ฟางเส้นสุดท้าย! "ภาคภูมิ"เปิดใจปมบิ๊กโจ๊ก เหตุพยายามโยนผิดให้ลูกน้อง-รับไม่ได้ถูกใช้เป็นเครื่องมือ

ฟางเส้นสุดท้าย! "ภาคภูมิ"เปิดใจปมบิ๊กโจ๊ก เหตุพยายามโยนผิดให้ลูกน้อง-รับไม่ได้ถูกใช้เป็นเครื่องมือ

ฟางเส้นสุดท้าย! "ภาคภูมิ"เปิดใจปมบิ๊กโจ๊ก เหตุพยายามโยนผิดให้ลูกน้อง-รับไม่ได้ถูกใช้เป็นเครื่องมือ ยันไม่ได้เป็นการดีลกับ ตร. เจตนาต้องการเผยความจริง

(7 ม.ค. 69) ที่รัฐสภา พ.ต.อ.ภาคภูมิ พิศมัย อดีตรองผู้ว่าการสืบสวนสอบสวนตำรวจภูธรภาค 4 ได้นำเอกสารกว่า 200 แผ่น ที่เกี่ยวข้องกับคดีพล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในการให้สินบนแก่เจ้าหน้าที่รัฐ มามอบให้กับนายพิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์ โฆษกกรรมาธิการวิสามัญกิจการวุฒิสภา เป็นตัวแทนของสมาชิกวุฒิสภา เพื่อนำไปยื่นให้กับนายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา เป็นผู้พิจารณาคำร้อง 

พ.ต.อ.ภาคภูมิ ยอมรับว่า รู้สึกเหมือนยกภูเขาออกจากอก ซึ่งจริงๆ ตนก็เคยมีการตอบสื่อไปค่อนข้างเยอะแล้ว จึงไม่อยากให้มองว่า เป็นการพูดอยู่ฝ่ายเดียวที่จะไปพาดพิงถึงอีกฝ่าย ที่ผ่านมาตนก็มีโอกาสได้พูดคุยกับลูกน้องบางคนเล็กน้อย แต่ยังไม่ทราบว่า เขาจะตัดสินใจออกมาพูดหรือไม่ 

ส่วนประเด็นที่มีปัญหากับน้องชายของตนมีการโพสต์เฟซบุ๊กขอโทษตนที่ดึงมารู้จักกับ “บิ๊กโจ๊ก” นั้น ส่วนตัวยืนยันว่า ไม่ได้ติดใจอะไร เพราะเป็นความรู้สึกของน้องชาย อีกทั้งมันเป็นโชคชะตา เพราะฉะนั้นการจะทำหน้าที่เพื่อประโยชน์ของพี่น้องประชาชนไม่ว่าจะอยู่ตรงไหน ตำรวจก็ต้องทำจึงไม่อยากโทษใคร 

ในส่วนเรื่องความปลอดภัยนั้น ตนยอมรับว่ายังมีความกังวลเล็กน้อย เพราะโดนคุกคามในลักษณะ IO ทำร้ายครอบครัว ส่วนความปลอดภัยในชีวิตของตนนั้นได้มีการไปยื่น ป.ป.ช. เพื่อขอคุ้มครองพยานเป็นที่เรียบร้อยแล้ว 

สำหรับเหตุผลฟางเส้นสุดท้ายที่ทำให้ตนตัดสินใจออกมาเปิดเผยเรื่องราวที่เกิดขึ้นนั้น คือจำนวนทอง 246 บาท ที่ทาง“บิ๊กโจ๊ก”พยายามที่จะโยนความผิดมาให้ตน และโยนความผิดให้กับลูกน้องคนอื่นๆด้วย ให้รับผิดกับสิ่งที่ไม่ได้ทำ จึงทำให้น้องๆได้รับผลกระทบในเรื่องของคดีความ และกระทบไปยังครอบครัว ซึ่งยอมรับว่าเกิดขึ้นมาหลายครั้ง และต่อเนื่องกันมานาน โดยทุกคนพยายามอดทนมาตลอด แต่อย่างกรณีนี้อัตราโทษสูง และ“บิ๊กโจ๊ก”พยามที่จะทำสิ่งนี้อยู่ ตนจึงคิดว่าการออกมาพูดในวันนี้นั้นเจตนาเพื่อที่ต้องการจะหยุดยั้งการกระทำความผิดดังกล่าว 

