หญิงป่วยจิตเวชทำเดือดร้อนทั้งซอย ตร.บอกให้ใช้ธรรมะเข้าสู้

หญิงป่วยจิตทำเดือดร้อนทั้งซอย หลอนคิดว่าคนมาขโมยของ-เปิดบริษัทค้ากาม ยายกับหลาน 3 ขวบบ้านติดกันต้องอยู่อย่างหวาดระแวงมานมา 5 ปี หลังแจ้งความแต่ตำรวจบอกให้อดทนใช้ธรรมะเข้าสู้ เจอทั้งหิน ทั้งไม้ สารพัดสิ่งปฏิกูล
เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 4 มิถุนายน 2567 ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่ไปพบกับนางอำนวย (สงวนนามสกุล) อายุ 62 ปี บ้านอยู่ซอยเบญจา 1 ถนนเจริญสุข ต.เมืองพล อ.พล จ.ขอนแก่น ซึ่งพักอาศัยอยู่กับหลานชาย 3 ขวบ ร้องเรียนผ่านสื่อมวลชนถึงความเดือดร้อน และขอความช่วยเหลือให้ประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง มาแก้ไขปัญหาที่เพื่อนบ้านสร้างความเดือดร้อนให้มา 5 ปีแล้ว แจ้งความกับตำรวจก็ไม่สามารถทำอะไรได้ บอกแต่เพียงให้อดทนและใช้ธรรมะเข้าสู้
นางอำนวย เจ้าของบ้านซึ่งอยู่ติดกันกับเพื่อนบ้านรายดังกล่าว พาผู้สื่อข่าวดูในพื้นที่บ้านและหลังคาบ้านที่เต็มไปด้วยเศษสิ่งของและเศษสิ่งปฏิกูลอยู่บนหลังคาบ้าน พร้อมกับเปิดเผยว่า ช่วง 5 ปีที่ผ่านมาได้รับความเดือดร้อนจากการกระทำของนางสาวอรทัย (สงวนนามสกุล) อายุ 63 ปี และหนักที่สุดหลังจากมารดาของนางอรทัยเสียชีวิต นางอรทัยก็มีอาการหนักขึ้น กลางคืนก็ไม่หลับไม่นอน ทุบทำลายสิ่งของและปีนรั้วมาทำลายเครื่องซักผ้า รวมทั้งทำลายคอมเพรสเซอร์แอร์จนไหม้เสียหายต้องซื้อใหม่ และยังเผากระดาษโยนข้ามรั้วเข้ามาในบ้าน โชคดีที่ไม่ลุกลาม จึงตัดสินใจทำรั้วสังกะสีสูงประมาณ 2 เมตร ขึ้นมากั้นที่รั้วขึ้นตัวเองขึ้นอีกชั้น เพื่อป้องกันไม่ให้นางสาวอรทัย ปีนรั้วเข้ามาทำลายสิ่งของในบ้าน และล็อกกุญแจประตูทางเข้าบ้านก็ถูกนางสาวอรทัย ใช้กาวตราช้างหยอดรูกุญแจจนพังเสียหาย จนไม่สามารถที่จะล็อกกุญแจได้เลย และก็ยังโยนสิ่งของ โยนอึสุนับใส่บนหลังคาบ้านทุกวัน

ล่าสุดเมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2567 ที่ผ่านมา นางสาวอรทัย ทุบทำลายรั้วสังกะสีจนพังเสียหาย และด่าทอด้วยคำหยาบคาย จึงไปแจ้งตำรวจที่ สภ.พล แต่ตำรวจบอกว่า ทำอะไรไม่ได้ เพราะคนบ้าคนประสาท ตำรวจจับไม่ได้ ขอให้ชาวบ้านอดทน ใช้ธรรมะเข้าสู้ เมื่อฟังคำพูดของตำรวจแล้ว รู้สึกว่าพึ่งพาไม่ได้ จึงร้องขอความช่วยเหลือจากสื่อมวลชน เป็นสื่อกลางประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาแก้ไขปัญหาดังกล่าว เพราะหมดหนทางที่จะไปแล้ว ถ้านางสาวอรทัยป่วยจิตเวชจริง ก็ควรพาไปรักษา ไม่ใช่ปล่อยไว้แบบนี้ เพราะกลัวจะก่อเหตุรุนแรงกว่านี้ หรืออาจจะเผาบ้านของชาวบ้านในซอยก็เป็นได้

ทางด้านนางรัตนาภรณ์ (สงวนนามสกุล) อายุ 53 ปี ชาวบ้านที่ได้รับความเดือดร้อนจากการกระทำของนางสาวอรทัย จนต้องพาครอบครัวย้ายออกไปเช่าบ้านอยู่ที่อื่น กล่าวว่า อาศัยอยู่ที่บ้านในซอยเบญจา 1 มากว่า 11 ปี แต่ในปี 2563 ก็สุดที่จะทน เพราะนางสาวอรทัย ปาอึสุนัข ปาสิ่งของและเอากาวตราช้างมาหยอดกุญแจบ้าน รวมทั้งด่าว่าต่างๆนานา และปาหินใส่ลูกหลายครั้ง จึงคิดว่า หากลูกเติบโตมาท่ามกลางการกระทำของนางสาวอรทัยคงไม่ใช่เรื่องดี จึงตัดสินใจย้ายออกไป
แต่ก็ทราบจากเพื่อนบ้นนในซอยว่า นางสาวอรทัย ยังมีพฤติกรรมเหมือนเดิม คือรังควานเพื่อนบ้านไปทั่ว และไม่ยอมไปรับยารักษาอาการป่วยจิตเวชมากิน จนมีอาการบ้าคลั่ง และอารมณ์ฉุนเฉียวบ่อยๆ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องน่าจะร่วมกันแก้ไขปัญหาตรงนี้ ไม่ใช่ปล่อยไปตามยถากรรมให้ชาวบ้านอยู่ด้วยความทุกข์ใจ

พร้อมกันนี้ ผู้สื่อข่าวไปที่บ้านของนางสาวอรทัย พบว่า ไม่อยู่บ้าน สอบถามเพื่อนบ้านทราบว่า อาจจะไปซื้อของกิน โดยพบเพียงสุนัข 4 ตัวนอนอยู่ในบ้าน จากการสำรวจด้วยสายตา พบว่า มีอุสุขับเกลื่อนเต็มพื้น และพบว่ามีการติดป้ายประกาศไว้ตรงประตูบ้านตัวเอง เขียนข้อความด้วยลายมือ ระบุข้อความ
“ขอประกาศ แหล่งหากินพวกมิจฉาชีพ โจรในซอยนี้ยกเค้าลักขโมยเฉพาะในบ้านนี้อย่างมืออาชีพจงใจโดยเฉพาะ คนในซอยงัดบุกรุกเข้าบ้านนี้ทุกวัน ขโมยกุญแจไปปั๊มทำกุญแจผีมาก่อเหตุคุกคามล่วงละเมิดทางเพศ...มาเฟีย...เปิดบริษัทค้ากามทั้งในและนอกประเทศ...ปล้นฆ่าข่มขืนลักทรัพย์...มีธุรกิจมืดบริการครบวงจรหมดทำงานเป็นทีม”

ผู้สื่อข่าวสอบถามไปยัง พ.ต.อ.พีระฉัตร สาขา ผกก.สภ.พล ทราบว่า กรณีที่มีผู้ป่วยจิตเวช อาละวาด ระรานเพื่อนบ้าน จนเดือดร้อนกันทั้งซอย และเป็นปัญหาต่อเนื่องกันมานานนั้น ขณะนี้ตำรวจได้ประสานกับแพทย์และเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง เพื่อร่วมกันลงพื้นที่ไปยังบ้านของผู้ป่วย และอยู่ระหว่างการตรวจสอบว่า หญิงวัย 63 ปีนั้น ป่วยจิตเวชจริงหรือไม่ เคยรับยามากินหรือไม่ เพราะถ้าคนที่ป่วยจิตเวชจริงและเคยรักษาจริง แพทย์ต้องมีประวัติการรักษา และถ้าป่วยจริง เจ้าหน้าที่จะร่วมกันนำตัวเข้าสู่การรักษา เพื่อให้กลับมาใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับชุมชนได้อย่างมีความสุข

คืบหน้าล่าสุด เมื่อเวลา 13.30 น. (4 มิ.ย.67) พ.ต.อ.พีระฉัตร สาขา ผกก.สภ.พล พร้อมเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง , เจ้าหน้าที่แพทย์พยาบาลสุขภาพจิตและจิตเวช รพ.พล , เจ้าหน้าที่ตำรวจ , เจ้าหน้าที่กู้ชีพ , อสม. ร่วมกันลงพื้นที่ไปยังบ้านของนางสาวอรทัย แต่นางสาวอรทัย ปิดบ้านเงียบ เวลาผ่านไปประมาณ 2 ชั่วโมง เจ้าหน้าที่จึงไปตาม น้องชาย 2 คนมาที่บ้าน เพื่อให้เรียกนางสาวอรทัยมาพบ แต่ก็ไม่สามารถเปิดประตูได้ เจ้าหน้าที่จึงฝากเอกสาร ให้น้องชายนำเข้าไปไว้ในบ้านให้นางสาวอรทัยอ่านและเซ็นรับ เพื่อจะนำตัวไปรักษาตามขั้นตอน แต่ก็ทำได้แค่นำไปสอดไว้ที่ประตู เพราะนางสาวอรทัย ไม่มาปรากฏตัว
หนึ่งในน้องชายคนละพ่อกับนางสาวอรทัย ระบุว่า พ่อของพี่สาวนั้น ป่วยจิตเวช จนญาติพี่น้องต้องล่ามโซ่ไว้ พี่สาวเองมาออกอากรภายใน และ 2- 3 ปีมานี้ไม่ได้ไปรับยาจิตเวช
พ.ต.อ.พีระฉัตร ระบุ จากการประสานกับทางแพทย์รพ.พล ทราบว่า นางสาวอรทัยนั้น เป็นผู้ป่วยจิตเวชจริง แต่รักษาและรับยาที่รพ.จิตเวชราชนครินทร์ มาตั้งแต่ปี 56-61 จากนั้นก็ไม่ไปรับยามากินอีก จนถึงปัจจุบัน จึงคาดว่าอาการที่เป็นอยู่อาจจะเกิดจากการขาดยา แต่เมื่อเจ้าหน้าที่มาที่บ้านแล้ว คนป่วยไม่มาพบ อาจจะเกิดอาการหวาดกลัว จึงต้องถอนตัวกลับก่อน จากนี้ เจ้าหน้าที่แพทย์ พยาบาล รพ.พล จะประสานกับ อสม.ในพื้นที่ มาพบและสอบถามอาการคนป่วย และอาจจะให้ยามารับประทานที่บ้าน เมื่อคนป่วยสบายใจ ยินดีเข้ารับการรักษาทางการแพทย์ เจ้าหน้าที่ก็จะมารับตัวไปรักษา




