เปิดปฏิบัติการ Banking Lock Down ทลายบัญชีม้าชายแดนสระแก้ว
เปิดปฏิบัติการ Banking Lock Down ทลายบัญชีม้าชายแดนสระแก้ว จับได้ทั้งคนไทย กัมพูชา
(13เม.ย.67) มีรายงานว่า พ.ต.อ.ศานุวงษ์ คงคาอินทร์ ผกก.4 บก.ปปป. หัวหน้าชุดปฏิบัติการพิเศษป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางดิจิทัล ของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม หรือ DE สนธิกำลังร่วมกับ พ.ต.อ.ณรัฐช์พงศ์ อุดมศรี ผกก.(สอบสวน) บก.สส.ภ.2 ได้รับรายงานจากสายลับว่าในพื้นที่ จ.สระแก้ว มีแก๊งบัญชีม้าไทยและม้าเทศ จำนวนมากช่วยเหลือสนับสนุนธุรกิจการพนันออนไลน์และธุรกิจสีเทา โดยเฉพาะด้านอำเภอที่ติดชายแดนประเทศกัมพูชา ซึ่งเป็นขบวนการใหญ่และมีคนใหญ่โตอยู่เบื้องหลัง เป็นตัวการหรือนายทุนคอยช่วยเหลือสนับสนุน
โดยใช้วิธีปกปิด ซ่อนเร้น อำพรางเส้นทางการเงินผิดกฎหมายผ่านตู้ ATM โดยให้ม้าไทยและม้าเทศวิ่งข้ามแดนมาถอนหรือโอนเงินผ่าน ATM ได้ถึงหลักล้านบาทต่อครั้ง ต่อธนาคาร แล้วนำเงินข้ามแดนกลับไป หรือเก็บรวบรวมไว้แล้วนำไปโอนต่อไปยังบัญชีม้าแถวอื่นอีกเป็นทอดๆ อาศัยช่องโหว่ของธนาคารที่ไม่ต้องมีการยืนยันตัวตนหน้าตู้ ATM ตู้รับฝากเงิน ทั้งที่มีการอายัดบัญชีดังกล่าวไปแล้ว โดยไม่ได้มีการยืนยันด้วยใบหน้าเหมือนธุรกรรมการโอนทางโมบายแบงก์กิ้ง และใช้ซิมม้าในการรับ OTP
เจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการพิเศษฯ DE จึงลงพื้นที่เพื่อเปิดปฏิบัติการ Banking Lock Down ซุ่มอยู่บริเวณตู้ ATM ของธนาคารหลายแห่ง บริเวณตลาดโรงเกลือ อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว พบผู้ต้องสงสัยใช้เวลาทำธุรกรรมที่ตู้ ATM เป็นเวลานานและท่าทางมีพิรุธ จึงแสดงตัวเป็นเจ้าพนักงาน เพื่อขอทำการตรวจสอบและตรวจค้น
จากการตรวจค้นพบบัตร ATM ของบุคคลอื่น โดยผู้ต้องสงสัยไม่ทราบว่าเป็นของใคร และเจ้าของบัญชีผู้รับโอนก็ไม่ทราบว่าเป็นใคร แต่ได้โอนเงินไป จำนวน 2 ครั้ง 2 บัญชี นอกจากนี้ยังพบแชตในแอปพลิเคชันต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มเว็บการพนันออนไลน์ โพยกระดาษ สลิปการโอนเงิน และเอกสารอื่นอีกหลายรายการ
จากการสอบสวน ให้การรับสารภาพว่า ทำงานที่คาสิโนแห่งหนึ่งในประเทศเพื่อนบ้าน ทำหน้าที่เป็นแอดมินให้กับเว็บการพนันออนไลน์ชื่อดัง โดยได้รับเงินเดือนละ 18,000 บาท ผู้ที่ใช้มากดเงินนั้นเป็นคนไทยชื่อนายอ๊อด ไม่ทราบชื่อนามสกุลจริง ซึ่งเป็นหัวหน้าทำงานในคาสิโนที่เดียวกัน
เบื้องต้นเจ้าหน้าที่จึงแจ้งข้อหาว่า “ใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นโดยมิชอบ” นำตัวพร้อมของกลาง ส่งพนักงานสอบสวน สภ.คลองลึก อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว เพื่อขยายผลและดำเนินคดีตามกฎหมาย
นอกจากนี้ชุดปฏิบัติการพิเศษฯ DE ได้ซุ่มอยู่ที่ตู้ATM อีกหนึ่งแห่ง สาขาอรัญประเทศ จ.สระแก้ว เพื่อสังเกตสถานการณ์ว่ามีผู้ใดที่มีพฤติการณ์เหมือนผู้ต้องหารายแรกอีกหรือไม่ ปรากฏพบผู้ต้องหาอีก 2 ราย เป็นชาวกัมพูชา เข้ามาที่ตู้ ATM มีพฤติกรรมน่าสงสัยเดียวกัน เจ้าหน้าที่จึงได้แสดงตัว ขอตรวจสอบและตรวจค้นพบเงินสดรวมจำนวน 802,000 บาท , สมุดบัญชีธนาคาร 5 เล่ม , บัตร ATM 3 ใบ, ซิมการ์ด, โทรศัพท์เคลื่อนที่ของผู้อื่น 2 เครื่อง, เอกสารโอนเงินหลายรายการรวม 1,588,000 บาท
จากการสอบสวนเบื้องต้นทั้ง 2 คน ไม่ทราบถึงที่มาของเงินและไม่ทราบว่าโอนเงินไปให้กับผู้ใด โดยรับสารภาพอีกว่าได้รับการว่าจ้าง 5,000 บาท ให้โอนเงิน ซึ่งจากพฤติกรรมที่ผู้ต้องหาทั้งสองมีลักษณะร่วมกันกระทำความผิดโดยแบ่งหน้าที่กันทำ โดยปกปิดวิธีดำเนินการ และมีความมุ่งหมายเพื่อการอันมิชอบด้วยกฎหมาย ไม่ทราบแหล่งที่มาของเงิน และมีพฤติกรรมกดเงินสดจำนวนมาก เพื่อนำเงินไทยออกจากประเทศกลับไปให้กับบุคคลอื่นที่กัมพูชา โดยมีบัตร ATM ของผู้อื่นไว้เพื่อนำออกใช้โดยมิชอบ
เบื้องต้นแจ้งข้อหาว่า “เป็นอั้งยี่ และร่วมกันมีไว้เพื่อนำออกใช้ซึ่งบัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นโดยมิชอบ ในประการที่น่าจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน”ก่อนนำตัวผู้ต้องหาทั้งสองพร้อมของกลาง ส่งพนักงานสอบสวน สภ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว เพื่อสอบสวนขยายผลและดำเนินคดีตามกฎหมาย




