ชี้พิรุธปมเจ้าของผับทำปืนลั่นใส่การ์ดเสียชีวิต

เจ้าของร้านอาหารกึ่งผับย่านเกษตรนวมินทร์ทะเลาะกับการ์ดของร้าน เรียกมาตักเตือนพฤติกรรมในห้องทำงานส่วนตัว ก่อนมีปากเสียงและยื้อแย่งอาวุธปืนจนทำให้ปืนลั่นใส่ขมับการ์ดเสียชีวิต
คืบหน้ากรณีเมื่อเวลาประมาณ 00.00 น. วันศุกร์ที่ 21 มิถุนายน 2567 ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่อาสามูลนิธิปอเต็กตึ้ง รับแจ้งเหตุชายถูกอาวุธปืนยิงเสียชีวิตภายในร้านอาหารกึ่งผับแห่งหนึ่งย่านเกษตรนวมินทร์ แขวงนวลจันทร์ เขตบึงกุ่มกรุงเทพมหานคร
หลังเกิดเหตุเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐาน แพทย์นิติเวชโรงพยาบาลตำรวจ และตำรวจจาก สน. โคกคราม ร่วมกันมาตรวจสอบในที่เกิดเหตุ พบศพชายไทยไม่ทราบชื่อ อายุประมาณ 40-45 ปี ถูกอาวุธปืนไม่ทราบขนาดยิงเข้าที่บริเวณศีรษะ 1 นัด อยู่ในห้องทำงานซึ่งอยู่ภายในร้านอาหารดังกล่าวใกล้กันพบชายคนหนึ่ง(เสื้อขาว)อายุประมาณ 30-40 ปี อยู่รอมอบตัวกับตำรวจและแสดงตัวว่าเป็นผู้ก่อเหตุและเป็นเจ้าของร้าน จึงได้ควบคุมตัวขึ้นรถไปสอบปากคำเพิ่มเติม

ทั้งนี้ ทีมข่าวได้ข้อมูลมาว่า ผู้เสียชีวิตเป็นพนักงานรักษาความปลอดภัย (การ์ด )ของร้านอาหารดังกล่าว โดยก่อนเกิดเหตุผู้ก่อเหตุได้เรียกผู้เสียชีวิตไปตักเตือนถึงพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม เช่นการเข้าไปข้องเกี่ยวกับพนักงานต้อนรับของร้าน จนกระทั่งเกิดปากเสียงทะเลาะวิวาทกัน และทั้งสองคนได้ยื้อแย่งอาวุธปืนจนทำให้ปืนลั่นใส่ผู้เสียชีวิต และมีรายงานว่าหลังเกิดเหตุ ผู้ก่อเหตุได้นำปืนดังกล่าวไปโยนทิ้งในคลองใกล้กับร้านอาหาร ก่อนที่จะกลับมายืนรอมอบตัวกับตำรวจ ส่วนร่างของผู้เสียชีวิตทางตำรวจได้มอบให้กู้ภัยปอเต็กตึ๊งนำส่งพิสูจน์ สถาบันนิติเวชโรงพยาบาลตำรวจก่อนจะมอบให้ญาติไปบำเพ็ญกุศลตามศาสนาต่อไป
ล่าสุด ผู้สื่อข่าวเวิร์คพอยท์ คุณฟิว จิรเมธ เดินทางไปติดตามคดีที่ สน.โคกคราม ได้พบและพูดคุยสอบถามกับ นางรจนา อายุ 47 ปี แม่ของผู้เสียชีวิต ที่เดินทางมาให้ปากคำกับพนักงานสอบสวน เปิดเผยว่า ช่วงเวลาประมาณ 02.00-03.00 น. ของวันนี้ ลูกสาวได้แชท Facebook มาบอกตนว่า ลูกชายถูกยิงจนเสียชีวิต ซึ่งตอนแรกคิดเพียงว่า ลูกชายที่ทำหน้าที่เป็นการ์ดประจำร้านได้เข้าไปห้ามลูกค้าที่ทะเลาะกันแล้วถูกลูกหลงหรือไม่ แต่ปรากฎว่าไม่ใช่ ลูกชายถูกนายต้น เจ้าของร้านยิง เหตุเพราะถูกเรียกไปตักเตือนจนมีปากเสียงกันภายในห้องทำงานของนายต้น แล้วนายต้นอ้างว่าทำปืนลั่น ซึ่งตนไม่เชื่อ เพราะเหตุดังกล่าว เกิดขึ้นตั้งแต่ช่วง วันที่ 20 มิ.ย.เวลาประมาณ 02.00 น. แล้วนายต้น ไม่ยอมโทรศัพท์มาแจ้งตน หมกศพไว้ในห้องทำงาน และไม่ยอมแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพิ่งมาแจ้งเมื่อคืนนี้ ตนจึงมองว่า นายต้นไม่บริสุทธิ์ใจ และมีข้อพิรุธหลายอย่างว่า เหตุใดกล้องวงจรปิดภายในร้านถึงเสียทุกตัวตามคำให้การของนายต้น และเหตุใด นายต้นถึงนำอาวุธปืนไปโยนทิ้งในคลอง คนที่บริสุทธิ์ใจจริงเขาจะไม่ทำเช่นนี้

ก่อนหน้านี้ ตนและลูกชายอาศัยอยู่ที่จังหวัดจันทบุรี ตนทำงานอยู่โรงงานแห่งหนึ่ง ส่วนลูกชายว่างงาน และตนได้มารู้จักกับนายต้น เพราะนายต้นรู้จักกับหัวหน้างานของตน แล้วนายต้นกำลังหาช่างซ่อมบำรุงทั่วไป ไปทำงานที่ร้านของเขา ซึ่งลูกชายตนมีความรู้ความสามารถในเรื่องนี้อยู่แล้วตนจึงฝากฝังให้ลูกชายไปทำงานกับนายต้น ปรากฏว่าเมื่อลูกชาย ไปทำงานได้ไม่ถึงอาทิตย์เขาโทรมาบอกว่า ถูกนายต้นบังคับให้ตัดผมหัวเกรียน คล้ายทรงผมตำรวจทหาร เพื่อให้ลูกชายทำหน้าที่เป็นการ์ดประจำร้าน ซึ่งลูกชายไม่ได้เต็มใจที่จะทำ แต่นายต้นมีนิสัยเผด็จการ ทำให้ลูกชายไม่กล้าพูดอะไรมาก จนกระทั่งเกิดเหตุดังกล่าว สรุปทำงานได้ไม่ถึงหนึ่งเดือนกลับมาเกิดเหตุแบบนี้
หลังเหตุการณ์ตนยังไม่ได้พูดคุยกับนายต้น ผู้ก่อเหตุและภรรยาของเขาเลย อยากจะเจอหน้าสักครั้งเดี๋ยวจะถามว่า ”มาฆ่าลูกชายตนทำไม ตัวนายต้นเองก็มีลูกชายลูกเหมือนกันไม่ใช่เหรอ“
ขณะเดียวกันช่วงเช้า นายต้นผู้ก่อเหตุกับภรรยาถูกตำรวจสอบปากคำอยู่ในห้องสอบสวนนานหลายชั่วโมง จนกระทั่งเวลาประมาณ 11.20 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจแอบนำตัว นายต้น ผู้ต้องหาขึ้นรถตำรวจเพื่อส่งศาลอาญารัชดาฝากขังดำเนินคดี ซึ่งผู้สื่อข่าวสอบถามว่า มีอะไรอยากจะพูดหรือไม่ แรงจูงใจคืออะไร แต่ตัวนายต้นไม่ได้ตอบคำถามกับผู้สื่อข่าวแต่อย่างใด
รอง ผบก.น.2 เผยหลังเกิดเหตุผู้ต้องหาเอาปืนไปทิ้งพร้อมเซิร์ฟเวอร์กล้องวงจรปิด "อ้างจำไม่ได้ทิ้งที่ไหน"

ต่อมาภายหลังการเข้าหารือร่วม กับ พ.ต.อ.ธิติพงศ์ ภิวัฒน์วุฒิกุล รอง ผู้บังคับการตำรวจนครบาล 2 และ พ.ต.อ.ประภาส แก้วฉีด ผกก.สน.โคกคราม นานกว่า 30 นาที พร้อมออกมาเผยความคืบหน้าของคดีว่า หลังได้รับแจ้งเหตุช่วง4ทุ่มของวันที่ 20 มิ.ย.67 พนักงานสอบสวนได้ประสานเจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐานเข้าตรวจสอบที่เกิดเหตุ พบผู้ต้องหายืนรอมอบตัวอยู่ จึงได้ควบคุมตัวมาสอบปากคำ โดยผู้ต้องหาให้การว่า เป็นผู้ก่อเหตุจริง แต่ไม่ได้ตั้งใจจะยิง แต่เกิดจากการแย่งปืนกัน จนทำให้ปืนลั่นใส่ผู้ตายจนเสียชีวิต หลังจากนั้นได้นำอาวุธปืนและเซิร์ฟเวอร์กล้องวงจรปิดไปทิ้ง แต่ไม่ได้บอกว่าเอาไปทิ้งที่จุดใด อ้างว่าจำไม่ได้ จนเจ้าหน้าที่ตำรวจต้องไปไล่กล้องวงจรปิดจนพบว่าผู้ก่อเหตุนำปืนไปทิ้งไว้ที่คลองลำเจียก เมื่อไปตรวจสอบก็พบว่าอาวุธปืน ขนาด .357 Magnum จึงเก็บไว้เป็นหลักฐาน ส่วนเซิร์ฟเวอร์กล้องวงจรปิดยังหาไม่เจอ ซึ่งอยู่ระหว่างการติดตามหลักฐานเพิ่มเติม
ส่วนช่วงเวลาเกิดเหตุจากการสอบปากคำพบว่าน่าจะเกิดช่วง ตี2ครึ่ง ของวันที่ 20 มิ.ย.67 แต่กลับแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ เวลา4ทุ่ม ซึ่งเวลาห่างกัน 20 ชั่วโมง ซึ่งในช่วงเกิดเหตุผู้ก่อเหตุอ้างว่าอยู่กัน2คน แต่ตำรวจพบว่ายังมีพยานที่อยู่ในที่เกิดเหตุอีก1คน แต่ให้การอ้างว่าไม่เห็นเหตุการณ์ ส่วนสถานที่เกิดเหตุและร่องรอยเลือด การตรวจสอบเขม่าดินปืน นั้นทางกองพิสูจน์หลักฐานได้ดำเนินการแล้ว แต่ยังไม่สามารถบอกได้ว่ายิงในระยะใกล้หรือไกล หรือวิถีกระสุนเป็นอย่างไร ต้องรอผลการตรวจสอบ ซึ่งทางตำรวจยืนยันว่าแม้ว่าผู้ต้องหาจะอ้างว่าไม่ได้ตั้งใจยิงซึ่งที่ว่าทางผู้ต้องหาก็มีสิทธิ์ให้การแบบนั้น แต่ทางตำรวจก็มรหน้าที่ในการหาพยานหลักฐานเช่นเดียวกัน ซึ่งพนักงานสอบสวนได้ดำเนินการแจ้งข้อหาไปแล้วในข้อหา ฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา และมีอาวุธปืน และเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครอง และได้นำตัวฝากขังผลัดแรกไปตั้งแต่ช่วงเช้า โดยท้ายคำร้องมีการคัดค้านการประกันตัว
ส่วนประเด็นที่พนักงานสอบสวนอาจจะมีคำพูดที่ไม่เหมาะสมกับทางญาติของผู้เสียชีวิตนั้นพ.ต.อ.ธิติพงศ์ ภิวัฒน์วุฒิกุล รอง ผู้บังคับการตำรวจนครบาล2 ได้เผยว่า ได้มีการพูดคุยและกำชับไปแล้วว่าให้ดูแลญาติของผู้เสียชีวิตให้ดีที่สุด ส่วนเรื่องใบอนุญาตเปิดร้านในจุดเกิดเหตุยังไม่มีข้อมูลขอเวลาตรวจสอบอีกครั้ง
ในขณะทางพ่อแม่ของผู้ตายรู้สึกพอใจที่ในวันนี้ได้เข้ามาพูดคุยกับเจ้าหน้าที่ตำรวจระดับสูง ซึ่งในตอนแรกกลัวว่าลูกจะไม่ได้รับความเป็นธรรม แต่พอได้มาคุยแล้วก็รู้สึกดีขึ้นและเชื่อว่าหากตำรวจระดับสูงลงมาทำคดีลูกของตนเองอย่างจริงจังจะได้รับความเป็นธรรมอย่างแน่นอน
ทั้งนี้ผู้สื่อข่าวได้ข้อมูลว่า สำหรับปืน .357 Magnum ที่ถูกใช้เป็นอาวุธสังหารนั้น เป็นปืนรุ่นเก่ามาก หากเป็นปืนมีทะเบียนราคาหลักแสนขึ้นไป แต่ถ้าไม่มีทะเบียนจะอยู่ที่หลักหมื่น ซึ่งอาวุธปืนที่เป็นของกลางในคดีนี้ เป็นปืนที่มีการตีเลขไว้บนกระบอกปืน แต่มีการขูดออก ซึ่งก็บอกไม่ได้ว่าเป็นปืนเถือนหรือปืนมีทะเบียน หรืออาจจะเคยเป็นปืนที่มีทะเบียนมาก่อน ซึ่งตามคำให้การของผู้ก่อเหตุที่อ้างว่าปืนเป็นของผู้ตายและช่วงเกิดเหตุผู้ตายชักปืนออกมาเพื่อที่ทำร้ายตนเองก่อนมีการแย่งปืนจนเกิดเหตุปืนลั่นนั้น คำถามคือ ผู้ตายโทรไปขอเงินแม่เพื่อกินข้าวทุกวันจะมีเงินไปซื้อปืนราคาหลักหมื่น-แสนได้อย่างไร หรืออาจจะเป็นปืนของคนอื่นที่ให้ยืมมาใช้ในช่วงเวลาทำงานหรือไม่ เพื่อป้องกันเหตุที่อาจจะเกิดขึ้นในช่วงเวลาปฏิบัติงานก็เป็นได้




