นราดุ! คืนเดียวยิง2ศพ ตากใบและโก-ลก

นราดุ! คืนเดียวยิง2ศพ ตากใบและโก-ลก ตำรวจยัน เป็นเรื่องส่วนตัวทั้งสองจุด ไม่เกี่ยวความมั่นคง
วันที่ 26 กันยายน 2566 ในพื้นที่ อ.ตากใบ พ.ต.อ.ศุภชัช ณ พัทลุง ผกก.สภ.ตากใบ จ.นราธิวาส พร้อม จนท.ที่เกี่ยวข้อง ตรวจสอบเหตุ คนร้ายใช้อาวุธปืนลูกซองและอาวุธปืนพก ขนาด 9 ม.ม.บุกยิงนายรุสมาน บือซา อายุ 51 ปี(สารวัตรกำนัน ต.โฆษิต) บ้านเลขที่ 72/1 ม.4 ต.โฆษิต อ.ตากใบ จ.นราธิวาส พบนอนเสียชีวิตอยู่ภายในร้านซ่อม จยย. ไม่มีเลขที่ ตั้งอยู่ ม.3 ต.นานาค อ.ตากใบ เหตุเกิดเมื่อเวลา 19.00 น. วันที่ 25 กันยายน ที่ผ่านมา
ที่เกิดเหตุเป็นร้านซ่อมรถ จยย. มีรถยนต์เก๋งยี่ห้อมิตซูบิซิ สีดำ ป้ายทะเบียน (ประเทศมาเลเซีย) BFR 8966 และ จยย.แบบพ่วงข้าง จอดอยู่หน้าร้าน ตรวจภายในอู่พบปลอกกระสุนปืนลูกซอง เบอร์ 12 ตกอยู่ 1 ปลอก และหัวกระสุนปืนพก ขนาด 9 มม. จำนวน 1 หัว พร้อมกองเลือดจำนวนหนึ่ง

สภาพศพนายรุสมาน ถูกกระสุนปืนลูกซองและปืนพก ขนาด 9 มม.บริเวณหน้าอกทะลุหลัง จำนวน 2 นัด จนท.เคลื่อนย้ายศพส่ง รพ.ตากใบ ในคืนที่ผ่านมา เพื่อชันสูตรพลิกศพอย่าละเอียดอีกครั้ง ก่อนที่จะมอบให้ญาติมารับศพไปประกอบพิธีทางศาสนาในวันนี้
สอบสวนทราบว่า หลังจากนายรุสมาน แต่งงานกับ น.ส.รูเซียนา ดาโอะ ได้ย้ายมาอาศัยอยู่ที่บ้านของภรรยาเป็นเวลานาน 8 ปี และเปิดร้านซ่อม จยย. วันเกิดเหตุขณะที่นายรุสมาน กำลังเก็บเครื่องมือต่างๆก่อนกลับบ้านพัก ซึ่งห่างจากร้านเกิดเหตุประมาณ 1 กม. ได้มีคนร้าย 2 คน อำพรางตัวมากับความมืด เดินลัดเลาะเข้ามาทางป่าสวนมะพร้าวและป่าสวนกล้วย บริเวณด้านหลังของร้าน เข้าหานายรุสมานซึ่งไม่ได้ตั้งตัว ก่อนใช้ปืนลูกซองและปืนพก 9 มม. ยิงใส่นายรุสมาน ในระยะเผาขน คนละ 1 นัด ก่อนหลบหนีทางหลังร้านซึ่งเป็นป่า

พ.ต.อ.ศุภชัช กล่าวว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องความขัดแย้งส่วนตัว ไม่เกี่ยวกับปัญหาความมั่นคงแต่อย่างใด ซึ่งปัจจุบันนายรุสมาน สารวัตรกำนัน นอกจากจะเปิดร้านซ่อม จยย.แล้ว ก็ยังมีงานรับเหมาก่อสร้างเล็กๆน้อยๆในพื้นที่ ต.โฆษิต ซึ่งภูมิลำเนาเดิม โดยจะสืบสวนว่าเกี่ยวข้องกับการก่อเหตุหรือไม่ สำหรับการติดตามตัวคนร้าย
ด้าน นายอีลียัส บากา ผญบ.ในพื้นที่ กล่าวว่า ผู้ตายถือเป็นคนดี ชอบช่วยเหลือชาวบ้าน มีงานกุศลหรือทำบุญจะเป็นคนแรกที่มาช่วย แถมยังชักชวนชาวบ้านมาช่วยทำงาน พอเกิดเหตุแบบนี้ขึ้นมา รู้สึกใจหายมาก พูดไม่ถูก ยืนยันผู้ตายไม่เคยมีความขัดแย้งกับใคร ไม่พูดใส่ร้ายหรือด่าใคร อยู่ที่นี่ได้ 10 ปี และมีลูก 4 คนแล้วด้วย
ขณะที่ น.ส.นูรีซัน มะนาเห น้องสาว กล่าวว่า ผู้ตายเปิดร้านตรงนี้มานานแล้ว ไม่เคยมีความขัดแย้งกับใคร นิสัยดีและเป็นคนที่โกรธใครไม่เป็น ที่ผ่านมาไม่เคยได้ยินว่าพี่ชายตน เคยมีความขัดแย้งกับใครเลย

