"หนุ่มคู่กรณี" แจงหนังคนละม้วน โต้ย่ำยีสาวในห้องละหมาด ยันยินยอมทั้งสองฝ่าย

ข่าวเวิร์คพอยท์
"หนุ่มคู่กรณี" แจงหนังคนละม้วน โต้ย่ำยีสาวในห้องละหมาด ยันยินยอมทั้งสองฝ่าย

"หนุ่มคู่กรณี" แจงหนังคนละม้วน โต้ย่ำยีสาวในห้องละหมาด ยันยินยอมทั้งสองฝ่าย เดินหน้าแจ้งความกลับผิด PDPA

(12 ส.ค. 69) จากกรณีหญิงสาวเจ้าของบัญชี bananajo_r ออกมาเปิดเผยว่าถูกผู้บังคับบัญชากระทำชำเราภายในห้องละหมาดขององค์กรด้านไฟฟ้าย่านพระราม 7 เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม แม้เธอจะพยายามขัดขืนและขอความช่วยเหลืออย่างสุดกำลัง แต่เมื่อตัดสินใจอัดคลิปร้องขอความเป็นธรรมผ่านโซเชียลมีเดียเนื่องจากสภาพจิตใจย่ำแย่ เธอกลับถูกองค์กรออกหนังสือสั่งให้ "หยุดปฏิบัติงานทันที" โดยอ้างว่ากระทบต่อชื่อเสียงและติดต่อไม่ได้ ทำให้เธอต้องออกมาโต้แย้งพร้อมหลักฐานการลางานถูกต้อง และตั้งคำถามถึงความยุติธรรมที่ได้รับ

ล่าสุด ทีมข่าวได้พูดคุยกับนายภีม (นามสมมุติ) อายุ 27 ปี ซึ่งเดินทางมาที่ สน.ลาดกระบัง โดยนายภีมเล่าว่า รู้จักกับหญิงสาวรายนี้ หลังเธอเข้ามาทำงานช่วงต้นเดือนกรกฎาคม และเป็นฝ่ายเข้ามาทำความรู้จัก ก่อนที่ทั้งคู่จะเริ่มมีความรู้สึกที่ดีต่อกัน

นายภีมเล่าว่า วันที่ 11 กรกฎาคม ทั้งคู่ไปรับประทานอาหารด้วยกัน ก่อนช่วงประมาณ 21.00-22.00 น. แฟนสาวของตนโทรศัพท์เข้ามา โดยยืนยันว่า ตั้งแต่วันนั้นหญิงสาวรู้แล้วว่าตนมีแฟน

จากนั้นวันที่ 12 กรกฎาคม ทั้งคู่มีความสัมพันธ์กันบนรถ โดยตนเองยืนยันว่าเป็นความสมัครใจ ไม่มีการบังคับ และตอนนั้นเพิ่งรู้จักกันไม่ถึง 10 วัน

ต่อมาแฟนสาวของตนเองจับได้ จึงให้ตนไปพูดคุยและเคลียร์กับหญิงสาว เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาตามมา ก่อนที่ตนเองจะพยายามตีตัวออกห่าง

ส่วนเหตุการณ์วันที่ 19 กรกฎาคม นายภีมเล่าว่า ก่อนเกิดเหตุ ตนเข้าไปพักในห้องละหมาด ขณะที่หญิงสาวบอกว่าต้องการพูดคุยด้วย ตนจึงบอกว่าถ้าว่างแล้วจะบอก และแจ้งว่าอยู่ในห้องละหมาด จากนั้นหญิงสาวเดินตามเข้ามาเอง โดยนายภีมระบุว่า ขณะนั้นหญิงสาวมีท่าทีเป็นปกติ

เมื่อเข้ามาในห้อง ทั้งคู่ได้พูดคุยกันเรื่องแฟนของตนเอง ซึ่งตนเองก็ได้บอกว่าเคลียร์ปัญหากันแล้ว และต้องการให้กลับมาทำงานร่วมกันได้ตามปกติ ก่อนที่จะมีความสัมพันธ์กันอีกครั้งภายในห้องดังกล่าว

ส่วนที่หญิงสาวระบุว่าถูกกระชากตัว ตนเองยืนยันว่า สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเพียงการจับมือให้เข้ามาพูดคุย ไม่ไม่ได้ฉุดกระชาก ทำร้าย หรือมีการใช้ศอกขัดขืน

สำหรับกรณีที่หญิงสาวระบุว่า มีสายโทรศัพท์เข้ามาและพยายามร้องขอความช่วยเหลือ ตนเองยอมรับว่ามีสายเข้าจริง ใช้เวลาประมาณ 38 วินาที แต่เป็นการพูดคุยเรื่องงาน และยืนยันว่าไม่ได้ยินคำว่า “ช่วยด้วย” พร้อมบอกว่าบริเวณหน้าห้องมีคนอยู่ หากมีการตะโกนขอความช่วยเหลือจริง น่าจะได้ยิน ส่วนเรื่องยาคุมฉุกเฉิน ยอมรับว่าเป็นคนไปซื้อให้ แต่หญิงสาวเป็นคนขอให้ไปซื้อ

ขณะที่สาเหตุที่หญิงสาวออกมาเปิดเผยเรื่อง ตนเองมองว่า อาจเกิดจากความไม่พอใจ หลังแฟนของตนยังคบกับตนเองและลงภาพใช้ชีวิตตามปกติ และตนเองยังมีหลักฐานการพูดคุยระหว่างหญิงสาวกับเพื่อนร่วมงานเกี่ยวกับเรื่องจะทำลายองค์กร

ส่วนกรณีค่าตรวจโรค 6,000 บาท หญิงสาวติดต่อไปหาแฟนของตนเพื่อเรียกเงิน พร้อมตั้งคำถามว่า หากเป็นการข่มขืนจริง เหตุใดจึงเรียกเงินแทนการแจ้งความหรือตรวจร่างกาย

วันนี้ที่ตนเองเดินทางมาที่ สน.ลาดกระบัง เพื่อเตรียมแจ้งความดำเนินคดีกับหญิงสาว กรณีให้ข้อมูลเกี่ยวกับตนบนโซเชียล รวมถึงนำภาพของตนและแฟนไปเผยแพร่ โดยระบุว่าจะดำเนินการในประเด็น PDPA ด้วย

ส่วนที่ก่อนหน้านี้ยังไม่ได้ออกมาชี้แจง นายภีมบอกว่า ต้องใช้เวลาในการจัดการกับปัญหาภายในครอบครัว รวมถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นกับตนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

สำหรับหลักฐานตนเองมีทั้งแชตที่แสดงถึงการพูดคุยกันในลักษณะคนคบหากัน และภาพจากกล้องวงจรปิดที่เห็นหญิงสาวเดินตามเข้าไปในห้อง โดยไม่มีการฉุดกระชาก และหลังออกจากห้องหญิงสาวไม่ได้ร้องไห้หรือวิ่งหนี

สุดท้าย ตนเองยอมรับว่า ตนเองผิดที่นอกใจและปกปิดเรื่องการมีแฟน แต่ยืนยันว่าเหตุการณ์วันที่ 19 กรกฎาคม เป็นความสมัครใจของทั้งสองฝ่าย ไม่มีการข่มขู่ ฉุดกระชาก หรือบังคับ พร้อมขอให้สังคมรับฟังข้อมูลจากทั้งสองฝ่าย ก่อนพิจารณาข้อเท็จจริงของเรื่องนี้

ข่าวที่เกี่ยวข้อง