“ทนายอั๋น” รุดช่วย ตายายถูกไล่รื้อทั้งที่มี ส.ค.1

“ ทนายอั๋น” รุดช่วยสองตายาย ชาวอำเภอคูเมือง ถูกเทศบาลนำรถแบ็คโฮเข้ารื้อถอนรั้ว ไถพืชผลการเกษตรทิ้ง และกำลังจะรื้อสิ่งปลูกสร้าง อ้างรุกที่สาธารณะทั้งที่ตายายนำหลักฐาน ส.ค.1 ที่มีชื่อตาครอบครองทำกินตั้งแต่ 2498 ตกทอดสู่ทายาทจนถึงปัจจุบันยืนยัน - ฝั่งเทศบาลยืนยันทำตามระเบียบ ปกป้องผลประโยชน์ประเทศ
(1 ส.ค. 69) นายภัทรพงศ์ ศุภักษร หรือทนายอั๋น บุรีรัมย์ ลงพื้นที่ช่วยเหลือ นายณรงค์ อายุ 81 ปี และนางบัวลอย อายุ 66 ปี สองสามีภรรยาชาวตำบลคูเมือง อำเภอคูเมือง จังหวัดบุรีรัมย์ หลังเทศบาลตำบลคูเมืองนำรถแบ็คโฮเข้ารื้อถอนรั้วและไถทำลายพืชผลการเกษตร โดยอว่าบุกรุกที่สาธารณะประโยชน์ แม้ทางครอบครัวจะแสดงหลักฐานใบแจ้งการครอบครองที่ดิน ส.ค.1 ตั้งแต่ปี 2498 และใบเสร็จเสียภาษี (ภ.บ.ท.6) แต่กลับไม่ได้รับการรับฟังและไม่มีโอกาสพิสูจน์สิทธิ์
.
จากการเข้าหารือร่วมกับผู้บริหารเทศบาลตำบลคูเมือง นายกเทศมนตรีระบุว่าดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ในการเรียกคืนที่สาธารณะประโยชน์ ตั้งแต่ปี 2567 โดยมีผู้นำชุมชนนำชี้แนวเขตถูกต้องตามระเบียบ แต่ทนายอั๋นและครอบครัวโต้แย้งว่าขั้นตอนการรังวัดไม่ได้เชิญผู้มีส่วนได้เสียตัวจริงเข้าร่วม และเมื่อตรวจสอบกับสำนักงานที่ดินสาขาคูเมือง ทราบว่าเจ้าหน้าที่เพียงรังวัดตามที่หน่วยงานท้องถิ่นนำชี้เท่านั้น มิได้เป็นการรับรองสิทธิ์เด็ดขาด ทนายอั๋นจึงเสนอให้เทศบาลชะลอการรื้อถอนและให้เวลาตา-ยายพิสูจน์สิทธิ์ภายใน 30 วัน
.
ทนายอั๋นยังตั้งข้อสังเกตกรณีหน่วยงานรัฐเร่งเรียกคืนที่ดินจากชาวบ้านตาดำๆ ที่มีหลักฐาน ส.ค.1 แต่กลับเพิกเฉยต่อกรณีเขากระโดงที่มีคำพิพากษาศาลฎีการับรองแล้ว พร้อมเรียกร้องความเสมอภาคทางกฎหมาย ด้านนางบัวลอยยืนยันอาศัยและทำกินในที่ดินแปลงนี้มาตั้งแต่บรรพบุรุษ พร้อมเข้าสู่กระบวนการพิสูจน์ทางศาลเพื่อให้ความเป็นธรรมแก่ครอบครัว
.
ขณะที่ นายบุญเกิด รัตนยิ่งยง นายกเทศมนตรีตำบลคูเมือง ชี้แจงว่าทางเทศบาลได้ทำหนังสือแจ้งเตือนล่วงหน้าหลายครั้งแล้ว เนื่องจากมีผลการรังวัดร่วมกับหลายฝ่ายว่าเป็นที่สาธารณะประโยชน์ประเภทประชาชนใช้ร่วมกัน อย่างไรก็ตาม เพื่อให้เกิดความชัดเจน ทางเทศบาลยินยอมชะลอการรื้อถอนออกไป 30 วัน เพื่อให้ผู้ร้องนำหลักฐานมาพิสูจน์ หากพ้นกำหนดแล้วไม่มีเอกสารยืนยัน ทางเทศบาลจำเป็นต้องดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป




