"ชัชชาติ" พบประวัติรถบรรทุกคันเกิดเหตุเคยบรรทุกน้ำหนักเกินมาแล้ว

ผู้ว่าฯ พบข้อมูลรถบรรทุกเกิดเหตุถนนยุบ เคยบรรทุกน้ำหนักเกิน สั่งเขตสุ่มเข้มตรวจรถบรรทุก เล็งติดตั้งเครื่องตรวจจับน้ำหนักใต้สะพานภายในปีนี้
9 พ.ย. 66 นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ให้สัมภาษณ์ถึงกรณี เหตุถนนยุบที่สุขุมวิท 101 / 1 เขตพระโขนง ซึ่งมีรถบรรทุก 10 ล้อที่คาดว่าน้ำหนักเกินได้ตกลงไป เบื้องต้นได้ข้อมูลจากงานวิจัยการชั่งน้ำหนักรถของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พบว่า บรรทุกคันเดียวกันที่เกิดเหตุถนนยุบนั้น มีข้อมูลจากเครื่องวัด bridge weight motion (หรือเครื่องตรวจจับน้ำหนักใต้สะพาน) พบว่าเมื่อวันที่ 12 ก.ค. 2566 เวลา 15.32 น. รถบรรทุกคันนี้บรรทุกน้ำหนักอยู่ที่ 61.4 ตัน ขณะที่น้ำหนักตามที่ระเบียบกรุงเทพมหานคร ได้ประกาศใช้เมื่อปี 2565 อยู่ที่ 25 ตัน ซึ่งเป็นน้ำหนักสอดคล้องกับ พ.ร.บ. ของกรมทางหลวง
สำหรับเหตุรถบรรทุกคันเกิดเหตุที่มีประวัติบรรทุกน้ำหนักเกิน นายชัชชาติ ยังไม่ยืนยันว่าเป็นการทำผิดกฎหมาย เนื่องจากต้องรอกระบวนการสอบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจหาน้ำหนักที่แท้จริงในวันเกิดเหตุ แต่ข้อมูลที่นำมาแสดงต่อสื่อในครั้งนี้เป็นงานวิจัยที่เก็บไว้ เป็นการค้นหาข้อมูลเลขทะเบียนซึ่งเป็นคันเดียวกัน หากดูจากข้อมูลว่า รถบรรทุกน้ำาหนักเกิน 36.4ตัน และวิ่งนอกเวลาด้วย
นายชัชชาติระบุว่า หากพิจารณาตามอำนาจขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กรุงเทพมหานครสามาถบังคับใช้ระเบียบน้ำหนักรถบรรทุกได้ แต่ยอมรับว่า ที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่ กทม.โดยเฉพาะเทศกิจไม่มีประสบการณ์ ความรู้ในการตรวจจับน้ำหนักของรถบรรทุกที่ผ่านมาต้องอาศัยความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ
ซึ่งในอนาคต นายชัชชาติระบุว่าจะมีการตรวจเอาผิดรถบรรทุกที่มีน้ำหนักเกิน โดยเมื่อวานนี้หลังจากที่ได้หารือกับ พลตำรวจเอกสุรเชษฐ์ หักพาล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ จะต้องวางมาตรการร่วมมือกันทุกฝ่ายในการดำเนินการสกัดกั้นรถบรรทุกน้ำหนักเกิน
นายชัชชาติย้ำว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจเป็นกำลังสำคัญที่จะบังคับใช้กฎหมายเพราะเป็นคดีอาญา เพราะเป็นผู้เขียนสำนวนว่าจะสั่งฟ้องหรือไม่สั่งฟ้อง
ส่วนปัญหาเรื่องส่วยจากสติกเกอร์สีเขียวที่พบหน้ารถบรรทุก ข้อมูลจากสหพันธ์การขนส่งทางบกแห่งประเทศไทยตั้งข้อสังเกตว่าเป็นการส่งส่วยให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจท้องที่เพื่อให้สามารถบรรทุกน้ำหนักเกินและวิ่งนอกเวลาได้ ทาง กทม. ในฐานะหน่วยงานท้องถิ่น จะดำเนินการอย่างไร ถ้าหากตำรวจไม่ดำเนินการ
นายชัชชาติ ยืนยันว่าจะต้องขอความร่วมมือจากเจ้าหน้าที่ตำรวจอย่างจริงจัง และยืนยันว่าสำนักงานเขต ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการรับส่วยอย่างแน่นอน เพราะดูเฉพาะความสะอาด เช่น มีผ้าคลุมรถหรือไม่ หากมีความร่วมมือจากสามหน่วยงาน คือ กทม. กรมทางหลวง และตำรวจท้องที่มาร่วมทำงานสร้างความมั่นใจให้กับพื้นที่
เมื่อมีหลายฝ่ายทำงานร่วมกัน จะทำให้ปัญหาการจ่ายส่วยลดลงเพราะมีหลักฐาน โดยเชื่อว่าตำรวจจะเอาจริงเอาจัง เนื่องจากปัจจุบันประชาชนเห็นหมด แนวปฏิบัติเดิมๆ อาจจะใช้ไม่ได้ในยุคนี้ สังคมจะเห็นว่าใครทำผิดและใครทำถูก ส่วน กทม. จะสำรวจปัญหาว่ามีในส่วนไหนเช่นกัน
นายชัชชาติ กล่าวอีกว่า จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทาง กทม. ไม่ได้ให้ความสำคัญแค่รถบรรทุกคันนี้ แต่เป็นการวางแผนเพื่อภาพรวมความปลอดภัยในอนาคตให้สามารถนำข้อมูลทางวิชาการมาปรับใช้ได้ และนำมาสู่ความร่วมมือระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมขนส่งทางบก ตำรวจทางหลวง ตำรวจท้องที่ และหน่วยงานท้องถิ่น
สำหรับมาตรการหลังจากนี้ นายชัชชาติ ระบุว่าได้วางแผนทั้งระยะสั้นและระยะยาว โดยระยะสั้น กทม.จะขอกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจลงพื้นที่ร่วมกับเจ้าหน้าที่เทศกิจ ไปที่ไซต์งานก่อสร้างเพื่อสุ่มตรวจน้ำหนักรถบรรทุก ได้สั่งการสำนักงานเขตทุกเขตสำรวจไซด์งานก่อสร้างที่มีงานถมดิน ทั้งหมด 319 แห่ง ให้เจ้าหน้าที่สังเกตด้วยตาเปล่า หากพบรถบรรทุกที่คาดว่ามีน้ำหนักเกิน จะนำเครื่องชั่งน้ำหนักเคลื่อนที่ที่ได้รับการประสานงานจากกรมทางหลวง 2 เครื่องไปสุ่มตรวจ หากพบว่าไซต์งานใด สั่งให้รถบรรทุกน้ำหนักเกินจะมีการตักเตือนและอาจสั่งหยุดการก่อสร้าง
ส่วนในอนาคตทาง กทม.เตรียมจะติดตั้งอุปกรณ์เครื่องวัด bridge weight motion หรือเครื่องตรวจจับน้ำหนักใต้สะพาน 10 จุด ขณะนี้อยู่ระหว่างการรอผลการวิจัยเสร็จสิ้นเสียก่อน คาดว่าจะติดตั้งได้ภายในสิ้นปีนี้ ส่วนปีหน้ามีแผนการขยายการติดตั้งให้เพิ่มมากขึ้นคาดว่า 100 จุด แต่จะไม่ระบุว่าจุดไหนเพื่อให้เกิดการบังคับใช้งานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ แต่ทั้งนี้ต่างประเทศมีการใช้เครื่องวัดตัวนี้ในหลายประเทศมีค่าความแม่นยำที่ยอมรับได้
เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่าหลังจากนี้ กทม. จะเก็บข้อมูลน้ำหนักรถบรรทุกเพื่อยื่นฟ้องคดีอาญาในรายกรณีต่อไปหรือไม่ นายชัชชาติ ระบุว่า ต้องรอให้เครื่องวัดมีความพร้อมเสียก่อนโดยคาดว่าจะมีการติดตั้งเครื่องวัด bridge weight motion ได้กระจายในปีหน้า ยอมรับว่าจะต้องมีการเก็บข้อมูลหลายขั้นตอนและต้องศึกษาข้อกฎหมายร่วมด้วยเพื่อให้มีน้ำหนักในการยื่นฟ้องต่อศาล ซึ่ง กทม.จะ บังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มข้นมากขึ้นและจะเอาผิดไม่ใช่เฉพาะเพียงคนขับรถบรรทุกเท่านั้น แต่จะเอาผิดไปถึงผู้รับเหมาและผู้ว่าจ้างรถบรรทุกด้วยเพราะถือเป็นการทำผิดร่วมกัน
ขณะที่การประชุมเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา ผู้ว่าฯ กทม.ได้สั่งกำชับให้ฝ่ายเกี่ยวข้อง ตรวจสอบงานก่อสร้างบนถนนที่เป็นบ่อท่อร้อนสายไฟฟ้าลงดิน ของการไฟฟ้านครหลวงที่มีอยู่ 879 แห่งบนถนนในกรุงเทพฯ และบ่อของสำนักการระบายน้ำ ที่มีอยู่อีกกว่า 30 แห่ง เพื่อเข้มงวดกับมาตรฐานในระหว่างการก่อสร้าง ช่วยลดความเสี่ยงของอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นได้อีก รวมถึงกำชับให้ตรวจเข้มไซด์งานก่อสร้างอีก 319 แห่ง เพื่อออกมาตรการ ห้ามบรรทุกน้ำหนักเกินเด็ดขาด




