คืบหน้าเหตุสะเทือนใจ พ่อเลี้ยงจับลูกเลี้ยง 2 ขวบทุ่มพื้นสาหัส ตำรวจคุมตัวทำแผน ปฏิเสธไม่ได้จับลูกทุ่มพื้น แค่โยนให้เมียรับ

คืบหน้าเหตุสะเทือนใจ พ่อเลี้ยงจับลูกเลี้ยง 2 ขวบทุ่มพื้นสาหัส ตำรวจคุมตัวทำแผน ปฏิเสธไม่ได้จับลูกทุ่มพื้น แค่โยนให้เมียรับ และมีแค่กัดหูลูกประชดเรียกร้องความสนใจเมียที่มานั่งกินข้าวช้า
(15 ม.ค. 69) ความคืบหน้ากรณีสังคมออนไลน์เผยแพร่คลิปเหตุการณ์สะเทือนใจ ชายทำร้ายภรรยาและลูกเลี้ยงวัย 2 ขวบในพื้นที่ อำเภอมัญจาคีรี จังหวัดขอนแก่น โดยผู้ก่อเหตุคือ นายจักกฤษ์ หรือ มอส อายุ 28 ปี ก่อเหตุทำร้ายลูกเลี้ยงและภรรยาบริเวณหน้าบ้าน เมื่อวันที่ 6 มกราคม 2569 และก่อเหตุซ้ำต่อเนื่องในวันที่ 7 มกราคม 2569 โดยมีพฤติกรรมจับขาลูกเลี้ยงวัย 2 ขวบทุ่มลงพื้น ตบหน้า และกัดตามร่างกาย ที่เถียงนาท้ายหมู่บ้าน ซึ่งเป็นที่นาของนายมอส
ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ติดตามจับกุมตัวนายมอสได้ที่จังหวัดนครปฐม เมื่อวันที่ 14 มกราคม 2569 ภายหลังหลบหนีไปพักอาศัยอยู่กับมารดา ก่อนควบคุมตัวกลับมาดำเนินคดีในพื้นที่จังหวัดขอนแก่น
ล่าสุดเมื่อเวลา 10.00 น. ที่สถานีตำรวจภูธรมัญจาคีรี จังหวัดขอนแก่น พ.ต.อ.ธีร์ธัชช์ พงษ์สุวรรณ์ ผู้กำกับการ สภ.มัญจาคีรี พร้อมด้วย ร.ต.อ.ประภาส ระวินู รองสารวัตร (สอบสวน) และเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน ได้ควบคุมตัวนายจักกฤษ์ นันทะแพง หรือ นายมอส ไปทำแผนประกอบคำรับสารภาพใน 2 จุด คือ บริเวณหน้าบ้าน และบริเวณที่นาของผู้ต้องหา
โดยทันทีที่นายมอส เห็นผู้สื่อข่าวมาทำข่าว ก็บอกทันทีว่าไม่ต้องเซนเซอร์หน้า ซึ่งผู้สื่อข่าวได้สอบถามว่าจำได้หรือไม่ว่าได้ทำร้ายลูกโดยนายมอสบอกว่า ยอมรับว่าตีลูกแต่ไม่ได้จับฟาดลงพื้น ซึ่งภรรยาตนเองเป็นพยานให้ได้โดยทั้งหมดขึ้นอยู่กับภรรยาจะพูด ซึ่งมีหลักฐานเป็นกล้องวงจรปิดที่ติดตั้งอยู่ที่บ้านเพียงแต่มุมกล้องส่องไม่ถึง ทำให้ดูเหมือนเป็นการจับฟาด แต่จริงๆ แล้วจับโยนไปให้ภรรยาที่นั่งอยู่ตรงนั้น และที่อยู่ที่นาก็ไม่ได้มีการจับลูกทุ่มลงพื้นตามที่ถูกกล่าวหา และยอมรับว่ากัดลูกจริง ซึ่งก็กัดปกติ
โดยในจุดแรกนั้น เป็นบริเวณหน้าบ้านของนายมอสที่มีคลิปวงจรปิดเผยแพร่ในสื่อโซเชียลมีเดีย โดยนายมอสยอมรับว่าทำร้ายภรรยาและลูกตรงจุดนี้ เป็นตอนที่ภรรยาถือกระเป๋าเดินมาถึงหน้าบ้าน จึงเข้าไปลากแขนภรรยาเหวี่ยงลงพื้น แล้วปากระเป๋าลงพื้นซึ่งมีโทรศัพท์ที่แตกอยู่แล้วอยู่ในกระเป๋า แล้วเข้าไปตบภรรยา โดยลูกซึ่งยืนร้องไห้อยู่ใกล้ๆตนเองจึงเข้าไปจับขาลูกโยนไปให้ภรรยาที่นั่งอยู่พื้นรับ ไม่ได้มีการฟาดลงพื้นแต่อย่างใด แล้วก็ตบหน้าภรรยาซ้ำอีก ซึ่งมีกล้องวงจรปิดบันทึกภาพเอาไว้แต่มุมภาพมองไม่เห็นจังหวะที่โยนไปให้ภรรยารับ ก่อนที่จะมียายที่มีบ้านอยู่ละแวกใกล้เคียงเดินมาห้ามตนเองจึงนำบุ้งกี๋พลาสติกตียายจนบุ้งกี๋แตกแล้วออกไปที่นาพร้อมกับภรรยาและลูก
ภายหลังทำแผนประกอบคำและสารภาพในจุดแรกเสร็จทางเจ้าหน้าที่ตำรวจก็ได้คุมตัวนายมอส ไปยังที่นา ที่ป้าของนายมอสแจ้งความว่าเห็นนายมอสจับเด็กทุ่มพื้นในวันที่ 7 ม.ค.69 ซึ่งเป็นวันถัดมาจากเหตุการณ์ในจุดแรก โดยนายมอสยืนยันว่า ในจุดนี้ไม่ได้มีการทำร้ายเด็กหรือจับเด็กลงพื้นแต่อย่างใด ยืนกรานว่าในจุดนี้ไม่รับสารภาพ ไม่ยอมรับเพราะไม่มีหลักฐาน ก่อนจะเถียงกับภรรยาทำนองตัดพ้อว่า เพราะแบบนี้แหละกูถึงไม่อยากพูดกับมึง มึงรู้ความจริงแต่มึงไม่พูด ก่อนจะยืนยันกับตำรวจว่าในจุดนี้ไม่มีการทำร้ายเด็กเพียงแต่มีการกัดหู เพราะภรรยาทำอะไรชักช้าไม่ได้ดั่งใจ ซึ่งตอนนั้นเป็นช่วงกินข้าว แต่ภรรยาช้าไม่มานั่งกินสักที เลยกัดหูลูกให้ร้องไห้เพื่อประชด เรียกร้องความสนใจ ภรรยาจึงรีบมานั่งกินข้าวด้วย ยืนยันว่ากัดจริงแต่ไม่ได้กัดแรงขนาดนั้น ที่เลือดออกเพราะหูเด็กน้อยมันบาง
ซึ่งผู้กำกับพยายามสอบว่าเหตุการณ์ในวันนั้นเกิดอะไรขึ้นบ้างได้มีการกัดหูลูกใช่หรือไม่ โดยนายมอสไม่ตอบคำถามและปิดกระจกหมวกกันน็อกลงยืนเงียบไม่พูดอะไร ก่อนจะย้อนถามเมียว่า มีอะไรก็พูดไปตรงๆ ไม่ต้องมายืนอึ้ง แล้วบอกภรรยาอีกว่าถ้ามึงรักกู มึงก็ไม่ทำแบบนี้หรอก ก่อนที่ตำรวจจะคุมตัวมาจุดที่นายบอสบอกว่ากัดหูลูก บริเวณหน้าเถียงนา และยืนยันว่าไม่ได้มีการทำร้ายภรรยามีเพียงกัดหูลูกเท่านั้น ส่วนบาดแผลรอยช้ำอืดเป็นบาดแผลรอยช้ำที่เกิดขึ้นตอนที่อยู่หน้าบ้านในวันที่ 6 มกราคม 2569 เพียงเหตุการณ์เดียวเท่านั้น
ด้าน พ.ต.อ.ธีร์ธัชช์ พงษ์สุวรรณ์ ผกก.สภ.มัญจาคีรี กล่าวภายหลังทำแผนประกอบคำรับสารภาพว่า ภายหลังเจ้าหน้าที่ตำรวจรับตัวนายมอสมาดำเนินคดีที่ สภ.มัญจาคีรี ภายหลังประสานตำรวจ สภ.สามพราน เข้าจับกุมตัวตามหมายจับภายในบ้านของแม่นายมอส ที่จังหวัดนครปฐม เมื่อวานที่ผ่านมา ก่อนจะคุมตัวมาทำแผนประกอบคำรับสารภาพในวันนี้ ซึ่งนายมอสรับสารภาพว่าทำร้ายภรรยาและลูกจริงที่บริเวณหน้าบ้าน แต่ปฏิเสธว่าไม่ได้ทำร้ายภรรยากับลูกที่บริเวณที่นา ซึ่งก็เป็นสิทธิ์ของผู้ต้องหาที่จะให้การ ซึ่งในส่วนของมูลเหตุนั้นพฤติกรรมนายมอสจะเป็นคนอารมณ์ร้อนและมักจะลงมือทำร้ายภรรยาในลักษณะนี้เป็นประจำ แต่อย่างไรก็ตามทางพนักงานสอบสวนก็จะต้องทำการสอบปากคำ รวบรวมพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ดำเนินคดีตามกฎหมาย ซึ่งภายหลังทำแผลประกอบคำรับสารภาพทางพนักงานสอบสวนก็จะทำการสอบปากคำอย่างละเอียดอีกครั้ง โดยจะส่งฟ้องศาลจังหวัดขอนแก่นในวันพรุ่งนี้ เบื้องต้นทางพนักงานสอบสวนได้แจ้ง 4 ข้อหา ประกอบด้วย กรรโชกทรัพย์, ทำให้เสียทรัพย์, ทำร้ายร่างกายผู้อื่นเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กายและจิตใจ และเสพยาเสพติด




