ที่แท้วินผีเรียกเก็บเงิน 1,600 งานพลุพัทยา ตำรวจตามจับอ้างไม่คิดจะเรียกค่าโดยสารแพง โยนวินจยย.พื้นที่เป็นคนเรียกเก็บ

ที่แท้วินผีเรียกเก็บเงิน 1,600 งานพลุพัทยา ตำรวจตามจับอ้างไม่คิดจะเรียกค่าโดยสารแพง โยนวินจยย.พื้นที่เป็นคนเรียกเก็บ
จากกรณีวินรถจักรยานยนต์รับจ้างเรียกเก็บเงินค่าโดยสาร 2 คน เป็นเงิน 1,600 บาท ซึ่งระยะทางไม่ถึง 3 กิโลโมตร ในงานพลุนานาชาติ เมืองพัทยา ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 24-25 พ.ย.66 ที่ผ่านมา จนกลายเป็นกระแสดราม่า ทำลายภาพลักษณ์และบรรยากาศการท่องเที่ยว จน ปรเมศวร์ งามพิเชษฐ์ นายกเมืองพัทยา ออกมาประนามการกระทำดังกล่าว พร้อมทั้งประสาน ตำรวจ สภ.เมืองพัทยา ให้ช่วยติดตามตัววินรถจักรยานยนต์รับจ้างรายนี้ มารับโทษตามกฏหมาย
(28 พ.ย.66) พ.ต.อ.ฐนพงศ์ โพธิ์ทิ ผกก. พ.ต.ท.ฐานานนท์ อธิพันธ์ รอง.ผกก.สส พร้อมกำลังชุดสืบสวน ได้ควบคุมตัว นายดุริยะ หรือฟิวส์ อายุ 26 ปี และ เป็นเจ้าของบัญชี ที่มีการรับโอนเงินเข้าจากผู้เสียหาย มาทำการสอบสวนที่ห้องสืบสวน สภ.เมืองพัทยา หลังตำรวจได้เดินทางไปกดดันที่บ้านพัก ในพื้นกรุงเทพฯ พร้อมทั้งเจรจากับทางแม่ของนายดุริยะ ให้ช่วยกล่อมลูกชายเข้าให้การกับตำรวจ จนกระทั่งเจ้าตัวยอมติดต่อกับตำรวจ และ ขี่รถจักรยานยนต์ จากกรุงเทพฯ มายังเมืองพัทยา เพื่อให้ตำรวจดำเนินคดีตามกฏหมาย
นายดุริยะ หรือฟิวส์ ให้การว่า ปัจจุบันทำอาชีพรถจักรยานยนต์รับจ้างเรียกผ่านแอปพลิเคชั่น ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร โดยในวันงานพลุนานาชาติ กลุ่มเพื่อนๆ จากกรุงเทพฯ ได้ชวนกันมาขี่รถส่งลูกค้า เพื่อหารายได้ โดยมาขอร่วมวิ่งกับ วินรถจักรยานยนต์รับจ้างเจ้าถิ่น แถวๆบริเวณปั๊มน้ำมันย่านพัทยาใต้ จนกระทั่งมีลูกค้ามาเรียกใช้บริการ ให้เข้าไปส่งบริเวณสถานที่จัดงานแสดงพลุ จำนวน 2 คัน ตนเองกับพี่วินรถจักรยานยนต์เจ้าถิ่น ก็ไปส่งลูกค้าตามปกติ จนส่งลูกค้าถึงที่หมาย พี่วินรถจักรยานยนต์รับจ้างเจ้าถิ่น ได้พูดคุยค่าโดยสารกับผู้เสียหาย ก่อนจะมาบอกตนว่า “พี่ไม่มีบัญชี โอนเข้าบัญชีน้องก่อน เดี๋ยวค่อยไปแบ่งกัน”
ตนจึงให้ผู้เสียหายแสกนคิวอาร์โค้ด ก่อนจะมีเงินโอนเข้าในบัญชี จำนวน 1,600 บาท ตอนแรกที่เห็นยอดเงินก็รู้สึกตกใจ พอกลับมาถึงวิน ตนเองก็แบ่งเงินให้ กับพี่วินรถจักรยานยนต์รับจ้างเจ้าถิ่นไป 800 บาท จากนั้นไม่ถึง 1 ชม.ก็เห็นผู้คนแชร์เรื่องราวค่าโดยสาร 1,600 พร้อมกับสลิปการโอนเงิน ซึ่งเป็นชื่อของตนเอง ในโลกเฟสบุ๊คจำนวนมาก ตนเองเห็นท่าไม่ดี จึงรีบขี่รถจักรยานยนต์หนีกลับกรุงเทพฯ ในคืนนั้นทันที
นายดุริยะ ยังให้การต่ออีกว่า ตนเองไม่ใช่คนเรียกค่าโดยสาร เป็นเพียงผู้รับโอนเงินจากผู้โดยสารเท่านั้น จึงไม่รู้จะขอโทษอย่างไรดี และส่วนตัวไม่คิดจะเรียกเก็บเงินค่าโดยสารที่แพงขนานนี้อยู่แล้ว แต่ก็น้อมรับความผิดในครั้งนี้
เบื้องต้นตำรวจไม่ทำบันทึกการสอบสวนปากคำ ถ่ายรูปทำประวัติ ก่อนจะควบคุมตัวส่งให้ กรมขนส่งจังหวัดชลบุรีดำเนินคดีเกี่ยวกับความผิดพรบ.ขนส่งทางบก ต่อไป