ในส่วนประเด็นที่“บิ๊กโจ๊ก”ได้มีการให้ตนขึ้นไปพูดร้องทุกข์กล่าวโทษในคดีหนึ่ง นั้น ซึ่งตนมองว่ามันเป็นการกล่าวหาเขา โดยไม่ได้รับการตรวจสอบจึงรู้สึกว่าไม่เป็นธรรมต่อผู้ที่ถูกกล่าวหา ประกอบกับทางครอบครัวตนก็ไม่เห็นด้วย จึงเกิดความขัดแย้งกัน จากเหตุการณ์ในครั้งนี้ตนยอมรับว่าพ่อของตนเองนั้นไม่พอใจ ทำให้ตนและน้องชายตัดสินใจถอยออกมา 

นอกจากนี้ ตนขอยืนยันว่าที่ผ่านมาตนไม่เคยถูก “บิ๊กโจ๊ก” ทำร้ายร่างกาย โดย ณ ตอนแรกตนยอมรับว่าหลังจากเกิดเรื่องราวเช่นนี้ ตนก็ทำใจไม่ไหวเหมือนกันในฐานะตำรวจ แต่พอวันหนึ่งจึงคิดว่าเราต้องผิดชอบกับสิ่งที่เราทำ และถ้าไม่ทำยังมีน้องๆ ที่เดือดร้อน จึงคิดว่ามีทางเดียวคือต้องมาร่วมกันต่อสู้ และสิ่งใดที่ไม่ได้กระทำความผิดเราก็ต้องมาต่อสู้ตามกฎหมาย

.

สำหรับเรื่องที่ตนรู้สึกรับไม่ได้กับพฤติกรรมของ “บิ๊กโจ๊ก” นั้น หลักๆ ก็จะเป็นเรื่องที่โยนความผิดให้กับผู้อื่นทั้งตัวตนเองและน้องๆ รวมถึงทีมงาน ซึ่งบางคนโดนคดีมากกว่า 5 คดี , บางคนก็โดนข่มขู่ทำร้าย ซึ่งตนเคยเห็นด้วยตาตัวเอง และเคยรับฟังจากน้องๆ ในทีม จึงทำให้ตนมองว่าในมุมมองของความเป็นตำรวจ ถ้าเราช่วยคนเหล่านี้ไม่ได้เราก็คงทำหน้าที่ตำรวจไม่ได้ ซึ่งในทุกครั้ง “บิ๊กโจ๊ก” จะบอกลูกน้องตลอดว่า ให้ทำตามคำสั่งนี่คือการต่อสู้ของเขา และให้คำมั่นสัญญากับน้องๆ ว่าเดี๋ยวกลับมารับราชการแล้วจะช่วยเหลือในด้านของคดี แต่ตนทราบดีว่า เมื่อกลับมาในระบบราชการแล้ว มันไม่สามารถทำแบบนั้น เรื่องบางเรื่องเมื่อเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมแล้วมันไม่สามารถที่จะแก้ไขอะไรได้แล้ว เพราะมันมีขั้นตอนและกระบวนการตามกฎหมาย สำหรับคดีที่ตน ถูกนำไปเกี่ยวข้องนั้นคือคดีของ “มินนี่”

ทั้งนี้ตนยืนยันว่าการที่ออกมาพูดในวันนี้ไม่อยากให้มองว่า เป็นการดีลกับตำรวจ เพราะสำนวนคดีทุกอย่างอยู่ที่ปปช.แล้ว รวมถึงหลักฐานต่างๆด้วย ส่วนจำนวนนายตำรวจที่ทำงานรับใช้ให้กับ“บิ๊กโจ๊ก”นั้นต้องอยู่ในภาวะจำยอมมีอยู่ประมาณ 2-3 คน สำหรับคนที่ถูกทำร้ายร่างกายเท่าที่ทราบน่าจะเป็นกลุ่มน้องๆ ที่อยู่ทำงานรับใช้“บิ๊กโจ๊ก”ก่อนที่ตนจะเข้ามาอยู่ 

พ.ต.อ.ภาคภูมิ ยอมรับว่าภายหลังเกิดเรื่อง ทาง“บิ๊กโจ๊ก”เคยพยายามติดต่อมาทางตำรวจรุ่นพี่คนหนึ่ง เพื่อจะจะขอพูดคุยกับตน แต่ตนก็ไม่มีอะไรจะคุยแล้ว เพราะเรื่องมันดำเนินการไปแล้ว 

ในส่วนกรณีที่“บิ๊กโจ๊ก”ได้มีการติดต่อมาที่ครอบครัวตนนั้น ซึ่งมีครั้งหนึ่ง“บิ๊กโจ๊ก”ได้ติดต่อมาที่น้องชายตน เพื่อให้ไปคุยกับคุณพ่อ เรื่องคลิปที่บ้านอาจารย์วันนอร์ โดยให้ตนยอมรับว่าเป็นคนถ่ายคลิป เพื่อต้องการกดดัน“ท่านxxx” ซึ่งตอนนั้นเป็นกรรมการป.ป.ช. และเมื่อทางครอบครัวตนทราบก็รู้สึกรับไม่ได้ จึงทำให้คุณพ่อตนโกรธ และสั่งให้ตัดขาดตั้งแต่วันนั้น 

ที่ผ่านมาตนยอมรู้สึกเคารพ“บิ๊กโจ๊ก”ในฐานะผู้บังคับบัญชา เพราะเวลาท่านทำงานท่านเป็นคนตั้งใจทำงาน และมีความมุ่งมั่นในการทำงาน ซึ่งตนชื่นชมท่าน และเห็นความดีในตรงนี้ แต่เมื่อมีเรื่องกันมาแล้ว โดยเฉพาะการร่วมกันต่อสู้คดี ตนมองว่ามันทำผิดวิธีการ และบุคคลอื่นที่เข้ามาเกี่ยวข้องนอกเหนือจากการที่ตนเคยเห็นในการทำงาน รวมไปถึงวิธีคิดวิธีการต่อสู้คดีซึ่งบางอย่างมันขัดกับความเป็นตัวเรา 

ส่วนประเด็นที่“บิ๊กเต่า”ออกมาให้ข้อมูลกับสื่อว่า การกระทำการของ“บิ๊กโจ๊ก”นั้น เป็นลักษณะ ไร้ร่องรอย ซึ่งตนก็มองเห็นตรงกัน เพราะผู้บังคับบัญชาระดับสูงมักจะสั่งให้บุคคลอื่นกระทำการต่างๆ อย่างเช่นเรื่องของตนเอง ที่ตนก็ถูกสั่งให้ไปทำธุรกรรมต่างๆแทนนาย เพราะฉะนั้นหลักฐานทุกอย่างมันจะไม่เกี่ยวข้องกับผู้บังคับบัญชา จึงทำให้ตนจำเป็นต้องเก็บหลักฐาน

ส่วนการที่ตนถือหลักฐาน และกล้าออกมาพูดความจริงต่อสาธารณะ ยอมรับ นานพอสมควรตั้งแต่ช่วงเดือนสิงหาคม 2568 ตามที่มีกรณีคลิปของอาจารย์วันนอร์ รวมไปถึงคลิปเสียงที่ตนพูดคุยกับนาย ส. ที่พยามบอกให้ตนรับเป็นเจ้าของเงิน และให้ไปรับเงินคืนจากประธานป.ป.ช.ท่านนี้ หากรับเงินไปแล้ว ก็ให้นำเงินกลับไปเลย ซึ่งตนก็ปฏิเสธไป เพราะมันไม่ใช่เงินตน ณตอนนั้นตนยอมรับว่า เริ่มรู้สึกเอะใจ 

ทั้งนี้ หาก“บิ๊กโจ๊ก”กลับมาทำหน้าที่ตนก็ดีใจ จะได้ไม่มีอะไรมาค้างคาใจว่า เรามีส่วนที่ทำให้ท่านได้รับผลกระทบ 

ในส่วนเรื่องของคดีนั้น ตนเชื่อในกระบวนการยุติธรรมไม่ว่าจะเป็นป.ป.ช. ศาลอัยการตำรวจที่กระทำการด้วยตรงไปตรงมาคงไม่มีใครสั่งใครได้และเชื่อว่าเป็นคดีดังกล่าวนี้ถือเป็นคดีที่คนสนใจจับตามอง และมีคนดูตลอดเวลา

