เผยผลสอบจัดซื้อเครื่องออกกำลังกาย กทม.แพงเกินจริง เตรียมสอบสวนวินัยร้ายแรง

ศูนย์ต่อต้านทุจริต กทม. เผยผลการสืบสวนการจัดซื้อเครื่องออกกำลังกาย พบเจตนาซื้อแพงเกินจริง เสนอตั้ง คกก.สอบสวนวินัยร้ายแรงสอบใน 120 วัน
วันที่ 30 กรกฎาคม 2567 เวลา 09.00 น. ที่ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร (เสาชิงช้า) นายณัฐพงศ์ ดิษยบุตร รองปลัดกรุงเทพมหานคร ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการติดตาม การต่อต้านการทุจริตของกรุงเทพมหานคร หรือ ศตท.กทม. พร้อมด้วย นายเอกวรัญญู อัมระปาล โฆษกของกรุงเทพมหานคร และ น.ส.เต็มสิริ เนตรทัศน์ ผู้ช่วยหัวหน้าสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการกรุงเทพมหานคร หรือ สำนักงาน ก.ก.ชี้แจงความคืบหน้า การตรวจสอบเรื่องทุจริตของ กทม. ซึ่งคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริง กรณีการจัดซื้อเครื่องออกกำลังกายสำหรับศูนย์กีฬาและศูนย์นันทนาการของ กทม. จำนวน 7 โครงการ ได้ดำเนินการตรวจสอบตามกรอบระยะเวลา 30 วัน โดยไม่มีการขยายระยะเวลา และได้เสนอรายงานการสืบสวน เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2567 ที่ผ่านมา
นายณัฐพงศ์ รองปลัด กทม.กล่าวว่า จากการสืบสวนทั้งพยานบุคคลและเอกสาร พบว่า มีการจัดซื้อแพงเกินจริง โดยราคาจัดซื้อเครื่องออกกำลังกาย สูงกว่าราคาที่เคยจัดซื้อในปีก่อนๆ และสูงกว่าราคาต้นทุน รวมค่าดำเนินการเป็นอย่างมาก ซึ่งรายละเอียด TOR พบว่า มีข้อกำหนดที่ไม่เปิดกว้างให้มีการเข้าเสนอราคาได้อย่างเท่าเทียม ทั้งการกำหนดจำนวนสัญญากับภาครัฐในระยะเวลาจำนวนปี และมีการกำหนดคุณสมบัติของเครื่องออกกำลังกายที่เกินความจำเป็น อย่างการเพิ่มกำลังแรงม้า , เพิ่มโปรแกรมออกกำลังกาย , เพิ่มการรองรับน้ำหนัก และจอแสดงผลระบบสัมผัส
นอกจากนี้ ยังพบว่า มีเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องที่เกี่ยวกับการจัดทำโครงการซื้อเครื่องออกกำลังกาย การพิจารณางบประมาณ การดำเนินการจัดซื้อ รวม 25 ราย โดยหลังจากนี้จะมีการสอบสวนในเชิงลึกต่อไป ทั้งนี้ สืบเนื่องจากการตรวจสอบเรื่องดังกล่าว เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ปลัดกรุงเทพมหานคร ได้มีคำสั่งย้ายผู้บริหารที่มีชื่อเกี่ยวข้อง ในกระบวนจัดซื้อทั้ง 7 โครงการ ไปปฏิบัติหน้าที่ประจำสำนักปลัด กทม.แล้ว
หลังจากนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จะพิจารณาผลการสืบสวนอย่างละเอียด เพื่อพิจารณาเสนอผู้มีอำนาจสั่งบรรจุและแต่งตั้งดำเนินการแต่งตั้ง คณะกรรมการสอบสวนทางวินัยอย่างร้ายแรงตามกฎ ก.ก. ว่าด้วยการดำเนินการทางวินัย 2565 ต่อไป และคณะกรรมการ จะดำเนินการสอบสวนให้แล้วเสร็จภายใน 120 วัน ซึ่งเป็นขั้นตอนตามที่กฎหมายกำหนด และพิจารณาลงโทษต่อไป ส่วนกรณีการสืบสวน พบว่า มีการจัดซื้อแพงเกินจริง ถือว่า กทม.ได้รับความเสียหาย ก็จะมีการแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิด ตาม พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ 2539 เพื่อพิจารณาให้มีการชดใช้ค่าสินไหมทดแทน

ในส่วนของทั้ง 7 โครงการที่สืบสวนแล้วเสร็จ ประกอบด้วย
- โครงการประกวดราคาซื้อครุภัณฑ์เสริมสร้างสมรรถภาพทางกายสำหรับศูนย์นันทนาการ สังกัดสำนักงานนันทนาการและส่งเสริมการเรียนรู้ ด้วยวิธีประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์ (e-bidding)
- โครงการประกวดราคาซื้อครุภัณฑ์เสริมสร้างสมรรถนะทางกาย 16 รายการ สำหรับศูนย์นันทนาการ สังกัดสำนักงานนันทนาการและส่งเสริมการเรียนรู้ ด้วยวิธีประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์ (e-bidding)
- โครงการประกวดราคาซื้อครุภัณฑ์เสริมสร้างสมรรถนะทางกาย 21 รายการ สำหรับศูนย์กีฬาอ่อนนุช ด้วยวิธีประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์ (e-bidding)
- โครงการประกวดราคาซื้อครุภัณฑ์เสริมสร้างสมรรถนะทางกาย 21 รายการ สำหรับศูนย์กีฬาเฉลิมพระเกียรติ 72 พรรษา ด้วยวิธีประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์ (e-bidding)
- โครงการประกวดราคาซื้อครุภัณฑ์เสริมสร้างสมรรถนะทางกาย 10 รายการ สำหรับศูนย์กีฬามิตรไมตรี ด้วยวิธีประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์ (e-bidding)
- โครงการประกวดราคาซื้อครุภัณฑ์เสริมสร้างสมรรถนะทางกาย 11 รายการ สำหรับศูนย์กีฬาวชิรเบญจทัศ ด้วยวิธีประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์ (e-bidding)
- โครงการประกวดราคาซื้อครุภัณฑ์เสริมสร้างสมรรถนะทางกาย 11 รายการ สำหรับศูนย์กีฬาวารีภิรมย์ ด้วยวิธีประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์ (e-bidding)
ส่วน น.ส.เต็มสิริ ผู้ช่วยหัวหน้าสำนักงาน ก.ก.กล่าวสรุปกระบวนการดำเนินการว่า จะมีการดำเนินการใน 3 ส่วน คือ ส่วนที่ 1 การดำเนินการทางอาญา ซึ่ง กทม.ไม่ได้มีอำนาจ จึงได้ส่งต่อให้ สำนักงาน ป.ป.ช. ดำเนินการตามกฎหมาย (พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ 2542) ส่วนที่ 2 การดำเนินการทางวินัย กำหนดระยะเวลา 120 วัน นับจากวันที่เริ่มประชุมคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยอย่างร้ายแรงครั้งแรก และสามารถขยายระยะเวลาได้ 1 ครั้ง ไม่เกิน 60 วัน
ซึ่งกระบวนการภายในระยะเวลาที่กำหนดนี้ จะมีการแจ้งข้อกล่าวหา โดยจะสรุปพยานหลักฐานที่เข้าข่ายการทำความผิด ให้โอกาสผู้ถูกกล่าวหาชี้แจงแสดงเหตุผล หรือหาพยานหลักฐานมาแก้ต่าง สุดท้าย คณะกรรมการสอบสวนฯ ก็จะสรุปว่ามีความผิดหรือไม่ และต้องเสนอระดับโทษมาให้ผู้มีอำนาจ สั่งบรรจุและแต่งตั้งพิจารณา ให้เสร็จภายใน 45 วัน และส่วนที่ 3 การดำเนินการทางแพ่ง ซึ่งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงฯ จะพิจารณาหาผู้รับผิดมาคืนเงินให้แก่ กทม.ต่อไป
สำหรับผลการดำเนินงานของ ศตท.กทม. ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา มีคำสั่งไล่ออก/ปลดออกข้าราชการ จำนวน 29 ราย แบ่งเป็นกรณีเข้าข่ายทุจริตและประพฤติมิชอบ 12 ราย ได้แก่ ทุจริตเรียกรับสินบน 6 ราย ทุจริตไม่นำส่งเงิน 3 ราย และทุจริตจัดซื้อจัดจ้าง 3 ราย ส่วนอีก 17 ราย เป็นกรณีผิดวินัยอย่างร้ายแรงอื่น เช่น ขาดงานเกิด 15 วัน , ละเมิดทางเพศผู้เรียน , ลอกเลียนผลงาน , ยาเสพติด , ปลอมเอกสาร และหลอกลวงนำเงินไปลงทุน





