ไฟไหม้โรงงานระยอง กรมโรงงานชี้สารไม่ควรไหม้เองได้

กรมโรงงานชี้ไฟไหม้โรงงานระยอง ผู้เชี่ยวชาญพบความผิดปกติเหตุสารติดไฟยากโอกาสที่เกิดความร้อนสะสมจนเกิดการปะทุนั้นเป็นไปได้ยาก ส่วนสาเหตุเพลิงไหม้ที่โกดังเก็บสารที่ อ.ภาชี พบหลักฐานชัดเจนว่าเป็นการวางเพลิง
ข่าวที่เกี่ยวข้อง :
รู้จัก “วิน โพรเสส” 13 ปีแห่งการต่อสู้ของชาวหนองพะวา จากคดีมลพิษถึงไฟไหม้โรงเก็บสารเคมี

23 เม.ย.67 สถานการณ์ไฟไหม้โรงงานเก็บสารเคมี และกากของเสียอันตรายในพื้นที่บ้านหนองพะวา ต.บางบุตร อ. ย้านค่าย จ.ระยอง ขณะนี้คุมเพลิงได้แล้ว 95% ตั้งแต่ช่วงเช้านี้ ซึ่งทางกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณะภัยได้ส่งรถน้ำและรถโฟมเข้าประจำแสตนบายเพื่อระงับเหตุหากไฟปะทุขึ้นมา แต่สถานการณ์ยังคงมีควันสีขาวลอยขึ้นมาจากเศษซากถังสารเคมี และกากอุตสาหกรรม เป็นจุดๆ เป็นระยะๆ ซึ่งในช่วงบ่ายได้มีการประชุมวางแผนการเข้าดับไฟที่เหลือ โดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม

นายขจรพงศ์ ศิริวิสูตร วิศวกรชำนาญการพิเศษกรมโรงงานอุตสาหกรรม ได้ให้ข้อมูลกับทีมข่าวว่าสารเคมีทั้งหมดในโรงงานเป็นกากของเสียอุตสาหกรรม มีทั้งถัง 200 ลิตร และ 1,000 ลิตร รวมของเสียทั้งหมด ไม่กิน 30,000 ตัน และยังมีน้ำเสียปนเปื้อนสารเคมีมีประมาณ 1 แสนลิตร โดยสารเคมีทั้งหมด เป็นน้ำกรด เป็นน้ำด่าง กากตระกอน เช่น กรดไนตริก กรดซันฟูริก กรดไฮโดรคลอริค และอะลูมิเนียมดรอส เป็นต้น โดยตนในฐานะผู้เชี่ยวชาญมีความแปลกใจที่ไฟไหม้สารเหล่านี้ เพราะเป็นสารที่ติดไฟยากโอกาสที่เกิดความร้อนสะสมจนเกิดการปะทุนั้นเป็นไปได้ยาก
อีกทั้งสารที่ติดไฟ เช่นน้ำมันเครื่องหรือโซเลนท์ อยู่ในถังที่มีการปิดฝามิดชิด และอะลูมิเนียมดรอส ที่มีจำนวนมากแม้เอาไฟไปจุดก็ไม่ติดไฟ และน้ำมันเครื่องที่ใช้แล้วทั้งหมดผ่านการไหม้มาแล้ว 1 รอบ จะให้เกิดการไหม้อีกรอบเป็นเรื่องยาก ส่วนกากตระกอนฝุ่นเหล็กซึ่งโดนความร้อนจนเปลี่ยนโมเลกุลหมดแล้ว ก็ติดไฟยากเช่นกัน

อีกทั้ง หากเกิดการไหม้จากสารเคมีหรือกากของเสียจริง ให้ดูตัวอย่างอาคาร 5 จะเห็นได้ว่า ไฟได้ไหม้เป็นเวลา10 กว่าชั่วโมง กากของเสียไม่ไหม้เท่าไร และ ถ้าไหม้ต้องไหม้จากใต้ข้างล่างขึ้นข้างบน แต่ปรากฎว่าฝุ่นเหล็กไม่ไหม้ เพราะมีแต่ฝุ่นเหล็กแทบไม่ไหม้ ส่วนสารเคมีที่อาคาร 3 ที่มีกลุ่มควันสีขาว เป็นการทำปฏิกริยาระหว่าง อะลูมิเนียมดรอสกับน้ำดับเพลิง ทำให้เกิดปฏิกริยาเป็นก๊าซแอมโมเนีย น้ำที่ฉีดดับเพลิงไปเจอแอมโมเนียมดรอส แล้วเกิดออกซิเจน จนทำให้เผาไหม้ตัวเองจึงทำให้เกิดควัน ซึ่งวิธีการดับต้องใช้ทรายกลบ ไม่ควรใช้รถแบ็คโฮเข้าไปเกลี่ยกากสารและใช้น้ำดับ ซึ่งจะเกิดอันตรายตามมาด้วย โดยตนจะเสนอวิธีนี้ให้เริ่มดับไฟด้วยทราย แต่ต้องใช้ทรายจำนวนมหาศาล เพราะไฟไหม้โรงงานกินพื้นที่ 4 อาคารจากทั้งหมด 5 อาารในพื้นที่ 77 ไร่