อย่างไรก็ตาม ตนอยากบอกสังคมว่า ไม่เกินความคาดหมาย การที่ตนออกมาในครั้งนี้ ตนเตรียมรับอยู่แล้ว ซึ่งหนึ่งในเรื่องของคดีความซึ่งทางกฎหมายที่ตนอาจจะตกเป็นผู้ต้องหาหรือถูกกล่าวหาซึ่งตนเตรียมไว้แล้วซึ่งตนไม่ได้ออกมา เพื่อต่อรอง เพราะตอนนี้คดีอยู่ที่ป.ป.ช.ส่วนที่ในเรื่องอื่นนอกจากคดีอยู่ที่ป.ป.ช.แล้วเช่นกัน หลังจากนี้ ปล่อยให้เป็นไปตามขบวนการทุกอย่างเข้าสู่กระบวนการของมันแล้ว

การออกมาครั้งนี้ เรียกว่า“จบแล้วครับ”ตนนับถือเคารพในฐานะผู้บังคับบัญชาในฐานะที่ท่านเคยช่วยสนับสนุนตน ตนรำลึกถึงตลอด แต่ ณ วันนี้ต้องแยกกันระหว่างความถูกต้อง เพื่อคนส่วนรวมและความถูกต้อง เพื่อตนเอง เพื่อองค์กรด้วยเพราะฉะนั้นในสิ่งที่ออกมาในวันนี้จะถูกกล่าวหาว่าเป็นคนหักหลังทรยศหรืออะไรก็แล้วแต่ ตนเตรียมรับมาแล้ว

หากใช้คำว่า หักหลัง คนที่ถูกหักหลังคนแรก คือท่านเอกวิทย์ เพราะท่านถูกถ่ายภาพ และถ่ายคลิปวิดีโอไว้ คนที่สอง คือ ตน เพราะเขาพยายามให้ตนไปรับเงินคืน และจัดฉากสร้างพยานหลักฐานว่าตนเป็นเจ้าของเงินซึ่ง 2 สิ่งเหล่านี้ ถ้าเรียกว่าหักหลังมันก็ไม่ต่างกันกับสิ่งที่ตนออกมาเปิดเผยความจริงแต่ขึ้นอยู่กับว่าใครหักหลังใครก่อนเท่านั้นเอง

ในขณะที่ นายพิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์ โฆษกกรรมาธิการวิสามัญกิจการวุฒิสภา เปิดเผยว่า กรณีที่มีกรรมการ ป.ป.ช. ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่หรือกระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการขั้นตอน ตามมาตรา 236 ที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา หรือสมาชิกของทั้ง 2 สภา จำนวนไม่น้อยกว่า 1 ใน 5 ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้ง 2 สภา หรือประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวนไม่น้อยกว่า 2 หมื่นคน มีสิทธิเข้าชื่อกล่าวหาว่ากรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติผู้ใดกระทำการตามมาตรา 234 

(1) โดยยื่นต่อประธานรัฐสภาพร้อมด้วยหลักฐานตามสมควร หากประธานรัฐสภาเห็นว่ามีเหตุอันควรสงสัยว่ามีการกระทำตามที่ถูกกล่าวหา ให้ประธานรัฐสภาเสนอเรื่องไปยังประธานศาลฎีกาเพื่อตั้งคณะผู้ไต่สวนอิสระจากผู้ซึ่งมีความเป็นกลางทางการเมืองและมีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์

ซึ่งในกรณีที่ประธานศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มีคำสั่งรับคำร้องไว้พิจารณา และในระหว่างกระบวนการพิจารณา กรรมการ ป.ป.ช. ผู้ถูกกล่าวหา จะไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ทอง 246 บาทมีอยู่จริง! ตร.เปิดหลักฐานเด็ด คดีสินบนเขย่าวงการสีกากี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ฟางเส้นสุดท้าย! "ภาคภูมิ"เปิดใจปมบิ๊กโจ๊ก เหตุพยายามโยนผิดให้ลูกน้อง-รับไม่ได้ถูกใช้เป็นเครื่องมือ | Workpoint News