตนอยากจะบอกพ่อว่าอยากให้พ่อหายไว ๆ อยากให้เขากลับมาเป็นคนเดิม ถ้าไม่มีใครรักตนก็ยังรักพ่อเหมือนเดิม ตนไม่เคยโกรธพ่อเลยที่พ่อด่าตน ตนไม่เคยโกรธเลย ตนอโหสิกรรมให้และก็ญาติพี่น้องของพ่อก็ไม่ได้โกรธอะไรพ่อแล้ว" น.ส.เอ ระบุ
น.ส.เอ บอกด้วยว่า ตนก็อยากจะให้พ่อหายไว ๆ หนูรักพ่อมากนะ ขอบคุณสื่อทุกสื่อที่นำข่าวของพ่อตนไปลงเพื่อเป็นอุทาหรณ์ แล้วตนก็อยากให้มองเคสในกรณีของพ่อของตนให้เป็นอุทาหรณ์ ไม่อยากให้มาซ้ำเติมกัน ไม่อยากให้มาด่ากัน ตนตามอ่านข่าวตามอ่านคอมเมนต์ทุก ๆ ข้อความ แล้วสภาพจิตใจของตนก็แย่อยู่แล้ว กลับต้องมาเจออะไรแบบนี้
"ตนเองก็รู้สึกแย่ไปมากกว่าเดิม อยากให้ทุกคนรู้ว่าที่เขาทำไปทั้งหมดก็เพราะว่าเขาเครียด แล้วพ่อก็มีโรคทางจิตด้วย พ่อไม่ได้ทำเพราะว่ารักผู้หญิงคนเดียว พ่อทำไปเพราะว่าเขาเครียดหลาย ๆ เรื่องรวมกันแบบกดดันมานานหลายปี" น.ส.เอ ระบุ
น.ส.เอ กล่าวถึงอาการล่าสุดว่า คุณหมอบอกว่ายังไม่คงที่ ยังต้องเฝ้าดูอาการอยู่อย่างใกล้ชิด ตอนนี้อยู่ในห้องปลอดเชื้อ ญาติเข้าเยี่ยมไม่ได้ บาดแผลที่ถูกไฟไหม้ตั้งแต่คางขึ้นไปถึงบริเวณหู แล้วก็แขนหลังแล้วก็หน้าท้องประมาณครึ่งตัวบน ช่วงขาก็เป็นปกติ แต่ว่ามีรอยถลอก
"หมอบอกว่าให้ญาติทำใจเอาไว้ มีโอกาสที่อวัยวะภายในร่างกายจะลวน พ่อมีเปอร์เซ็นต์ที่จะเสียชีวิต ตามลักษณะแผลแล้วก็ความลึกของบาดแผลมีโอกาสที่จะเสียชีวิตประมาณ 30 - 40% ในขณะนี้ก็ยังรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลศิริราช" น.ส.เอ ระบุ
ทั้งนี้ น.ส.เอ ได้ส่งภาพคลิปวิดีโอล่าสุดที่ตนได้ไปเยี่ยมดูอาการผู้เป็นพ่อที่โรงพยาบาลให้กับทีมข่าวดูด้วยแล้ว ยังมีข้อความที่ผู้เป็นพ่อได้ลงโพสต์เอาไว้ในเฟซบุ๊กส่วนตัวเมื่อวันที่ 30 ธ.ค. 66 มีใจความว่า
"มีลูกคนไหนที่จะคิดถึงพ่อบ้างไหม ที่จะชวนพ่อไปกินข้าวเหมือนคนอื่นบ้างไหม และนี่แหละที่ผู้เป็นลูกสาวเชื่อว่าพ่อของตนเองไม่ได้มีความเครียดแค่เรื่องเดียว แต่เป็นหลาย ๆ เรื่องที่พ่อของตนมีความเครียดและก็สะสมความทุกข์มานานมากแล้ว จึงอยากจะให้สังคมเข้าใจบ้าง" น.ส.เอ ระบุ
ข่าวที่เกี่ยวข้อง




