ถังออกซิเจนระเบิดอัดร่างคนงานขาด 2 ท่อนดับสลด

AdminNews
ถังออกซิเจนระเบิดอัดร่างคนงานขาด 2 ท่อนดับสลด

สลดหนุ่มลูกจ้างยกถังออกซิเจนลงรถตกกระแทกพื้นบึ้มสนั่นร่างขาด 2 ท่อน

เมื่อเวลา 12.00 น.วันที่ 23 พ.ค. 67 พ.ต.ต.วชิรวิชญ์ วิสุทธิ์เสรีพันธุ์ สว.(สอบสวน) สน.หนองแขม รับแจ้งเหตุถังออกซิเจนระเบิดมีผู้เสียชีวิตที่หมู่บ้านแห่งหนึ่ง แขวงหนองค้างพลู เขตหนองแขม กรุงเทพฯ 

ที่เกิดเหตุเป็นบ้านทาวเฮ้าท์ สูง 2 ชั้น เปิดกิจการเป็นร้านขายส่งออกซิเจน บริเวณหน้าบ้านชั้นล่างใช้เก็บถังอ๊อกซิเจน พบรถกระบะยี่ห้อโตโยต้า รุ่นไมตี้เอกซ์ สีแดง ทะเบียนกรุงเทพมหานคร ท้ายรถกั้นคอกสูงภายในมีถังออกซิเจนวางเรียงอยู่ท้ายกระบะกว่า 10 ถัง จอดอยู่ พบเศษซากถังออกซิเจน กระจายทั่วพื้นและคราบเขม่าสีดำจากแรงระเบิด ส่งผลให้ตัวบ้านและกันสาดพังยับเยิน บริเวณท้ายรถกระบะ พบร่างนายบัณฑิต อายุ 30 ปี ชาว จ.มหาสารคาม เป็นลูกจ้างรายวัน สภาพคว่ำหน้าตัวขาดครึ่งท่อนจากสะโพก เหลือเพียงท่อนบน หายใจรวยรินในชุดเสื้อยืดสีส้มจมอยู่ในกองซากถังออกซิเจน แต่ยังมีชีพจรอยู่และโต้ตอบเจ้าหน้าที่ได้ กระทั่งทนพิษบาดแผลไม่ไหวเสียชีวิตในที่เกิดเหตุ ใกล้กันพบชิ้นส่วนอวัยวะภายในแตกกระจาย และข้อเท้าตกอยู่ 1 ข้าง เจ้าหน้าที่จึงรวบรวมไว้เป็นหลักฐาน

จากการสอบถาม นายชัยวัฒน์ เจ้าของกิจการและเจ้าของบ้านหลังเกิดเหตุ เปิดเผยว่า ตัวเองประกอบกิจการจัดเก็บถังออกซิเจนจากโรงงานอุตสาหกรรมเพื่อเอามาไว้ที่บ้านหลังดังกล่าว เพื่อเตรียมนำไปเติมออกซิเจนจากโรงงาน ก่อนนำถังเหล่านี้ส่งให้กับโรงงานอุตสาหกรรมอีกทอดหนึ่ง ไม่ได้ประกอบหรือมีการต่อเติมถังออกซิเจนแต่อย่างใด 

ส่วนสาเหตุการเกิดระเบิดขึ้นเป็นช่วงเวลาที่คนงานของตัวเองกำลังขนถังออกซิเจนเปล่าลงจากรถกระบะ เพื่อนำไปเติมออกซิเจน แต่ไม่ทราบถึงสาเหตุการเกิดระเบิดขึ้นว่าเป็นเพราะเหตุใดซึ่งปกติแล้ว เป็นไปได้ยาก สันนิษฐานว่า ทางที่ระเบิดอาจมีออกซิเจนหลงเหลืออยู่ภายใน

ด้านนางสาวสกาวเดือน พุทธรรมา อาสาสมัครมูลนิธิร่วมกตัญญู เปิดเผยว่าภารกิจการช่วยเหลือเมื่อเจ้าหน้าที่มาถึง พบผู้ได้รับบาดเจ็บมีสภาพขาดครึ่งท่อน อวัยวะ ส่วนขาและแขน กระเด็นออกไปไกลจากจุดเกิดเหตุประมาณ 20 ถึง 30 เมตร แต่ยังพบมีชีพจรอยู่จึงพยายามกู้ชีพอย่างเร่งด่วนแต่ไม่เป็นผลเสียชีวิตในเวลาต่อมา 

เบื้องต้นทางพนักงานสอบสวนจะทำการเชิญผู้เกี่ยวข้องไปสอบปากคำเพิ่มเติมส่วนร่างผู้ตายส่งไปชันสูตรที่ภาควิชานิติเวชศาสตร์ รพ.ศิริราช เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริง ก่อนมอบให้ญาตินำกลับไปประกอบพิธีทางศาสนาต่อไป

ข่าวที่เกี่ยวข้อง