ไม่กล้ารับหิ้วแล้ว! สาวไทยเปิดใจหลังพ้นคุกญี่ปุ่น

“น้องเทียน” สาวไทยถูกจับที่ญี่ปุ่นกลับถึงไทยแล้ว หลังอัยการมีคำสั่งไม่ฟ้องคดีถูกจ้างหิ้วกาแฟซองเข้าประเทศ แต่กลับถูกสอดไส้ยาเสพติด วันนี้กลับมาให้ปากคำตำรวจ ยอมรับว่าเข็ดแล้ว ไม่รับหิ้วของแล้ว ขณะที่เจ้าหน้าที่เร่งขยายผล ตอนนี้จับคนร้ายได้แล้ว 1 ราย
(1 ส.ค. 69) กรณี น.ส.จุฑาทิพย์ อายุ 28 ปี หรือเทียน พร้อมแฟนหนุ่มและเพื่อน อาชีพรับจ้างหิ้วของไปประเทศญี่ปุ่น เดินทางด้วยสายการบิน Thai AirAsia เที่ยวบิน FD236 จากสนามบินดอนเมือง เมื่อวันที่ 11 ก.ค. 2569 และถูกเจ้าหน้าที่สนามบินฟุกุโอกะ ประเทศญี่ปุ่น ตรวจพบยาไอซ์ซุกซ่อนอยู่ในซองกาแฟสำเร็จรูปภายในสัมภาระ จนถูกควบคุมตัวดำเนินคดีในข้อหานำเข้ายาเสพติด ส่งผลให้ครอบครัวต้องเข้าร้องเรียนผ่านสื่อมวลชนเพื่อขอความช่วยเหลือ
.
ต่อมา สำนักงาน ป.ป.ส. เปิดเผยว่าพนักงานอัยการญี่ปุ่นมีคำสั่งไม่ฟ้อง น.ส.จุฑาทิพย์ เนื่องจากพยานหลักฐานยังไม่เพียงพอเชื่อมโยงการกระทำความผิด ก่อนที่ทางการญี่ปุ่นจะส่งตัวเดินทางกลับประเทศไทย และวันนี้ น.ส.จุฑาทิพย์ ได้เดินทางเข้าพบ พล.ต.ท.อาชยน ไกรทอง ผบช.ปส. พร้อมคณะทำงาน เพื่อให้ปากคำและยืนยันข้อเท็จจริงทั้งหมด โดยมีครอบครัวมารอรับด้วยความโล่งอก
.
ด้าน บช.ปส. ภายใต้การสั่งการของนายกรัฐมนตรีและสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้ร่วมมือกับ ป.ป.ส. และทางการญี่ปุ่น สืบสวนขยายผลจนพบว่าขบวนการดังกล่าวเป็นองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติชาวเวียดนาม โดยใช้บัญชีไลน์ชื่อ "ING ING" หรือ นายแบง เป็นผู้ว่าจ้างให้ น.ส.จุฑาทิพย์ หิ้วพัสดุ ซึ่งมีการส่งกล่องสินค้าที่ซุกซ่อนไอซ์ในซองกาแฟจากย่านบางกะปิ ทั้งนี้ ตำรวจสามารถขออนุมัติศาลออกหมายจับและจับกุมตัว น.ส.โฮ สัญชาติเวียดนาม ทำหน้าที่บริหารและโอนเงินค่าจ้างผ่านบัญชีธนาคารไทยที่มีเงินหมุนเวียนกว่า 12 ล้านบาทต่อปี ได้ตั้งแต่วันที่ 28 ก.ค. ที่ผ่านมา ส่วนนายแบงหัวหน้าขบวนการได้หลบหนีออกนอกประเทศไปแล้ว
.
พล.ต.ท.อาชยน ไกรทอง ผบช.ปส. แถลงความคืบหน้าเพิ่มเติมว่า เจ้าหน้าที่ได้ออกหมายจับผู้ต้องหาในเครือข่ายนี้แล้ว 2 ราย จับกุมได้ 1 ราย และอยู่ระหว่างเร่งติดตามตัวผู้ร่วมขบวนการที่เหลือ พร้อมสอบปากคำพยานที่เกี่ยวข้อง ทั้งไรเดอร์ส่งของและบุคคลใกล้ชิด เพื่อขยายผลถึงต้นทางและผู้รับปลายทางอย่างถึงที่สุด
.
ขณะที่ "น้องเทียน" เปิดเผยด้วยความโล่งใจหลังต้องใช้ชีวิตในเรือนจำที่ญี่ปุ่นนานถึง 20 วัน ระบุว่ายอมรับว่าเอะใจกับรูปประโยคภาษาไทยที่ผู้จ้างใช้สื่อสารผ่านแชทซึ่งมีความผิดปกติดล้ายการแปลภาษา แต่เพราะคิดว่าเป็นของกินทั่วไปจึงไม่ได้ตรวจสอบอย่างละเอียด พร้อมฝากเตือนภัยผู้ที่ยึดอาชีพรับหิ้วของว่าไม่ควรรับพัสดุที่มีการแพ็กสำเร็จรูปมาแล้วเด็ดขาด เพราะอาจตกเป็นแพะรับบาปในคดีอาหนกรรมข้ามชาติโดยไม่รู้ตัว และยืนยันว่าจะไม่รับหิ้วของอีกอย่างแน่นอน
.
สุดท้ายนี้ บช.ปส. ได้ฝากเตือนประชาชนและนักท่องเที่ยวให้เพิ่มความระมัดระวังเป็นพิเศษต่อพฤติกรรมการรับฝากหรือรับหิ้วของข้ามประเทศ เนื่องจากกลุ่มมิจฉาชีพมักใช้บัญชีอวตารและเร่งรัดเวลาเพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจสอบ หากพบเบาะแสที่เกี่ยวข้องสามารถแจ้งได้ที่กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด หรือสายด่วน ตร. 1599 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง




