ป.ป.ช.ฟ้องยึดทรัพย์ ส.อบจ.เชียงราย รวยผิดปกติ 4.6 ล้านบาท

ป.ป.ช.ฟ้องยึดทรัพย์ ส.อบจ.เชียงราย รวยผิดปกติ 4.6 ล้านบาท

ป.ป.ช.ชี้มูลนายจิรายุ เผ่ากา สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงรายร่ำรวยผิดปกติ พบเงินงอก 4.6 ล้านบาท ชี้แจงไม่ได้

(05 ก.ย.66) เวลา 09.30 น. ที่ห้องประชุมเวียงเจ็ดลิน ชั้น 5 อาคารสำนักงานสวนสัตว์เชียงใหม่ สำนักงานป.ป.ช.ภาค5 และสำนักงานป.ป.ช.ประจำจังหวัดพื้นที่ภาค5 แถลงข่าวการดำเนินงานประจำเดือนกันยายน 2566 โดยนายเนติพล ชุมยวง ผู้อำนวยการสำนักงาน ป.ป.ช.ประจำจังหวัดเชียงราย เปิดเผยสำนวนการไต่สวนข้อเท็จจริงกรณีกล่าวหานายจิรายุเผ่ากา สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย ว่ามีพฤติการณ์ร่ำรวยผิดปกติ โดยมีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นมากผิดปกติไม่สัมพันธ์กับรายได้ หรือร่ำรวยผิดปกติ และปัจจุบันนายจิรายุเผ่ากา ยังคงดำรงตำแหน่งสมาชิสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย 

จากการไต่สวนข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่านายจิรายุฯ เข้ารับตำแหน่งสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงรายเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2555 พ้นจากตำแหน่งเมื่อวันที 1 กุมภาพันธ์ 2562 มีทรัพย์สินเพิ่ม มากผิดปกติไม่สัมพันธ์กับรายได้นายจิรายุฯ และคู่สมรส มีรายได้ตามแบบแสดงรายการเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตั้งแต่ปี 2555 - 2562 (7 ปี) เป็นจำนวนเงินประมาณ 1,584,309 บาท และไม่ปรากฏว่านายจิรายุฯ ประกอบอาชีพเสริมอื่นใด มีรายได้เพียงค่าตอบแทนสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงรายเท่านั้น 

ส่วนคู่สมรสก็ไม่ได้ประกอบอาชีพ โดยมีทรัพย์สินมากผิดปกติ หรือมีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นมากผิดปกติเกินกว่าฐานะและรายได้ ซึ่งเป็นเงินฝากในบัญชีเงินฝากรนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาเชียงราย ประเภทออมทรัพย์ ชื่อบัญชีนายจิรายุ เผ่ากา เปิดบัญซีเมือวันที่ 28 พฤษภาคม2551 ทางการไต่สวนพบว่ามีรายการเคลื่อนไหวเป็นจำนวนมากเกินกว่าฐานะและรายได้ ซึ่งเป็นลักษณะฝากเงินเข้าบัญชีนอกเหนือจากเงินรายได้ทีได้รับในตำเหน่งสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย ในช่วงระหว่างที่ดำรงตำแหน่งตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2555 จนถึงเดือนพฤศจิกายน 256 1 รวม 63 รายการ เป็นเงินจำนวน 6,466,870. 

คณะกรรมการ ป.ป.ช. ในการประชุมครั่งที่ 87/2566 เมื่อวันที 16 สิงหาคม 2566 พิจารณาแล้วเห็นว่าทรัพย์สินที่เป็นเงินฝากและเงินที่โอนเข้ามาในบัญชีธนาคารของผู้ถูกกล่าวหาตามที่ได้มีการแจ้งข้อกล่าวหาจำนวน 63 รายการเป็นจำนวนเงิน 6,466,870.00บาท นั้น มีทรัพย์สินที่มีแหล่งทีมาซึ่งมิใช่เป็นการมีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นผิดปกติหรือร่ารวยผิดปกติ จำนวน 20 รายการ รวมเป็นเงินจำนวน 1,793,140 บาท กรณีดังกล่าวเห็นว่าข้อกล่าวหาไม่มีมูล เห็นควรให้ข้อกล่าวหาเป็นอันตกไป แต่กรณีแหล่งที่มาของทรัพย์สินทีเป็นเงินนำฝากและเงินโอนเข้าบัญชีธนาคารของผู้ถูกกล่าวหาอีกจำนวน 43 รายการ รวมเป็นเงินจำนวน 4,6 73,730 บาท เป็นกรณีมีทรัพย์สินมากผิดปกติ หรือมีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นมากผิดปกติ อันมีลักษณะเป็นการร่ำรวยผิดปกติ 

คำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาของผู้ถูกกล่าวหาในกรณีนี้ ฟังไม่ขึ้น ให้ส่งรายงาน สำนวนการไต่สวน เอกสาร พยานหลักฐาน และความเห็นไปยังอัยการสูงสุด เพื่อยืนคำร้องต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบที่มีเขตอำนาจ พิจารณาพิพากษาคดี และขอให้ศาล มีคำสั่งให้ทรัพย์สินของผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 43 รายการ รวมเป็นเงินจำนวน 4,673,730 บาท ตกเป็นของแผ่นดิน ตามมาตรา 122 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 

ทั้งนี้หากไม่สามารถบังคับเอาแก่ทรัพย์สินที่ร่ำรวยผิดปกติดังกล่าวได้ทั้งหมดหรือบางส่วน ก็ขอให้บังคับเอาแก่ทรัพย์สินของผู้ถูกกล่าวหาด้วย ตามมาตรา 125 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 และแจ้งคำวินิจฉัยพร้อมด้วยข้อเท็จจริงโดยสรุป ไปยังผู้มีอำนาจสั่งให้พ้นจากตำแหน่ง โดยให้ถือว่ากระทำการทุจริตต่อหน้าทีตามมาตรา 122 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561

ข่าวที่เกี่ยวข้อง