เร่งตามหา เด็กหายตัว ถูกชายขี่ซาเล้งรับออกจากวัด

เด็ก 13 ปี หายออกจากวัด เพื่อนพบมีคนขี่ซาเล้งเก็บขยะ ล่อซื้อโทรศัพท์ให้ก่อนชักชวนออกไป ตำรวจเร่งตามหา

(21 ก.ย.66) พระครูปลัดสุรพล ปภาโส ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดโฉมศรี เปิดเผยว่า เหตุเกิดวันเสาร์ที่ 16 ก.ย.66 แต่ได้ทราบเรื่องเย็นวันอาทิตย์ที่ 17 ก.ย.66 หลังมีเพื่อน ๆ มาบอกว่าหาเด็กชายมัว(ชาวเผ่าม้ง)ไม่เจอ จึงรีบแจ้งผู้ใหญ่บ้าน กำนัน และเข้าแจ้งความ โดยบอกว่าคนที่พาตัวไปเป็นคนเก็บขยะหน้าวัด ซึ่งมักจะมาเก็บขยะและมาพูดคุยตีสนิทกับเด็กเป็นประจำ ซึ่งชายขี่ซาเล้งดังกล่าว ทราบชื่อต่อมาคือ นายพัน จะบอกให้เด็ก ๆ ช่วยกันไปเก็บของในวัดมาขายและจะให้เงิน หลังจากนั้นก็มีการชักชวนให้ไปไหนมาไหนด้วย ก่อนเกิดเหตุเด็กชายมัวเคยไปด้วยครั้งหนึ่ง กระทั่งในวันเกิดเหตุ ได้ขี่รถซาเล้งมาที่วัดอีกครั้ง พร้อมกับให้เพื่อนชาวเผ่าม้งอีกคน ชื่อ เด็กชายนนท์ไปเรียกเด็กชายมัวมาหา พอเด็กชายมัวมาหาก็ขึ้นรถซาเล้งไปกับนายพัน โดยอ้างว่าจะมีการซื้อโทรศัพท์ให้ หลังจากนั้นก็ไม่ทราบความเคลื่อนไหวอีก จึงเดินทางเข้าแจ้งความ
ต่อมา นายพัน ได้แอดเฟซบุ๊กไปหาแม่ของเด็ก ที่อาศัยอยู่อำเภออุ้มผาง จังหวัดตาก แต่แม่ไม่รู้จักจึงไม่กดรับเป็นเพื่อน นายพันจึงสอบสามเด็กเพื่อติดต่อกับแม่ และได้พูดคุยกับแม่ บอกว่า "ตอนนี้ลูกอยู่กับตนเอง เดี๋ยวจะพากลับมาส่ง" แม่ของเด็กจึงโทรศัพท์มาหาพระครูปลัดฯ ที่วัด พระครูปลัดฯ จึงขอดูหน้าเฟซบุ๊กของนายพัน และพยายามโทรศัพท์ติดต่อพูดคุย แต่ไม่สามารถติดต่อได้ วันต่อมา แม่จึงได้ติดต่อหานายพันเองอีกครั้งหนึ่ง และได้พูดคุยกับลูกชาย ลูกชายบอกว่า "ขอมาเที่ยวหน่อย" แม่จึงสอบถามว่า "อยู่ตรงไหน" ลูกชายบอกว่า "อยู่ที่สถานีรถไฟสระบุรี" หลังจากนั้นทางวัดจึงมีการประสานไปที่ ตำรวจพื้นที่จังหวัดสระบุรี แต่เมื่อเจ้าหน้าที่ไปถึงกลับไม่พบ จึงโทรกลับไปหาแม่ใหม่อีกครั้งหนึ่ง เพื่อให้แม่โทรหาลูก ลูกบอกอีกครั้งว่า "อยู่ที่ท่ารถตู้" แต่ไม่บอกว่าท่ารถตู้จุดไหน ซึ่งเป็นครั้งสุดท้ายที่ติดต่อลูกชายได้ ก่อนจะปิดเครื่องไปและไม่สามารถติดต่อได้แล้ว

มีรายงานว่า ผู้ก่อเหตุมีโทรศัพท์มือถือหลายเครื่องและมีซิมโทรศัพท์หลายอัน มีพฤติการณ์หลอกล่อไปเรื่อยให้เด็กหลงเชื่อ และไปอย่างสมัครใจ หลังจากพระครูปลัดฯ ทราบข่าวก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ พร้อมเร่งประสานเจ้าหน้าที่จากหลายหน่วยงานให้เข้าช่วยเหลือ
นอกจากนี้ โดยปกติเคยเห็นคนขี่ซาเล้งมาเก็บขยะบ่อย แต่นายพันมาไม่กี่ครั้ง และเส้นทางที่พาเด็กออกไป ได้พาไปอีกทางหนึ่ง ซึ่งเป็นทางที่ไม่มีกล้องวงจรปิด และพาเด็กออกไปขณะที่พระกำลังฉันเพลอยู่ในศาลา กว่า 30 ปี ที่ผ่านมาไม่เคยเกิดเหตุแบบนี้ขึ้นในวัด เนื่องจากในวัดมีมาตรการการดูแลเด็กอยู่แล้วประกอบกับ เด็กชายมัว ผู้สูญหาย มีลักษณะเรียบร้อย พูดน้อย และซื่อ ขณะนี้อยู่ระหว่างรอเจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินการ โดยผู้บังคับการจังหวัดสิงห์บุรี ได้ร่วมลงพื้นที่มาช่วยเหลือในคดีนี้ด้วย
อยากฝากถึงญาติโยม หากใครพบเจอเด็กให้ติดต่อมาทาง สถานีตำรวจภูธรอินทร์บุรี (สภ.อินทร์บุรี) หรือ วัดโฉมศรี ตำบลชีน้ำร้าย อำเภออินทร์บุรี จังหวัดสิงห์บุรี