นอกจากนี้ นายขจรพงศ์ ยังได้ตั้งข้อสังเกตุเพลิงไหม้ครั้งนี้มีความผิดปกติ เพราะจุดที่เกิดเพลิงไหม้คือ ท้ายริมกำแพงอาคาร 5 แล้วมาไหม้ลามมาอาคาร 4 แต่ลักษณะตั้งอาคาร 3 ตั้งคู่ขนานกับอาคาร 4 จึงมีข้อสงสัยว่าทำไมไฟได้ลามจากอาคาร 4 ข้ามถนนที่กว้างหลายเมตรมาไหม้ที่อาคาร 3 ได้อย่างไร แม้ลมจะแรงแค่ไหนโอกาสที่สะเก็ดไฟจะทำให้อะลูมิเนียมดรอสในอาคาร 3 เกิดไฟลุกไหม้เป็นไปได้ยาก แม้ว่าในอาคาร 3 จะมีถังน้ำมันเครื่องใช้แล้วบางส่วนก็ตาม และที่แปลกใจมากที่สุดคือ ไฟที่ไหม้จากพื้นดินกองของเสียด้านข้างสำนักงานเมื่อช่วงเที่ยงที่ผ่านมา เป็นเปลวไฟระเบิดขึ้นมาจากพื้นใต้ดิน ซึ่งตนสงสัยว่าเป็นการฝังของเสียที่เป็นเชื้อเพลิงไว้ใต้ดินหรือไม่ เมื่อเกิดความร้อนประกายไฟได้ประทุขึ้นมาจากดิน จึงทำให้เกิดข้อสังเกตของการเกิดไฟไหม้ครั้งนี้ว่า ไม่ใช่เรื่องปกติอย่างแน่นอน ซึ่งทางอธิบดีกรมโรงงานได้ประสานตำรวจกองพิสูจน์หลักฐานของ บก.ปทส.เข้าพื้นที่ หากไม่มีไฟปะทุขึ้นมาอีก จะดำเนินการเก็บหลักฐานว่ามีการวางเพลิงหรือไม่ โดยตนเชื่อว่าหากมีการวางเพลิงจริง การเก็บหลักฐานไม่น่าจะพลาด

ส่วนผลการตรวจสอบ หากพบว่าเป็นการเผาจริง เพื่อลดปริมาณกากอุตสาหกรรม และสารเคมีเพื่อลดจำนวนเงินค่ากำจัดและบำบัด แต่ความจริงแล้วอาจจะลืมไปว่าไฟไหม้ น้ำที่ดับเพลิงได้ปนเปื้อนสารเคมีลงสู่ที่ดินและแหล่งน้ำธรรมชาติ ซึ่งมีค่าใช้จ่ายบำบัดที่สูงกว่า
ส่วนความเชื่อมโยงเหตุการณ์ไฟไหม้ที่โรงงานระยองกับโรงงานเก็บสารเคมีเถื่อน ที่ อ.ภาชี จ.พระนครศรีอยุธยา ตอนนี้ทางกรมโรงงานและ บก.ปทส. พบพยานหลักฐานค่อนข้างแน่น ในส่วนโกดังที่โรงงาน อ.ภาชี พบว่ามีกรรมการ 1 คน ที่มีรายชื่อตรงกับกรรมการบริษัทโรงงานวิน โพรเสส ไปขอเช่าซื้อโกดังลักลอบเก็บสารที่ อ.ภาชี มีการโอนเงิน มีสลิปการโอน ซึ่งกรมโรงงานได้สนับสนุนข้อมูลให้กับ พนักงานสอบสวนไปหมดแล้ว ส่วนสาเหตุเพลิงไหม้ที่โกดังเก็บสารที่ อ.ภาชี ชัดเจนว่าเป็นการวางเพลิง เพราะพบธูปและระเบิดปิงปองกว่า 30 จุด
นอกจากนี้ ในส่วนโรงงานที่ระยอง พบว่ามีการการทำธุรกิจเชื่อมโยงมีบริษัทในเครือชื่อย่อ อ. มี 3 สาขา ใน 3 จังหวัด มีความเกี่ยวเนื่องในการถือหุ้น โดยมีการประกอบการตามใบอนุญาต 3 ใบ คือ ใบอนุญาต 106 ให้รีไซเคิล ,ใบอนุญาต 60 หล่อหลอมโลหะ และใบอนุญาต 40 ประกอบกิจการเกี่ยวกับเยื่อกระดาษ ซึ่งใบอนุญาติหล่อหลอมโลหะของโรงงานแห่งนี้ ยังไม่ได้รับอนุญาตให้ประกอบกิจการได้ ดังนั้นการรับกากของเสียเข้ามาหลอมนั้น ทำไม่ได้ ซึ่งอะลูมิเนียมดรอสที่พบคาดว่า น่าจะเป็นการจัดซื้อนำเข้ามาในปี 2560 ช่วงขอใบอนุญาตโรงงาน
ส่วนถุงบิ๊กแบ็ค ที่อุตสาหกรรมจังหวัดแจ้งเตือนให้โรงงานเก็บนั้น เป็น กากตระกอน จากการบำบัดน้ำเสียภายในโรงงาน ซึ่งรอการขนส่งนำไปกำจัดตามมาตรฐาน แต่ติดปัญหาการเบิกจ่ายระหว่างบริษัทรับกำจัดกับบริษัท วินโพรเสส ซึ่งบริษัท วิน โพรเสสยังไม่จ่ายเงิน จึงยังนำไปกำจัดไม่ได้




