สำนักพุทธฯ ลงตรวจทรัพย์สินวัดดัง หลังอดีตเจ้าอาวาสพัวพันข่าวฉาว

สำนักพุทธฯลุยตรวจบัญชีและทรัพย์สินวัดนครสวรรค์ หลังอดีตเจ้าอาวาสลาสิกขาท่ามกลางข่าวฉาว ย้ำหากพบพิรุธ พร้อมดำเนินการตามขั้นตอน
21 ก.ค.68 เวลา 10.00 น. นายเอกราช เสมาทอง นักวิชาการศาสนาชำนาญการ สำนักพระพุทธศาสนาจังหวัดนครสวรรค์ พร้อมเจ้าหน้าที่อีก 3 คน ลงพื้นที่ตรวจสอบทรัพย์สินและบัญชีรายรับ-รายจ่ายของวัดนครสวรรค์ พระอารามหลวง หลังเกิดกระแสข่าวฉาวเกี่ยวกับอดีตเจ้าอาวาส
นายเอกราช เปิดเผยว่า การตรวจสอบครั้งนี้สืบเนื่องจากพระครูสุธีธรรมบัณฑิต, ดร. ผู้ช่วยเจ้าอาวาส ได้ประสานมายังสำนักพุทธฯ เพื่อให้เข้ามาตรวจสอบดูแลความเรียบร้อยหลังอดีตเจ้าอาวาสลาสิกขา โดยวันนี้เน้นตรวจสอบทรัพย์สินและบัญชีวัตถุมงคลที่อยู่ในความดูแลของอดีตเจ้าอาวาส เพื่อให้ผู้ดูแลคนใหม่สามารถบริหารงานต่อไปได้อย่างเรียบร้อย พร้อมให้กำลังใจพระรูปอื่นที่ยังคงปฏิบัติหน้าที่ภายในวัด

ทั้งนี้ นายเอกราชยอมรับว่า ก่อนหน้านี้สำนักพุทธฯ ไม่เคยได้รับข้อร้องเรียนใด ๆ เกี่ยวกับพฤติกรรมของอดีตเจ้าอาวาส และเพิ่งทราบเรื่องจากสื่อมวลชน ส่วนรายละเอียดเกี่ยวกับทรัพย์สินที่ต้องตรวจสอบยังไม่สามารถระบุได้ เนื่องจากยังไม่ได้เห็นเอกสารและทรัพย์สินทั้งหมด จึงยังไม่สามารถชี้ได้ว่ามีข้อพิรุธหรือไม่
สำหรับวัดนครสวรรค์นั้นมีการรายงานบัญชีรายรับ-รายจ่ายต่อสำนักพุทธฯ เป็นประจำทุกปีอยู่แล้ว โดยนายเอกราชกล่าวทิ้งท้ายว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นถือเป็นพฤติกรรมส่วนตัวของอดีตเจ้าอาวาส หากสำนักพุทธฯ ได้รับข้อร้องเรียนเกี่ยวกับพฤติกรรมพระสงฆ์อีกในอนาคต จะดำเนินการตามพระธรรมวินัย และหากเป็นเรื่องคดีความก็จะประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินการต่อไป
ด้านพระครูสุธีธรรมบัณฑิต ผู้ช่วยเจ้าอาวาส ได้เตรียมความพร้อมสำหรับการเข้าตรวจสอบบัญชีรายรับ-รายจ่ายของวัด และสมุดบัญชีธนาคารเกือบ 20 บัญชี ตั้งแต่ปี 2564 จนถึงปัจจุบัน เพื่อให้คณะกรรมการจากสำนักพระพุทธศาสนาและเจ้าคณะอำเภอเข้าตรวจสอบทรัพย์สินและเส้นทางการเงินของอดีตเจ้าอาวาสในวันนี้
พระครูสุธีธรรมบัณฑิตเปิดเผยว่า การเตรียมเอกสารครั้งนี้เป็นไปตามนโยบายของวัดที่เน้นความโปร่งใสสูงสุด โดยเอกสารการเงินที่นำมาตรวจสอบเป็นเพียงส่วนหนึ่ง เนื่องจากเอกสารอีกส่วนหนึ่งอดีตเจ้าอาวาสได้ว่าจ้างสำนักงานตรวจสอบบัญชีภายนอกให้ดำเนินการ ซึ่งทางวัดมีการส่งบัญชีเข้าสำนักตรวจสอบบัญชีมาตั้งแต่ปี 2554 จนถึงปัจจุบัน นอกจากนี้ วัดยังอยู่ระหว่างการพัฒนาระบบบริหารจัดการแบบดิจิทัลผ่านแอปพลิเคชัน เพื่อให้ประชาชนสามารถตรวจสอบรายรับ-รายจ่ายของวัดได้ทุกที่ทุกเวลา
เพื่อเพิ่มความโปร่งใสยิ่งขึ้น อดีตเจ้าอาวาสได้เน้นย้ำให้เงินบริจาคทุกบาททุกสตางค์ต้องผ่านระบบบัญชีธนาคาร โดยตู้บริจาคในพระอุโบสถจะมี QR Code สำหรับการโอนเงินเข้าบัญชีธนาคารโดยตรง ผู้บริจาคที่ต้องการใบอนุโมทนาบัตรเพื่อลดหย่อนภาษี สามารถติดต่อรับได้ที่สำนักงานวัด ซึ่งข้อมูลจะเชื่อมโยงกับกรมสรรพากรโดยตรง
พระครูสุธีธรรมบัณฑิตกล่าวว่า ตนเองเข้ามารับผิดชอบดูแลบัญชีของวัดได้ประมาณ 6-7 เดือนแล้ว จึงสามารถชี้แจงในส่วนนี้ได้ แต่หากเป็นช่วงเวลาก่อนหน้านั้นจะต้องรอข้อมูลจากสำนักตรวจสอบบัญชี
สำหรับกุฏิของอดีตเจ้าอาวาสในขณะนี้ถูกปิดไว้ โดยข้าวของส่วนตัวบางส่วนได้ถูกนำออกไปแล้ว พระครูสุธีธรรมบัณฑิตเน้นย้ำว่า ต้องให้ความเป็นธรรมแก่อดีตเจ้าอาวาสในเรื่องทรัพย์สินส่วนตัวที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับวัด เนื่องจากท่านยังไม่มรณภาพ และพร้อมให้ความร่วมมือกับทุกหน่วยงานที่เข้ามาตรวจสอบ