ส่วนพื้นที่อีกพื้นที่ อ.สุไหงโก-ลก เมื่อเวลา 23.34 น. ชองวันที่ 25 กันยายน 2566 ร.ต.ท.หญิงโซเพียนี บือราเฮง รอง สว.(สอบสวน) สภ.สุไหงโก-ลก ได้รับแจ้งเหตุจาก น.ส.ซียะ ยุโก๊ะ มีเหตุคนร้ายบุกยิง นายอุสมาน มามะ อายุ 40 ปี ซึ่งเป็นแฟน เสียชีวิตภายในบ้านเลขที่ 311/13 ซอย 13 ถ.เจริญเขต ต.สุไหงโก-ลก จึงรุดไปตรวจสอบพร้อมด้วย พ.ต.อ.ปรัชญา ไบเตะ ผกก.สภ.สุไหงโก-ลก และมูลนิธิเซิ่งหมู่ธารน้ำใจสุไหงโก-ลก และ จนท.ที่เกี่ยวข้อง
ที่เกิดเหตุพบศพนายอุสมาน ไม่สวมเสื้อ นั่งเสียชีวิตในลักษณะคว่ำหน้าลงกับพื้น เลือดไหลนองทั่วตัว และมีบาดแผลถูกยิงด้วยอาวุธปืนพก ขนาด .38 บริเวณศรีษะ จำนวน 2 นัด และที่บริเวณนิ้วหัวแม่มือข้างซ้าย 1 นัด ในที่เกิดเหตุ จนท.ไม่สามารถตรวจสอบพบหลักฐานใดๆของคนร้าย
จากการตรวจสอบภายในห้องนอนของนายอุสมาน ผู้เสียชีวิต พบอุปกรณ์การเสพยาเสพติดจำนวนหนึ่งด้วย จึงได้เก็บรวบรวมเป็นหลักฐานในที่เกิดเหตุ ก่อนที่จะมอบศพผู้เสียชีวิตให้ จนท.มูลนิธิเซิ่งหมู่ธารน้ำใจสุไหงโก-ลก รพ.สุไหงโก-ลก เพื่อชันสูตรพลิกศพอย่างละเอียดอีกครั้ง ก่อนมอบให้ญาติรับไปประกอบพิธีทางศาสนา
พยานบุคคลในละแวกจุดเกิดเหตุ ให้ข้อมูลว่า ก่อนเกิดเหตุได้ยินเสียงรถ จยย. มาจอดที่บ้านจุดเกิดเหตุ จากนั้นไม่นานได้ยินเสียงปืนดังขึ้น จำนวน 3 นัดซ้อน แล้วได้ยินเสียงรถ จยย.ขับหลบหนีออกไปอย่างรวดเร็ว
และจากการสอบถาม น.ส.ซียะ แฟนของผู้เสียชีวิต ทราบว่า ในขณะเกิดเหตุตนไม่ได้อยู่บ้าน ได้ขี่ จยย.ออกไปธุระ เมื่อกลับมาบ้านพบเห็นชาวบ้านจำนวนมาก ยืนมุ่งอยู่ที่บริเวณหน้าบ้านพัก และเมื่อสอบถามจึงทราบว่า เสียงปืนดังกล่าวเกิดขึ้นภายในบ้านพัก เมื่อเดินเข้าไปในห้องนอนพบว่า นายอุสมาน ซึ่งเป็นแฟนได้ถูกยิงเสียชีวิต จึงแจ้ง จนท.มาตรวจสอบดังกล่าว

ด้าน พ.ต.อ.ปรัชญา ผกก.สภ.สุไหงโก-ลก เปิดเผยว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เชื่อว่า มาจากความขัดแย้งส่วนตัว แต่ยังไม่สามารถสรุปได้ชัดเจน จากการตรวจสอบประวัติผู้เสียชีวิต ทราบว่า พึ่งพ้นโทษออกจากเรือนจำ และภายในห้องนอนจุดเกิดเหตุ ยังตรวจพบอุกรณ์การเสพยา ที่อาจจะเกี่ยวเนื่องกับการเสียชีวิตในครั้งนี้ แต่ตำรวจจะทำการสืบสวนสอบสวน เพื่อหาข้อเท็จจริงในการติดตามตัวคนร้ายมาลงโทษตามกฎหมายต่อไป




